โครงการ “TH-AI Passport” มูลค่า 1,621 ล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในนโยบายด้านดิจิทัลที่ถูกจับตามองมากที่สุดของรัฐบาล หลังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องจากทั้งฝ่ายค้าน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ความเหมาะสม ตลอดจนความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงข้อสงสัยเรื่องการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) ที่อาจเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางราย
แม้ว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะลงนามสัญญากับผู้ชนะการประมูลไปแล้ว แต่เมื่อ 11 มิ.ย. 69 กระทรวงได้จัดเวที “TH-AI Passport Forum” เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงข้อสงสัยที่สังคมมีต่อโครงการ อย่างไรก็ตาม เวทีดังกล่าวก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่าเป็นการ “ฟอกขาว” โครงการมากกว่าการรับฟังข้อเสนอแนะอย่างแท้จริง
ภายในงานมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผู้แทนภาคเอกชน และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำโดย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พาขวัญ วงศ์พลทวี ตัวแทนผู้ชนะการประมูล
ไทยกำลังตามหลังเพื่อนบ้านด้าน AI
พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี อธิบายถึงที่มาโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย หรือ TH-AI Passport ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ของประชาชนในวงกว้าง โดยข้อมูลชี้ให้เห็นว่าอัตราการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของคนไทยอยู่ที่เพียง 10.67% ขณะที่เวียดนามมีสัดส่วนการเข้าถึงสูงถึง 23.5% และสิงคโปร์อยู่ที่ 60.9%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังตามหลังประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งอันดับด้าน AI ของไทยบนเวทีโลกก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมาจะมีการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติขับเคลื่อนด้าน AI หลายครั้งก็ตาม
กระทรวงจึงมองว่าจำเป็นต้องเร่งสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มทักษะ ยกระดับศักยภาพแรงงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชนจำนวน 5 ล้านคนเข้าร่วมโครงการ
กลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนและนักศึกษา บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการ SME ที่จะได้รับโอกาสเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับมืออาชีพ หรือเวอร์ชัน Pro และ Premium
ต้นทุนเพียง 27 บาทต่อเดือน คุ้มกว่าซื้อเอง
หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความคุ้มค่าในการใช้เงินภาษีของประชาชนกระทรวงดีอีชี้แจงว่า หากนำงบประมาณทั้งหมดของโครงการมาคำนวณเฉลี่ยกับจำนวนสิทธิ์ที่จัดสรรให้ประชาชน 5 ล้านคน จะมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 324 บาทต่อคนต่อปี หรือเฉลี่ยเพียง 27.50 บาทต่อเดือน
เมื่อเปรียบเทียบกับค่าบริการ AI ระดับพรีเมียมในตลาด ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT Plus, Gemini Advanced หรือ Claude Pro ที่มีค่าใช้จ่ายราว 700-800 บาทต่อเดือน หรือเกือบ 10,000 บาทต่อปี กจึงเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีความคุ้มค่าในเรื่องของราคา
ปมจัดซื้อจัดจ้าง ยังเป็นคำถามใหญ่
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนักคือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ล็อกสเป๊ก หรือ ฮั้วประมูลหรือไม่ ซึ่งผู้ชนะประมูล โครงการ “TH-AI Passport” คือ กิจการค้าร่วมทีเอช (TH Consortium) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง 2 บริษัท ระหว่าง เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ,ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด โดยเสนอราคาที่ 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางประมาณ 24-29 ล้านบาท หรือราว 1.5-1.8% ของวงเงินโครงการ
พชร บอกว่า จะมีการล็อกสเปก หรือฮั้วการประมูลหรือไม่ ไม่รู้เพราะเขาไม่ได้ทำกันต่อหน้า แต่ดูที่ผลลัพธ์ ซึ่งยืนยันดำเนินการตามระเบียบราชการทุกขั้นตอน โดยการไปสืบค้นราคาจากเอกชน 8 ราย ขณะที่มีผู้ยื่นข้อเสนอเข้าร่วมประมูล 2 กลุ่มและ 1 ราย โดยผู้ชนะการประมูลเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่เคยให้ข้อมูลประกอบการจัดทำราคากลางจริง
สำหรับข้อกังวลเรื่องการกำหนดราคากลาง “พชร” อธิบายว่า การจัดทำราคากลางจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง หากห้ามผู้ให้ข้อมูลราคากลางเข้าร่วมประมูล อาจทำให้ภาครัฐไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงของตลาดได้
อย่างไรก็ตาม ทุกขั้นตอนมีการประกาศสาธารณะผ่านทั้งช่องทางของกระทรวงและกรมบัญชีกลาง ใช้เวลาพิจารณาโครงการรวมกว่า 5 เดือน ผ่านคณะกรรมการหลายชุด มีการประกาศเชิญชวนตามระเบียบเป็นเวลา 20 วัน และผ่านกระบวนการตรวจสอบรวม 34 วันก่อนลงนามในสัญญา
สำหรับข้อกังวลเรื่องการกำหนดราคากลาง “พชร” อธิบายว่า การจัดทำราคากลางจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง หากห้ามผู้ให้ข้อมูลราคากลางเข้าร่วมประมูล อาจทำให้ภาครัฐไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงของตลาดได้
รัฐมนตรีรับรู้จักผู้ชนะประมูล แต่ปฏิเสธแทรกแซง
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือคำถามจาก ธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสอบถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมนตรีกับผู้ชนะการประมูล รวมถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับ TOR และกรอบเวลาดำเนินโครงการ
ไชยชนก ชิดชอบ ยอมรับว่ารู้จักกับผู้ประกอบการที่ได้รับสัญญา แต่ยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่
เสนอปรับรูปแบบจ่ายเงินตามการใช้งานจริง
อนิศ โอสถานุเคราะห์ จาก Storytelling Forum แสดงความเห็นว่า หากพิจารณาจากจำนวนเครื่องมือ AI และบริการที่รวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว โครงการมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาตลาด แต่เสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินเป็นลักษณะ “จ่ายตามการใช้งานจริง”
ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการตอบรับจากกระทรวง โดยปลัดกระทรวงดีอีกล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับผู้รับจ้างเพื่อปรับเงื่อนไขในลักษณะ “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้เงินภาษี
ยกเลิกหรือเดินหน้าต่อ?
การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอทางเลือกต่อสาธารณะ 3 แนวทาง ได้แก่
- เดินหน้าโครงการตามสัญญาเดิม
- เดินหน้าต่อแต่ปรับปรุงรายละเอียดการดำเนินงานและเปิดเผยงวดงานเพื่อให้ตรวจสอบได้
- ยุติโครงการและเริ่มต้นใหม่ เนื่องจากสังคมยังมีข้อสงสัยต่อความคุ้มค่าของงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พชร ระบุว่า เดินหน้าต่อโครงการแต่จะทำให้ดีขึ้น โครงการไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไข TOR ได้แล้ว แต่บริหารTOR ได้ เนื่องจากได้ลงนามในสัญญาเรียบร้อยและอยู่ในขั้นตอนบริหารสัญญา แต่ยังสามารถกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมในระดับงวดงานได้
อย่างไรก็ตาม รับฟังความคิดเห็นในเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โครงการ TH-AI Passport ไปปรับแก้สัญญาให้ดีขึ้น และตอนนี้พยายามจะหาข้อยุติให้ได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อให้ทันวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อจะได้เปิดใช้งานได้
ทำไมไม่ใช้ AI เวอร์ชันฟรี?
คำถามสำคัญอีกข้อคือ ในเมื่อปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึง AI เวอร์ชันฟรีได้อยู่แล้ว เหตุใดรัฐจึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการเข้าถึง AI แบบเสียค่าใช้จ่าย
พาขวัญ วงศ์พลทวี ผู้บริหารบริษัทผู้ชนะการประมูล ชี้แจงว่า เป้าหมายของโครงการไม่ใช่การแจก AI ฟรี แต่เป็นการสร้างระบบเรียนรู้ผ่านการใช้งานจริง โดยเครื่องมือ AI ระดับ Pro หรือ Premium มีศักยภาพสูงกว่าเวอร์ชันฟรีอย่างชัดเจน ทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การทำงานต่อเนื่อง การประมวลผลเชิงลึก และการใช้งานหลายโมเดลร่วมกัน
จึงมองว่าหากต้องการยกระดับทักษะ AI ของประเทศอย่างจริงจัง ประชาชนจำเป็นต้องได้สัมผัสเครื่องมือระดับมืออาชีพ ไม่ใช่เพียงเรียนรู้ผ่านทฤษฎีหรือการทดลองใช้งานแบบจำกัดใน AI เวอร์ชันฟรี
รวม AI 14 ค่าย มากกว่า 30 โมเดล
ระบบ TH-AI Passport จะรวบรวม AI จาก 14 บริษัท รวมกว่า 30 โมเดล ครอบคลุมทั้งการสนทนา การวิเคราะห์ข้อมูล การทำ Deep Research การสร้างภาพ วิดีโอ และดนตรี
ผู้เข้าร่วมโครงการจะไม่ได้รับสิทธิ์ใช้งานแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องเรียนรู้ผ่านระบบ Learning Management System (LMS) และสะสมคะแนนตามแนวคิด “Learn to Earn” หรือเรียนเพื่อปลดล็อกสิทธิ์การใช้งาน
หลักสูตรการเรียนรู้ถูกออกแบบบนกรอบมาตรฐานของ UNESCO โดยเดิมมี 96 หลักสูตร ก่อนขยายเพิ่มเติมร่วมกับผู้พัฒนาโมเดล AI และพันธมิตรเทคโนโลยี จนปัจจุบันมีมากกว่า 130 หลักสูตร
เมื่อเรียนจบ ผู้เข้าร่วมจะได้รับใบประกาศนียบัตรที่สามารถนำไปใช้ประกอบการสมัครงานหรือพัฒนาศักยภาพทางอาชีพได้ โดยผู้รับสัญญายืนยันว่าหลักสูตรทั้งหมดถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญและเชื่อมโยงกับการใช้งาน AI จริง ไม่ใช่เพียงเนื้อหาทั่วไปที่สามารถค้นหาได้จากแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์
แม้ภาครัฐจะยืนยันว่า TH-AI Passport เป็นโครงการเร่งด่วนเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ของประเทศ แต่ข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และประสิทธิผลของการใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ยังคงเป็นคำถามที่สังคมรอคำตอบ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




