ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 24 เม.ย. 69 ได้มีมติให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นและให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวโดยเร็วต่อไป โดยให้คำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ด้วย เช่น ความซ้ำซ้อนกับกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน รายได้หรือแหล่งที่มาของเงินที่จะนำเข้ากองทุน
ทั้งนี้ให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
สาเหตุตั้งกองทุนสงเคราะห์และฟื้นฟูฯ
สาเหตุของการมติดังกล่าว พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย. 2550 รวมระยะเวลากว่า 18 ปี โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายหลักของประเทศและเป็นเครื่องมือที่สำคัญซึ่งกำหนดบทบาทหน้าที่และอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเป็นเอกภาพ แต่เนื่องจากปัจจุบันสาธารณภัยเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ที่ผ่านมารัฐบาลให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยโดยจ่ายจากงบกลาง รายการเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน และรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แต่การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวมีข้อจำกัดในหลายกรณีทำให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัยเป็นไปโดยล่าช้า เป็นความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบสาธารณภัยที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยเร่งด่วน
สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติที่ผ่านมา ใช้จ่ายเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ถึง ปี พ.ศ. 2569 รวมเป็นเงินประมาณ 1.23 แสนล้านบาท เฉลี่ยจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติปีละประมาณ 5,300 ล้านบาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจาเป็น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,099 ล้านบาท ส่งผลให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ และผู้สูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ
ดังนั้น กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย จะเป็นหลักประกันความต่อเนื่อง ด้านการคลัง ทำให้ผู้ประสบสาธารณภัยเข้าถึงงบประมาณเยียวยาที่รวดเร็ว และมีความยืดหยุ่นลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา รวมถึงเยียวยาได้ทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของประเทศนำไปสู่การฟื้นฟูที่ดีและปลอดภัยกว่าเดิม
ขยายเวลาค่าปลงศพ เหตุจ่ายเงินไม่ทัน
ครม. ยังมีมติเห็นชอบให้ทบทวน มติ ครม. เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 เรื่อง ขอความเห็นชอบ ในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพ ผู้ประสบอุทกภัย เพิ่มเติม ในส่วนที่กาหนดให้ “ให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม”
โดยขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการตามมติ ครม.ดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 8 มิ.ย. 2569 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ
เหตุผลความจำเป็น เดิม ครม. มีมติเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 เห็นชอบและอนุมัติกรอบวงเงิน เพื่อจ่ายเงิน ค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 17-30 พ.ย. 2568 จำนวนเงิน 164 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงิน ค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตามหลักเกณฑ์ แนวทาง และอัตราการจ่ายเงินปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และจังหวัดตรัง โดยให้จังหวัดที่มี ผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตดังกล่าว เร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณ และจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป
ระยะเวลาการช่วยเหลือฯ ดังกล่าว จะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 มี.ค. 2569 แต่การการจ่ายเงินค่าปลงศพให้แก่ทายาทผู้ประสบอุทกภัย ยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงมีความจำเป็นต้องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป
ขณะเดียวกัน กองทุนฯ ดังกล่าว จะเป็นแหล่งเงินสำหรับให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




