ปัญหา “แม่น้ำกก” ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากการทำเหมืองแร่ฝั่งประเทศเมียนมา ถูกเชื่อมโยงกับผลตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนโลหะหนักในพืชผักที่ปลูกริมน้ำซึ่งเปิดเผยต่อเนื่องถึง 6 รอบ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 จนถึงพฤษภาคม 2569 พบว่ามีพืชผักอย่างน้อย 21 ชนิดที่มีค่าแคดเมียม ตะกั่ว หรือสารหนู เกินค่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 414
คำถามที่ชาวบ้านริมน้ำกกทั้ง จ.เชียงใหม่ และเชียงรายและผู้บริโภคทั่วประเทศอยากรู้คือ “ผักริมน้ำกกยังกินได้ไหม” และหากกินไม่ได้ “ต้องทำอย่างไรต่อไป”
ย้อนดูผลตรวจ 6 รอบ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว
จุดที่ทำให้สถานการณ์นี้น่ากังวลไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เกินมาตรฐาน แต่คือความต่อเนื่องของการปนเปื้อน สำนักงานเกษตรอำเภอแม่อาย ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ได้เก็บตัวอย่างพืชผักส่งตรวจกับห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด รวม 6 ครั้ง โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- รอบที่ 1 (18 ธ.ค. 68) พบสารหนูเกินมาตรฐานในกะหล่ำดอกสูงถึง 2.119 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพบแคดเมียมเกินมาตรฐานในพืชหลายชนิด เช่น ดอกหอม ข้าวโพดหวาน พริกขี้หนูผลใหญ่ แตงร้าน และเสาวรส
- รอบที่ 2 (23 ม.ค. 69) ยังคงพบแคดเมียมในพืชหลายชนิด รวมถึงพริกขี้หนูผลใหญ่ และพบตะกั่วในผักกาดเขียวปลีที่ 0.235 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แม้สารหนูในรอบนี้จะตรวจพบแต่ยังไม่เกินมาตรฐาน
- รอบที่ 3 (20 ก.พ. 69) แคดเมียมยังคงปรากฏในกระเทียม สับปะรด มะเขือม่วง และพริกขี้หนูผลใหญ่ ขณะที่ข่าตรวจพบตะกั่วสูงถึง 1.155 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นค่าที่สูงมากเมื่อเทียบกับรอบอื่น
- รอบที่ 4 (30 มี.ค. 69) เป็นรอบที่น่าตกใจที่สุดรอบหนึ่ง เพราะพบแคดเมียมเกินมาตรฐานในตัวอย่างที่ตรวจทั้งหมด 11 ตัวอย่าง อยู่ระหว่าง 0.274-0.498 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และยังพบสารหนูเกินมาตรฐานในแตงกวา มันเทศญี่ปุ่น และกระเทียมที่สูงถึง 2.318 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- รอบที่ 5 (20 เม.ย. 69) พบตะกั่วในกระเทียมสูงถึง 2.925 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นค่าตะกั่วสูงที่สุดในบรรดาการตรวจทั้งหมด ขณะที่ตัวอย่างทั้ง 4 รายการที่ตรวจล้วนพบแคดเมียมเกินมาตรฐาน
- รอบที่ 6 (25 พ.ค. 69) แคดเมียมยังคงพบในทุกตัวอย่างทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ แตงกวา มะเขือเปราะ บวบ และมะม่วง และพบสารหนูในแตงกวาสูงถึง 2.594 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมด ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่าพบพืชผลอย่างน้อย 18 ชนิดที่มีแคดเมียมเกินมาตรฐาน 7 ชนิดที่มีตะกั่วเกินมาตรฐาน และ 3 ชนิดที่มีสารหนูเกินมาตรฐาน สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่เดียวกันต่อเนื่องเกือบ 6 เดือน
ทำไมพืชผักริมน้ำกกถึงปนเปื้อน
คำอธิบายที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดเชื่อมโยงกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 67 ซึ่งพัดพาตะกอนดินจากต้นน้ำมาทับถมในพื้นที่เกษตรกรรมริมแม่น้ำกก และเกษตรกรบางรายได้ใช้ประโยชน์จากดินตะกอนดังกล่าวในการเพาะปลูก
ประกอบกับข้อมูลตรวจวัดคุณภาพน้ำโดยกรมควบคุมมลพิษที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 68 พบว่าน้ำในแม่น้ำกกบริเวณสะพานท่าตอน อำเภอแม่อาย มีค่าสารหนูเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินซ้ำหลายรอบ
ที่มาของสารปนเปื้อนเหล่านี้ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นทางการโดยสมบูรณ์ ว่าเกิดจากสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกก หรือสารเคมีเกษตรของเกษตรกรที่อยู่ริมน้ำกก แต่นักวิชาการชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งแม่น้ำกกไหลผ่านก่อนเข้าสู่เขตประเทศไทย
โดยงานวิจัยระดับภูมิภาคยังชี้ว่าลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาขามีจุดเหมืองแร่จำนวนมากที่อาจก่อให้เกิดมลพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้ปัญหานี้มีมิติของการปนเปื้อนข้ามพรมแดนที่การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงมาตรการภายในประเทศเท่านั้น
กรมควบคุมโรคว่าอย่างไร กินผักริมน้ำกกได้หรือไม่
ประเด็นที่สร้างความสับสนให้สังคมไม่น้อยคือ ท้ายที่สุดแล้วผักริมน้ำกกที่ตรวจพบสารปนเปื้อนโลหะหนักในปริมาณน้อยยังกินได้หรือไม่ได้กันแน่ คำชี้แจงล่าสุดจากกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดยนายแพทย์เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้อธิบายผ่านหลักการพิษวิทยาว่า
“สารพิษจะก่อผลกระทบต่อร่างกายตามปริมาณที่ได้รับ กล่าวคือ ยิ่งรับเข้าสู่ร่างกายมากและต่อเนื่อง ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการสะสมและเกิดพิษ ขณะที่หากได้รับในปริมาณน้อย ร่างกายยังสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ตามกลไกปกติ”
แต่ทั้งนี้ นักวิชาการของกรมควบคุมโรคยังระบุเพิ่มเติมในทำนองเดียวกันว่า ผักที่ปนเปื้อนแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนูในระดับที่พบ ยังไม่ถึงขั้นที่ต้อง “ห้ามกินโดยเด็ดขาด” แต่แนะนำให้ “ลดปริมาณการบริโภค” เพื่อลดความเสี่ยงจากการสะสมในร่างกาย ซึ่งต่างจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าพืชผักเหล่านี้เป็นพิษถึงชีวิตในทันที
อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคยืนยันชัดเจนว่า การรับประทานพืชผักที่ปนเปื้อนโลหะหนักอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวจริง
โดยยกตัวอย่างว่า การบริโภคข้าวที่ปนเปื้อนแคดเมียมสะสมเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ภาวะไตเสื่อม ส่วนการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสารหนูต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
นี่คือเหตุผลที่แม้ผลตรวจแต่ละตัวอย่างเดี่ยว ๆ อาจดูไม่รุนแรงมาก แต่เมื่อประชาชนในพื้นที่ต้องบริโภคผักจากแหล่งเดียวกันซ้ำ ๆ ทุกวันตลอดหลายเดือน ความเสี่ยงสะสมจึงเป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้
แล้วต้องทำอย่างไรต่อ คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค
จากคำแนะนำของกรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนได้ดังนี้
- หลีกเลี่ยงพืชผักที่ทราบแหล่งที่มาว่าปลูกริมแม่น้ำกกในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย ที่มีผลตรวจยืนยันการปนเปื้อนซ้ำหลายรอบ
- เลือกซื้อพืชผักจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีมาตรฐานรองรับ เช่น ผักที่ผ่านการรับรอง GAP (Good Agricultural Practice) หรือมีแหล่งที่มาชัดเจนจากพื้นที่ปลอดภัย
- หากเป็นผู้ที่บริโภคผักจากพื้นที่เสี่ยงมาอย่างต่อเนื่องและมีความกังวล ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและตรวจหาระดับโลหะหนักสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุที่มีการทำงานของไตไม่แข็งแรง
- ประชาชนสามารถตรวจสอบค่ามาตรฐานความปลอดภัยของโลหะหนักในอาหารได้ด้วยตนเอง จากประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 414 พ.ศ. 2563 ซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะ
คำแนะนำสำหรับเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง
สำหรับเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกในพื้นที่ริมแม่น้ำกกหรือพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความเสี่ยง กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำแนวทางดังนี้
- ตรวจสอบข้อมูลการปนเปื้อนโลหะหนักในดินก่อนเพาะปลูก โดยประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อประเมินว่าพื้นที่ของตนยังเหมาะสมต่อการปลูกพืชผักเพื่อการบริโภคหรือไม่
- งดใช้น้ำที่มีการปนเปื้อนรดพืชผักโดยตรง โดยเฉพาะน้ำจากแม่น้ำกกในช่วงที่มีรายงานว่าตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน
- ปรึกษาสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามสถานการณ์และรับคำแนะนำที่ทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากระดับการปนเปื้อนอาจเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและปริมาณน้ำ
- หากพบว่าผลผลิตมีโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ไม่ควรนำไปจำหน่ายหรือบริโภค และที่สำคัญคือ ไม่ควรนำไปเลี้ยงสัตว์หรือนำไปทำปุ๋ยหมัก เพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนซ้ำในห่วงโซ่อาหารรอบใหม่ ควรกำจัดในลักษณะเดียวกับขยะอันตราย
มิติที่ใหญ่กว่าผักกินไม่ได้ คือปัญหาเชิงระบบที่รอการแก้ไข
สิ่งที่นักวิชาการและภาคประชาสังคมในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตคือ การที่ผลตรวจพบการปนเปื้อนซ้ำต่อเนื่องถึง 6 รอบในระยะเวลาเกือบ 6 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารในระดับพื้นที่ ว่ายังไม่สามารถสกัดกั้นหรือแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ทันท่วงที
คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่ตำบลท่าตอน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโซนแรกที่แม่น้ำกกไหลเข้าไทย เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อติดตามปัญหานี้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ สะท้อนว่าประเด็นนี้ได้ขยับจากปัญหาสาธารณสุขระดับท้องถิ่น ไปสู่ประเด็นที่ระดับนโยบายและรัฐสภาให้ความสำคัญ
ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ติดตามผลกระทบต่อสุขภาพ และจัดหาแหล่งน้ำทางเลือกให้แก่ชุมชนริมแม่น้ำกก สาย และโขง ซึ่งสะท้อนว่าภาครัฐเริ่มยอมรับว่าปัญหานี้มีต้นตอเชื่อมโยงกับกิจกรรมนอกประเทศ และจำเป็นต้องอาศัยกลไกทางการทูตและความร่วมมือระดับภูมิภาคควบคู่ไปกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในประเทศ
แต่จากข้อมูลทั้งหมด คำตอบต่อคำถามที่ว่า “ผักริมน้ำกกกินได้หรือไม่” ยังคงต้องอาศัยความเข้าใจเรื่อง “ปริมาณ” และ “ความต่อเนื่อง” ของการบริโภคผักที่ตรวจพบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานยังไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตในทันที แต่หากบริโภคซ้ำ ๆ จากแหล่งเดิมเป็นระยะเวลานาน ความเสี่ยงต่อการสะสมโลหะหนักในร่างกายและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้
ทางออกที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การเลือกไม่กินผักริมน้ำกก แต่ต้องจัดการที่ต้นตอของปัญหา ด้วยการเร่งตรวจสอบและยุติกิจกรรมเหมืองที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ควบคู่กับการทำงานร่วมกันของหน่วยงานสาธารณสุข เกษตร สิ่งแวดล้อม และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงการเฝ้าระวังคุณภาพดิน น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นทางและคืนความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรและผู้บริโภคในระยะยาว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




