สถานการณ์ลักลอบทิ้งขยะอันตรายที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ ตื่นตัวและเริ่มเฝ้าระวังปัญหามลพิษด้วยตัวเอง โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งประชาชนส่วนหนึ่งออกมาคัดค้านการขยายพื้นที่ EEC สาเหตุสำคัญมาจากความไม่เชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายและการแก้ไขปัญหามลพิษของภาครัฐ
หนึ่งในปัญหาที่สะท้อนความกังวลของชาวบ้านอย่างชัดเจนคือผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนจากกลุ่มทุนจีน กลุ่มทุนไทย หรือผู้ประกอบการรายอื่น ปัญหาการปล่อยมลพิษสู่อากาศส่งผลให้คุณภาพอากาศในจังหวัดปราจีนบุรีน่าเป็นห่วง ทว่า เมื่อชาวบ้านและนักปกป้องสิทธิออกมาตรวจสอบ ผู้ตั้งคำถามกลับต้องเผชิญภัยคุกคามเสียเอง

เปิดโปงลักลอบทิ้งขยะอันตราย แต่คุกคาม
สุนทร คมคาย และสุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก เป็นสองคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิประชาชน สิทธิชุมชน และทรัพยากรในพื้นที่ กำลังตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่คุกคาม
สุนทรเล่าว่า เหตุการณ์เริ่มต้นช่วงต้นเดือนกรกฎาคม มีผู้พบร่องรอยบุคคลซุ่มอยู่บริเวณทางเข้าบ้าน ตามแนวต้นไม้สองข้างทาง ทำให้เริ่มสงสัยว่าอาจมีขบวนการปองร้าย
ช่วงกลางเดือน มีผู้แจ้งข้อมูลแก่สุนทรว่า เด็กคนหนึ่งได้ยินคนที่โต๊ะอาหารข้างๆ พูดถึงการ “ลงขัน” เพื่อจัดการเขา เด็กจึงนำเรื่องไปเล่าให้ครอบครัวฟัง ก่อนที่ครอบครัวจะแจ้งข้อมูลต่อมายังสุนทร ในเวลานั้นเขายังไม่ได้ปักใจเชื่อ เพียงรับฟังและเก็บข้อมูลไว้
สถานการณ์เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงปลายเดือน เมื่อสุเมธได้รับการแจ้งเตือนให้ออกจากพื้นที่ เพราะมีบุคคลเดินทางเข้ามาแล้ว ขณะนั้นข้อมูลการคุกคามยังพุ่งเป้าไปที่สุเมธเพียงคนเดียว
ต่อมาทั้งสองเดินทางไปจังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจสอบบ่อขยะที่ห้วยโจด รวมถึงบ่ออีกแห่งหนึ่ง หลังจากนั้น สุเมธต้องเผชิญเหตุผิดปกติหลายครั้ง ทั้งสุนัขถูกวางยา รถต้องสงสัยสะกดรอย และการดักตามเส้นทาง
ไม่นานนัก สุนทรได้รับแจ้งจากบุคคลหลายแหล่ง ซึ่งต่างไม่เกี่ยวข้องกันว่า เป้าหมายไม่ได้มีเพียงสุเมธ แต่รวมถึงตัวเขาด้วย โดยมีการกล่าวอ้างถึงจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องกับการคุกคาม พร้อมคำเตือนให้ทั้งสองคนออกจากพื้นที่
ข้อมูลดังกล่าวทำให้สุนทรต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ระมัดระวังการเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ และหลีกเลี่ยงการเดินทางตามลำพัง ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการทำงาน แต่ลุกลามไปถึงชีวิตประจำวัน ทั้งการทำมาหากิน การไปทำสวน และการทำกิจกรรมต่างๆ
แม้แต่ข้อมูลร้องเรียนจากชาวบ้านก็ต้องผ่านการคัดกรองอย่างรอบคอบ เพราะไม่อาจทราบได้ว่าข้อมูลใดเป็นเรื่องจริง หรือข้อมูลใดอาจเป็นกับดักเพื่อลวงให้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือไม่
“ความหวาดกลัวเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่หน้าที่ยังต้องเดินต่อไป” สุนทรยืนยัน

ยิ่งคุกคาม ข้อมูลยิ่งหลั่งไหล
แทนที่เหตุคุกคามจะทำให้การเคลื่อนไหวหยุดชะงัก สุนทรกลับบอกว่า เหตุการณ์ยิ่งทำให้เขาต้องการทำงานมากขึ้น สิ่งที่เขากังวลไม่ใช่เพียงความปลอดภัยของตัวเอง แต่คือการสื่อสารที่อาจทำให้ชาวบ้านรู้สึกหมดหวังหรือเข้าใจว่า เมื่อถูกข่มขู่แล้วจำเป็นต้องยอมแพ้
หลังเรื่องราวการถูกคุกคามได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อ ข้อมูลเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งของเสียกลับถูกส่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก สุนทรติดตามเบาะแสจนสามารถดำเนินการกับบ่อที่ถูกกล่าวหาว่ามีการลักลอบทิ้งของเสียเพิ่มอีกสองแห่ง และยังมีข้อมูลจากประชาชนอีกนับสิบกรณีรอการตรวจสอบ
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า แม้พวกเขาจะถูกคุกคาม แต่คนในพื้นที่ยังไม่หยุดส่งข้อมูล ขณะเดียวกัน ความสนใจจากสังคมยังสร้างแรงกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายบริหารจังหวัด และผู้แทนราษฎรต้องเข้ามาติดตามปัญหาอย่างจริงจังมากขึ้น
การคุกคามที่เกิดขึ้น สำหรับสุนทร แล้วนี่ไม่ใช่การถูกคุกคามครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่สาม โดยสองครั้งก่อนหน้านี้เหตุการณ์เกิดขึ้นใกล้ตัวมากกว่า แม้ประสบการณ์ทำให้เขาเตรียมรับมือกับแรงเสียดทานจากผู้เสียผลประโยชน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากความกลัว
ออกหน้าแทนชาวบ้านที่ไม่มีอำนาจต่อรอง
คำถามหนึ่งที่สุนทรถูกถามอยู่เสมอคือ เหตุใดจึงต้องเดินทางไปตรวจสอบปัญหาในพื้นที่อื่น ไม่จำกัดเฉพาะบ้านเกิดของตัวเอง
คำตอบของเขาคือ ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีต้นทุนเพียงพอที่จะรับมือกับแรงกดดัน บางคนขาดทั้งฐานะ เครือข่าย ความรู้ และทักษะในการป้องกันตัว เพียงถูกผู้นำท้องถิ่นข่มขู่ก็อาจไม่กล้าออกมาให้ข้อมูลแล้ว
เมื่อได้รับเบาะแส สุนทรจึงเลือกเข้าไปเปิดเผยเรื่องต่อสาธารณะก่อน เพื่อให้ปัญหาเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และช่วยให้ชาวบ้านซึ่งอยู่เบื้องหลังข้อมูลปลอดภัยขึ้น
เขามองว่าตัวเองและสุเมธอยู่ท่ามกลางความสนใจของสังคมอยู่แล้ว จึงพร้อมเข้าไปในพื้นที่เปราะบาง เปิดเผยข้อมูล และรับแรงปะทะแทนผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า
ตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้บ่อต้องทนกับกลิ่นเหม็นมานานถึงสองเดือน แต่ไม่มีใครกล้าออกมาพูด เรื่องนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้ขาดผู้ได้รับผลกระทบ แต่ขาดพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนสามารถส่งเสียงได้โดยไม่ต้องหวาดกลัว
เมื่อกลไกรัฐอ่อนแอ ชุมชนจึงต้องลุกขึ้นสู้
สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLAW มองว่า กรณีของนักปกป้องสิทธิในจังหวัดปราจีนบุรีไม่ใช่เหตุการณ์แรก และสถานการณ์ของผู้ที่ออกมาปกป้องสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และทรัพยากรในบ้านเกิดกำลังน่าเป็นห่วงอย่างมาก
ชุมชนที่ลุกขึ้นพูดถึงปัญหาสาธารณะมักเผชิญการคุกคามหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโทรศัพท์ซักถามข้อมูลเชิงลึก ห้ามปรามไม่ให้แสดงความคิดเห็น ติดตามความเคลื่อนไหว ขับรถสะกดรอย ฟ้องคดี ไปจนถึงการขู่เอาชีวิต
สุภาภรณ์เห็นว่า สังคมไม่ควรมองเฉพาะปลายทางว่าใครถูกข่มขู่ แต่ต้องย้อนกลับไปถามว่า เหตุใดประชาชนจึงต้องลุกขึ้นตรวจสอบปัญหาด้วยตัวเอง และกลไกของรัฐละเลยหน้าที่หรือไม่
โครงการที่ชาวบ้านออกมาตรวจสอบ หลายกรณีมีการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ หากหน่วยงานรับเรื่อง ตรวจสอบ และแก้ไขอย่างจริงจังตั้งแต่ต้น ปัญหาย่อมไม่ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นความขัดแย้ง
“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนความอ่อนแอของระบบกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่การป้องกัน การตรวจสอบระหว่างดำเนินกิจการ การลงโทษผู้กระทำผิด ไปจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่และเยียวยาประชาชนเมื่อเกิดความเสียหาย”
หลายพื้นที่ยังต้องอยู่กับดินและน้ำที่ปนเปื้อน ขณะที่ผู้ก่อมลพิษบางรายยังไม่ต้องรับผิดอย่างมีประสิทธิภาพ แม้คดีจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วก็ตาม เมื่อความเสียหายไม่ได้รับการแก้ไข การตรวจสอบของประชาชนจึงเข้มข้นขึ้น และความขัดแย้งระหว่างชุมชน รัฐ และภาคธุรกิจก็ยิ่งรุนแรงตามไปด้วย
เครือข่ายชุมชน—ด่านหน้าเฝ้าระวังกากอุตสาหกรรม
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ความไม่ไว้วางใจต่อระบบกำกับดูแลทำให้ชาวบ้านเข้ามามีบทบาทในการเฝ้าระวังมากขึ้น ทั้งการติดตามว่าโรงงานใดอาจกระทำผิดกฎหมาย มีการลักลอบขนกากอุตสาหกรรมออกไปทิ้งหรือไม่ ตลอดจนมีการขยายกิจการหรือดำเนินกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่
การเฝ้าระวังของประชาชนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ข้อมูลการกระทำผิดถูกเปิดเผยและนำไปสู่การตรวจสอบ อีกทั้งพัฒนาเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงหลายจังหวัด ตั้งแต่ระยอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี ไปจนถึงสระแก้ว
“ชาวบ้านรวมกันเครือข่ายเหล่านี้ นำความรู้และบทเรียนมาแลกเปลี่ยนกัน ตรวจสอบพบพื้นที่ต้องสงสัยว่าอาจถูกใช้ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดสระแก้วถึง 15 จุด สะท้อนว่าปัญหากำลังขยายไปยังพื้นที่โดยรอบซึ่งเสี่ยงถูกใช้เป็นแหล่งกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างผิดกฎหมาย”
หน่วยงานอ่อนแอ ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมพุ่ง
ในช่วงที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2566 มีการตรวจพบพื้นที่ลักลอบทิ้งกากหลายแห่ง พร้อมดำเนินคดีและนำบางกรณีเข้าสู่กระบวนการศาล การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังช่วยชะลอและยับยั้งปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา เริ่มปรากฏสัญญาณน่ากังวล เมื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในหลายพื้นที่ไม่สามารถติดตามและดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้อย่างเข้มข้นเท่าที่ควร บางกรณีมีการจับกุมแต่ไม่ส่งฟ้อง ทำให้ผู้ประกอบการบางรายอาจมองว่าต้นทุนจากการฝ่าฝืนกฎหมายต่ำกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ
“หากค่าปรับต่ำกว่าต้นทุนการกำจัดกากอย่างถูกต้อง หรือคดีใช้เวลานานและลงท้ายด้วยโทษที่ไม่รุนแรง การกระทำผิดก็อาจกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในทางธุรกิจ”
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การกำกับดูแล ตรวจสอบ จับกุม ดำเนินคดี ไปจนถึงบทลงโทษ หากทุกขั้นตอนยังมีช่องว่าง ภาระการเฝ้าระวังย่อมตกอยู่กับประชาชนต่อไป
กฎหมายต้องคุ้มครองคนที่ลุกขึ้นพูด
ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา การคุกคามชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการข่มขู่หรือดำเนินคดี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มปรากฏเหตุคุกคามและทำร้ายร่างกายผู้ติดตามตรวจสอบโรงงาน โดยเฉพาะกิจการรีไซเคิลและจัดการของเสีย
เมื่อสถานการณ์พัฒนาไปถึงขั้นคุกคามชีวิต ย่อมสะท้อนความล้มเหลวของระบบกำกับดูแล เพราะหากรัฐไม่สามารถจัดการผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเปิดช่องให้กลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพลใช้เงินและอำนาจกดดันชุมชนได้ง่ายขึ้น
สุภาภรณ์ เสนอว่า กฎหมายควรมีนิยามและสถานะของ “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรับรองสิทธิและสร้างมาตรการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบควรมีระบบตอบสนองทันทีเมื่อเกิดเหตุคุกคาม ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายก่อนจึงเข้าไปดำเนินการ
นอกจากนี้ ยังควรเร่งผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก รวมถึงกฎหมาย PRTR กฎหมายอากาศสะอาด และกฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้โดยไม่ต้องหวาดกลัว
หากผู้เปิดโปงต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ผู้ก่อมลพิษยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร้ความรับผิดชอบ วันหนึ่งต้นทุนจากความเงียบอาจไม่ได้ตกอยู่กับชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่อาจกลายเป็นหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนต้องร่วมกันแบกรับ
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




