คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าให้สอดคล้องกับกิจกรรมและสภาพการณ์ในปัจจุบัน พร้อมเปิดทางให้ยื่นคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และปรับระยะเวลาการอนุญาตสำหรับกิจกรรมหลายประเภท
ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จะยกเลิกกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. 2558 และปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ระบบการขออนุญาตมีความชัดเจน ครอบคลุมกิจกรรมมากขึ้น และลดขั้นตอนในการติดต่อราชการ
เพิ่มประเภทใช้ประโยชน์จาก 10 เป็น 16 ประเภท
สาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ การเพิ่มวัตถุประสงค์ที่สามารถขออนุญาตใช้ประโยชน์ในเขตป่าจากเดิม 10 ประเภท เป็น 16 ประเภท เพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
วัตถุประสงค์ใหม่ ได้แก่
- กิจการพลังงานทดแทน
- กิจการโทรคมนาคม
- กิจการสาธารณูปโภค
- การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการขยะ
- การจัดสวัสดิการของกรมป่าไม้
- การเข้าทำประโยชน์อื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง
สำหรับกิจการสาธารณูปโภค ร่างกฎกระทรวงกำหนดขึ้นเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินของประชาชน เช่น การวางสายเคเบิลหรือท่อระบายน้ำไปยังที่ดินที่มีโฉนดของตนเอง
เปิดยื่นคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผู้ขออนุญาตสามารถยื่นคำขอด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดภาระด้านเอกสาร พร้อมปรับกระบวนการอนุญาตให้สอดคล้องกับแนวทางการให้บริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกรอบระยะเวลาพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และสามารถขยายเวลาได้ไม่เกิน 30 วัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. เสนอให้ทบทวนประเด็นการขยายเวลา เพื่อไม่ให้การพิจารณาล่าช้าเกินสมควร
ก.พ.ร. ยังเสนอให้หน่วยงานลดการเรียกเอกสารจากประชาชน ใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น รวมทั้งเร่งปรับปรุงคู่มือประชาชนและเผยแพร่ผ่านระบบสารสนเทศของหน่วยงาน ตลอดจนช่องทางราชการที่เกี่ยวข้อง
กำหนดพื้นที่ที่สามารถอนุญาตให้ชัดเจนขึ้น
ร่างกฎกระทรวงปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะพื้นที่ที่จะอนุญาตให้ทำประโยชน์ โดยพื้นที่ดังกล่าวต้องไม่อยู่ในบริเวณที่มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดข้อห้ามไว้ เช่น
- ไม่เป็นพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดห้ามใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะ
- ไม่เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
- ไม่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
- ไม่อยู่ในเขตป่าชายเลนอนุรักษ์
- ไม่เป็นพื้นที่ป่าชุมชน
หลักเกณฑ์ใหม่นี้เป็นการปรับจากกฎกระทรวงเดิม ซึ่งกำหนดกว้าง ๆ ว่าต้องไม่เป็นป่าที่มีสภาพสมบูรณ์ พื้นที่ที่ควรรักษาไว้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า หรือพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติห้ามใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเพิ่มเติมว่า ควรกำหนดหลักเกณฑ์ตรวจสอบพื้นที่ให้ชัดเจน และต้องไม่ครอบคลุมพื้นที่ป่าที่ส่งมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดำเนินการแล้ว
ปรับวิธีตรวจสภาพป่า เร่งพิจารณากว่า 1.8 แสนคำขอ
ร่างกฎกระทรวงยังเพิ่มหลักเกณฑ์และวิธีตรวจสภาพป่าสำหรับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่ได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 23 มิ.ย. 63 , 11 พ.ค. 64 และ 25 ก.พ. 68
หน่วยตรวจสภาพป่าสามารถพิจารณาจากเอกสารประกอบคำขอ หรือลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จริงได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้แนวปฏิบัติการขอใช้พื้นที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้และในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ปัจจุบันมีคำขอในส่วนนี้รวม 187,521 คำขอ หากสามารถเร่งพิจารณาได้ จะช่วยให้หน่วยงานราชการผู้ขออนุญาตใช้งบประมาณได้ตามแผนและกรอบที่ได้รับจัดสรร
กำหนดเงื่อนไขป้องกันผลกระทบต่อป่า
ร่างกฎกระทรวงเพิ่มเงื่อนไขท้ายใบอนุญาตซึ่งผู้ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติ เช่น
- ใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ได้รับอนุญาต
- ใช้พื้นที่ตามวัตถุประสงค์ที่ยื่นขอเท่านั้น
- ไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำที่อาจสร้างความเสียหายแก่สภาพป่า
- ไม่สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ป่านอกเขตที่ได้รับอนุญาต
ข้อกำหนดเหล่านี้มีเป้าหมายให้การใช้พื้นที่เป็นไปตามขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาต พร้อมลดผลกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้โดยรอบ
ยกเลิกค่าธรรมเนียม แต่ยังมีค่าใช้จ่ายบำรุงป่า
ร่างกฎกระทรวงยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหลายรายการ ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมแบบพิมพ์คำขอ
- ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
- ค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาต
- ค่าธรรมเนียมโอนใบอนุญาต
- ค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาต
การยกเลิกดังกล่าวสอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 30 พ.ศ. 2566 ซึ่งเห็นว่าค่าธรรมเนียมเดิมไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ
อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับใบอนุญาตยังต้องชำระค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่นำไปบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่า ตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและคำนวณตามขนาดพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต โดยชำระในวันที่รับใบอนุญาต
นอกจากนี้ ยังปรับปรุงวิธีการตรวจสภาพป่า โดยเปิดให้หน่วยตรวจสภาพป่าสามารถตรวจสอบจากเอกสารประกอบคำขอ หรือเข้าตรวจสอบพื้นที่จริงได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้การพิจารณาการใช้พื้นที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้และการใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
ขยายอายุใบอนุญาตหลายกิจกรรม สูงสุด 30 ปี
อีกประเด็นสำคัญคือการปรับระยะเวลาการอนุญาต โดยกิจกรรมหลายประเภทได้รับการขยายระยะเวลาจากเดิม และบางกิจกรรมกำหนดระยะเวลาใหม่ให้สอดคล้องกับลักษณะของกิจการ
การสำรวจแร่จะอนุญาตได้ไม่เกินอายุอาชญาบัตร จากเดิมไม่เกิน 5 ปี ส่วนการทำเหมืองแร่จะอนุญาตได้ไม่เกิน 10 ปี และไม่เกินอายุประทานบัตร จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 10 ปี
การขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่กำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และไม่เกินอายุประทานบัตร ขณะที่การผลิตปิโตรเลียม รวมถึงการเก็บรักษา ขนส่ง หรือกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียม จะอนุญาตได้ไม่เกิน 30 ปี และไม่เกินอายุประทานบัตร จากเดิมไม่เกิน 10 ปี
สำหรับการอยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากเดิมไม่เกิน 10 ปี เพิ่มเป็นไม่เกิน 30 ปี เช่นเดียวกับการจัดพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจเชิงอนุรักษ์ และการเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์สัตว์ป่า หรือสวนสัตว์ ซึ่งขยายจากไม่เกิน 10 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี
ส่วนการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ จากเดิมกำหนดไม่เกิน 2 ปี ปรับเป็นระยะเวลาตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่กิจการ
กิจกรรมใหม่อนุญาตสูงสุด 30 ปี
สำหรับวัตถุประสงค์ที่เพิ่มขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่กำหนดอายุการอนุญาตสูงสุด 30 ปี ดังนี้
- กิจกรรมพลังงานทดแทน ไม่เกิน 30 ปี
- กิจกรรมโทรคมนาคม ไม่เกิน 30 ปี
- กิจกรรมสาธารณูปโภค ไม่เกิน 30 ปี
- การจัดการขยะ ไม่เกิน 30 ปี
- การจัดสวัสดิการกรมป่าไม้ ตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่กิจการ
- การทำประโยชน์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง ไม่เกิน 30 ปี
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ระยะเวลาดังกล่าวกำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะกิจกรรม แนวทางอนุญาตใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมบางประเภทไม่มีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา เช่น การสร้างทางขนแร่ออกจากเขตประทานบัตรไม่เกิน 10 ปี กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการทำเหมืองแร่ไม่เกิน 10 ปี การสำรวจปิโตรเลียมตามสัมปทานไม่เกิน 9 ปี การขุดหรือเก็บทราย ลูกรัง หรือดินไม่เกิน 5 ปี การปลูกสร้างสวนป่าไม่เกิน 30 ปี การสร้างศาสนสถานไม่เกิน 30 ปี และการใช้ประโยชน์ในทางราชการตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่กิจการ
เปิดทางสาธารณูปโภคและการจัดการขยะในพื้นที่ป่า
การเพิ่มวัตถุประสงค์ใหม่ โดยเฉพาะกิจการสาธารณูปโภคและการจัดการขยะ เป็นอีกประเด็นที่น่าจับตา เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการแก้ไขปัญหาของประชาชน
สำหรับกิจการสาธารณูปโภค มีการอธิบายว่าเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชน เช่น การวางสายเคเบิลหรือวางท่อระบายน้ำมายังที่ดินของตนเอง โดยกำหนดระยะเวลาการอนุญาตไม่เกิน 30 ปี
ส่วนการจัดการขยะถูกกำหนดให้เป็นวัตถุประสงค์ที่สามารถขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าได้ โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่องหลักเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ มาตรฐานการจัดการ และมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากขึ้น
หน่วยงานเสนอทบทวนเรื่องแร่และพื้นที่โบราณสถาน
กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่ โดยเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับประทานบัตร คำขอประทานบัตร หรือการต่ออายุประทานบัตรโดยตรง
ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรม การขุดหาแร่รายย่อยต้องได้รับใบอนุญาตซึ่งมีอายุไม่เกิน 1 ปีนับจากวันออกใบอนุญาต ส่วนการร่อนแร่ต้องได้รับใบรับแจ้งและขึ้นทะเบียนผู้ร่อนแร่ โดยมีอายุไม่เกิน 1 ปีนับจากวันขึ้นทะเบียน จึงควรปรับข้อความในร่างกฎกระทรวงให้ถูกต้องสอดคล้องกัน
ด้านกระทรวงวัฒนธรรมเสนอให้เพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการอนุญาตขุดหรือเก็บทราย ลูกรัง หรือดิน โดยพื้นที่ที่จะอนุญาตต้องไม่เป็นที่ตั้งของโบราณสถานหรือพื้นที่ใกล้เคียงโบราณสถานตามกฎหมาย
กระทรวงวัฒนธรรมยังเสนอให้จัดทำบัญชีพื้นที่ป่าตามมติคณะรัฐมนตรีที่ต้องรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ แต่ยังไม่มีกฎหมายประกาศคุ้มครองหรือรับรองโดยตรง แนบท้ายกฎกระทรวง เพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้ยื่นคำขอตรวจสอบสถานะพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น
ขณะที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอให้ทบทวนระยะเวลาการพิจารณาคำขอ ซึ่งร่างกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน เพื่อไม่ให้กระบวนการอนุญาตล่าช้าเกินสมควร รวมทั้งควรปรับระบบการยื่นเอกสารให้สอดคล้องกับหลักการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ลดการเรียกเอกสารที่หน่วยงานของรัฐมีอยู่แล้ว และใช้ระบบอนุญาตหรือคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น
เปิดรับฟังความเห็น ส่วนใหญ่เห็นด้วย 84.78%
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงผ่านเว็บไซต์กรมป่าไม้ เว็บไซต์กองการอนุญาต และระบบกลางทางกฎหมาย ตามหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการวิเคราะห์ผลกระทบ
ผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่า ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วย คิดเป็น 84.78% พร้อมมีการจัดทำและเผยแพร่รายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายแล้ว
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ได้ ขณะที่หน่วยงานอื่นเห็นชอบหรือไม่ขัดข้อง แต่มีข้อสังเกตให้ปรับปรุงรายละเอียดบางประการก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ทส.ระบุมี 23 คำขอใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ
รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขณะนี้มีคำขออนุญาตใช้ประโยชน์หรือเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ รวม 23 คำขอ จากทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ตัวอย่างคำขอที่อยู่ในการพิจารณา ได้แก่ การจัดที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยให้ชุมชนตามนโยบาย คทช. ในจังหวัดสตูล การก่อสร้างฝายห้วยบังอี่ จังหวัดมุกดาหาร การขยายเขตไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดเชียงใหม่ การก่อสร้างระบบประปาและสาธารณูปโภคในจังหวัดจันทบุรี รวมถึงการปลูกสร้างสวนป่าและไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในจังหวัดตราด
นอกจากนี้ ยังมีคำขอสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมในจังหวัดอำนาจเจริญ ตลอดจนการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง
“อนุญาตใช้ป่า” ต้องไม่เท่ากับ “เปิดพื้นที่โดยไม่มีเงื่อนไข”
รวีวรรณ กำชับให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาคำขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอย่างรอบคอบ โดยยึดกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก พร้อมประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพิจารณาความจำเป็นและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน
หลักคิดดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่การใช้ประโยชน์พื้นที่ป่ามีแนวโน้มครอบคลุมกิจกรรมใหม่ ๆ ทั้งพลังงานทดแทน โทรคมนาคม สาธารณูปโภค การจัดการขยะ และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งหลายกิจกรรมอาจต้องใช้พื้นที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ดังนั้น การพิจารณาอนุญาตจึงไม่ควรมองเพียงประโยชน์ที่เกิดขึ้นในวันที่อนุญาต แต่ต้องมองไปถึงผลกระทบตลอดอายุโครงการด้วย
อย่างไรก็ตามการปรับกฎเกณฑ์ครั้งนี้ โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่ “การอำนวยความสะดวก” ต้องเดินไปพร้อมกับ “การคุ้มครองพื้นที่ป่า” โดยเฉพาะกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตเป็นระยะเวลานานถึง 30 ปี ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบพื้นที่ เงื่อนไขการใช้ประโยชน์ และมาตรการป้องกันผลกระทบที่รัดกุม เพื่อให้การใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม่กลายเป็นช่องทางสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :




