กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ “กรมลดโลกร้อน” เดินหน้าขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2569–2573 เพื่อเปลี่ยนกรอบการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) จากระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงใน 6 สาขาสำคัญ พร้อมเชื่อมโยงการดำเนินงานตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับสาขา จังหวัด ไปจนถึงท้องถิ่น
การขับเคลื่อนแผนดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมเผยแพร่แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 100 คน โดยมี พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน
พิรุณ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยรายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ช่วงปี 2558–2568 เป็นช่วง 11 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยข้อมูลจาก Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ระบุว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกในปี 2567 ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ทำให้เกิดความเสียหายแล้วจึงแก้ไข แต่จำเป็นต้องลงทุนเพื่อ “ลดความเสี่ยงล่วงหน้า”
พิรุณ ระบุว่า การปรับตัวเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ทั้งการทำความเข้าใจเป้าหมาย การกำหนดตัวชี้วัด และการนำไปปฏิบัติ แต่ไม่สามารถชะลอการดำเนินงานได้ เพราะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เกิดภัยพิบัติมากกว่า 9,700 ครั้งทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายพันล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล
สำหรับประเทศไทย ในปี 2567 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคิดเป็นประมาณ 0.57% ของ GDP หรือมีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 1 แสนล้านบาท ขณะที่ผลกระทบในปี 2568 และ 2569 ยังต้องติดตามต่อไป
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ “การปรับตัว” กลายเป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ไม่ต่างจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบสาธารณสุข เพราะต้นทุนของการไม่ปรับตัวอาจสูงกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น
“ไม่มีแผนหรือกฎหมายใดสามารถหยุดยั้งภัยพิบัติได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ทำได้คือการลดความเสี่ยง ลดความเปราะบาง และทำให้ประชาชนพร้อมรับมือมากขึ้น” อธิบดีกล่าว

เชื่อมแผนกับเป้าหมายปรับตัวระดับโลก
สาระสำคัญของร่างแผนปฏิบัติการ คือ การเชื่อมโยงตัวชี้วัดการดำเนินงานของหน่วยงานไทยเข้ากับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก หรือ Global Goal on Adaptation: GGA ซึ่งมีตัวชี้วัดรวม 59 ตัว โดยกรมฯ จะติดตามเฉพาะโครงการและกิจกรรมที่สามารถสะท้อนผลต่อเป้าหมายของแผนปรับตัวแห่งชาติและตัวชี้วัดระดับโลกได้
แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากการติดตามงานประจำของแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากแผนจะไม่รวบรวมทุกโครงการมาไว้ในระบบเดียว แต่จะใช้ “ตัวชี้วัด” เป็นจุดตั้งต้น แล้วพิจารณาว่ากิจกรรมหรือโครงการใดสามารถตอบผลลัพธ์ด้านการปรับตัวได้อย่างชัดเจน
อีกโจทย์สำคัญของแผน คือ การนำกรอบเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย ทั้ง UAE Framework for Global Climate Resilience และ Belém Adaptation Indicators ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการเจรจาภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เป้าหมายคือทำให้ประเทศไทยมีกรอบในการกำหนดทิศทาง วางแผน และติดตามความก้าวหน้าด้านการปรับตัวที่เป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากระดับสาขาและระดับพื้นที่จะสามารถนำกลับมาใช้ประเมินความก้าวหน้าของประเทศได้
กรมโลกร้อนยังตั้งเป้าพัฒนาระบบการทำงานจากเดิมที่เน้นการติดตามและประเมินผล หรือ Monitoring and Evaluation ไปสู่ระบบที่ครอบคลุมการรายงานและการเรียนรู้ด้วย หรือ Monitoring, Evaluation, Reporting and Learning เพื่อให้ข้อมูลจากพื้นที่ถูกนำกลับมาวิเคราะห์ ปรับปรุงมาตรการ และขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน
ตัวชี้วัดสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มาตรการเหล่านี้สามารถลดความเสี่ยงและความสูญเสียของประชาชนได้หรือไม่ เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติได้มากขึ้นหรือไม่ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริงเพียงใด
ระบบดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการรายงานความโปร่งใสรายสองปี (Biennial Transparency Report: BTR) และกรอบการรายงานภายใต้ UNFCCC เพื่อให้การดำเนินงานด้านการปรับตัวของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

จาก “แผน” สู่มาตรการที่นำไปใช้จริง
ระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2569–2573 เกิดจากการทบทวนและระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวรายสาขาให้เชื่อมโยงกับแผนระดับประเทศ และสามารถนำไปดำเนินการได้จริง
หัวใจสำคัญของแผน คือ การกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดที่สามารถติดตามความก้าวหน้าได้ โดยมีตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน 21 ตัว และตัวชี้วัดตามกระบวนการ 12 ตัว เพื่อเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระดับหน่วยงานไปจนถึงตัวชี้วัดระดับประเทศและระดับโลก
นอกจากการกำหนดตัวชี้วัดแล้ว ยังมีการประเมินความต้องการงบประมาณสำหรับการดำเนินงานในช่วง 5 ปี ซึ่งพบว่าการปรับตัวในรายสาขามีความต้องการงบประมาณรวมมากกว่า 2 แสนล้านบาท โดยพบว่า สาขาการตั้งถิ่นฐานและความต้องการของมนุษย์เป็นสาขาที่มีความต้องการสูงสุดถึง 5,100 ล้านบาท สะท้อนว่า “การปรับตัว” ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์ด้านงบประมาณและการพัฒนาประเทศที่ต้องตัดสินใจตั้งแต่วันนี้
ข้อมูลดังกล่าวจะถูกใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานในแต่ละสาขา เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญ เชื่อมโยงภารกิจเข้ากับงบประมาณ และออกแบบมาตรการที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้น
6 สาขารับมือความเสี่ยงภูมิอากาศ
เป้าหมายรายสาขาครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่
1.การจัดการทรัพยากรน้ำ
มีทั้งหมด 4 แนวทาง ต้องการงบประมาณ 39,284 ล้านบาท
- แนวทางที่ 1 การจัดการพื้นที่ต้นน้ำ
- แนวทางที่ 2-1 การจัดการพื้นที่กลางน้ำ ท้ายน้ำ และการจัดการอุทกภัย
- แนวทางที่ 2-2 การจัดการพื้นที่กลางน้ำและท้ายน้ำ: การจัดการภัยแล้ง
- แนวทางที่ 3 การจัดการพื้นที่ท้ายน้ำ
- แนวทางที่ 4 กลไกสนับสนุนด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ
แผนมุ่งเน้นตั้งแต่การฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ การป้องกันการพังทลายของดิน การบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การฟื้นฟูแม่น้ำและแหล่งน้ำ การจัดการน้ำเสีย ตลอดจนการรับมือปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ
2.การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
มี 4 แนวทาง 17 มาตรการ 17 กิจกรรมหลัก งบประมาณ 40,300 ล้านบาท
- แนวทางที่ 1 การจัดการพื้นที่เพาะปลูก
- แนวทางที่ 2 การจัดการพื้นที่สัตว์เลี้ยง
- แนวทางที่ 3 การจัดการด้านประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
- แนวทางที่ 4 ภาคเกษตรและความมั่นคงอาหาร
ภาคเกษตรให้ความสำคัญกับการปรับระบบเพาะปลูก การเข้าถึงน้ำ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์และพันธุ์สัตว์ที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาระบบเตือนภัยโรคระบาดในสัตว์ การบริหารจัดการประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงการส่งเสริมประกันภัยผลผลิตทางการเกษตร
3.การท่องเที่ยว
มี 3 แนวทาง 19 มาตรการ 19 กิจกรรม งบประมาณ 2,200 ล้านบาท
- แนวทางที่ 1 การจัดการแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
- แนวทางที่ 2 การจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
- แนวทางที่ 3 กลไกสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว
ภาคท่องเที่ยว แผนเสนอให้มีการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ปรับปฏิทินท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง จัดการขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบเตือนภัยในแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งสนับสนุนกลไกทางการเงินเพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับตัว
4.สาธารณสุข
มี 2 แนวทาง 11 มาตรการ และ 11 กิจกรรม งบประมาณ 25,900 ล้านบาท
- แนวทางที่ 1 การป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพ
- แนวทางที่ 2 กลไกสนับสนุนด้านการสาธารณสุข
ด้านสาธารณสุข มุ่งยกระดับการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง พัฒนาระบบเฝ้าระวังและคาดการณ์โรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เพิ่มมาตรฐานและความพร้อมของสถานพยาบาล ตลอดจนเสริมทักษะบุคลากรและประชาชนในการดูแลสุขภาพจากความเสี่ยงด้านความร้อน โรคติดต่อ และมลพิษทางอากาศ
5.การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
มี 4 แนวทาง 6 มาตรการ และ 28 กิจกรรม งบประมาณ 29,070 ล้านบาท
- แนวทางที่ 1 การจัดการระบบนิเวศบนบก
- แนวทางที่ 2 การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและระบบนิเวศน้ำจืด
- แนวทางที่ 3 การจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง
- แนวทางที่ 4 กลไกสนับสนุนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
6.การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์
มี 3 แนวทาง 21 มาตรการ 21 กิจกรรมหลัก งบประมาณ 51,000 ล้านบาท
- แนวทางที่ 1 การจัดการมหานครและเมืองขนาดใหญ่
- แนวทางที่ 2 การจัดการเมืองขนาดเล็กและชุมชน
- แนวทางที่ 3 กลไกการสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์
ทั้ง 6 สาขาเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศโดยตรง และมีความเชื่อมโยงกับชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประชาชน ตั้งแต่ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ผลผลิตทางการเกษตร สุขภาพของประชาชน ความเสียหายต่อแหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงความปลอดภัยของชุมชนและการตั้งถิ่นฐาน
โดยเฉพาะสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งถูกประเมินว่ามีความต้องการงบประมาณในการปรับตัวสูง สะท้อนว่าผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคเกษตรหรือทรัพยากรธรรมชาติ แต่กำลังขยายเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน
เตรียมส่งต่อสู่พื้นที่และระบบติดตามผล
กรมโลกร้อนเตรียมผลักดันร่างแผนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงาน คณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนประกาศใช้ต่อไป โดยจะทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานกลาง ร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพของทั้ง 6 สาขา เพื่อผลักดันให้กิจกรรมภายใต้แผนเชื่อมโยงไปสู่ระดับภูมิภาค จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในระยะแรก ประเทศไทยตั้งเป้าให้มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบหลายภัย และบริการข้อมูลภูมิอากาศที่ประชาชนและหน่วยงานสามารถเข้าถึงได้ ขณะที่ระยะต่อไปจะเน้นการนำข้อมูลไปใช้จัดทำแผนและลดความเสี่ยงในระดับพื้นที่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการติดตาม ประเมินผล และทบทวนแผนในอนาคต
ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ พ.ศ. 2569–2573 จึงไม่ได้เป็นเพียงเอกสารกำหนดทิศทาง แต่เป็นความพยายามเชื่อมโยง “ความเสี่ยง” เข้ากับ “มาตรการ” “ตัวชี้วัด” และ “งบประมาณ” เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนและจัดสรรทรัพยากรได้จริง ตั้งแต่ระดับประเทศถึงระดับท้องถิ่น
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของแผนปรับตัวฯ จึงไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์ของรูปเล่ม หรือจำนวนโครงการที่สามารถดำเนินการได้ แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ว่า ประชาชนมีความเสี่ยงลดลง ความสูญเสียลดลง และมีความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
เพราะเมื่อวิกฤตภูมิอากาศกำลังสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นทุกปี การ “ปรับตัว” จึงไม่ใช่ทางเลือกของอนาคต แต่เป็นภารกิจที่ต้องเริ่มลงมือทำในวันนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง:




