เราใช้กลไกนี้มาตั้งแต่คนละครึ่งในช่วงปี 2563–2565 ต่อด้วยคนละครึ่งพลัสในปลายปี 2568 และล่าสุดคือไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายมาเป็น 60/40
แต่ยิ่งเราใช้เครื่องมือนี้บ่อยขึ้น คำถามสำคัญก็ควรขยับจากว่า “มีเงินหมุนเวียนผ่านโครงการเท่าไร” ไปสู่คำถามที่ยากกว่า นั่นคือ เงินของรัฐสร้างการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจริงเท่าไร การเพิ่มส่วนร่วมจ่ายจาก 50% เป็น 60% ทำให้เงินภาษีหนึ่งบาทกระตุ้นการใช้จ่ายได้ดีขึ้นหรือไม่ และเม็ดเงินที่เกิดขึ้นกระจายไปถึงร้านเล็กตามที่ตั้งใจมากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ไทยช่วยไทย พลัสก็มีพัฒนาการบางอย่างที่น่าจับตา โดยเฉพาะความพยายามนำข้อมูลธุรกรรมของร้านค้ารายย่อยมาต่อยอดผ่าน “AI นกกระซิบ” เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินมองเห็นศักยภาพของธุรกิจที่เดิมอาจมีข้อมูลทางการเงินไม่เพียงพอสำหรับการเข้าถึงสินเชื่อ หากทำได้ดี ประโยชน์ของมาตรการอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับเงินอุดหนุน แต่สามารถช่วยสร้างร่องรอยทางการเงินที่เปิดโอกาสให้ร้านเล็กเติบโตต่อได้ในระยะยาว
นี่ทำให้การประเมินมาตรการร่วมจ่ายไม่ควรหยุดอยู่ที่ยอดใช้จ่ายรวมเพียงตัวเดียว เราควรถามทั้งว่าโครงการสร้างการบริโภคใหม่ได้มากเพียงใด ประโยชน์ตกอยู่กับใคร และสิ่งที่รัฐสร้างขึ้นระหว่างดำเนินโครงการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ระบบการชำระเงิน หรือความสัมพันธ์ระหว่างร้านค้ากับลูกค้า สามารถต่อยอดอะไรได้บ้างหลังโครงการสิ้นสุด
คำถามเหล่านี้ยิ่งสำคัญในวันที่พื้นที่ทางการคลังของไทยแคบลง ทุกหนึ่งบาทที่รัฐนำมาใช้จึงต้องถูกคาดหวังให้ทำงานหนักกว่าเดิม ไม่เพียงสร้างยอดใช้จ่ายในวันนี้ แต่ควรสร้างผลทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่ากับต้นทุนทางการคลังด้วย
หลักฐานจากงานวิจัยเรื่องคนละครึ่งของผู้เขียน รวมถึงงานศึกษาจากต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ช่วยให้เราเห็นชัดขึ้นว่า อะไรทำให้มาตรการร่วมจ่าย “ทำงาน” และการออกแบบแต่ละแบบต้องแลกอะไรกับอะไร
เงินที่ใช้จ่ายผ่านโครงการ ไม่เท่ากับเงินที่เกิดขึ้นใหม่
ตัวเลขที่เราเห็นในข่าวบ่อยที่สุดคือยอดใช้จ่ายรวมผ่านโครงการ
แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ยอดธุรกรรมที่เกิดขึ้นกับการใช้จ่ายที่ “เพิ่มขึ้นจริง” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งย่อมมีแผนจะซื้ออาหาร ซื้อของใช้ หรือจับจ่ายบางอย่างอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ
คำถามที่สำคัญกว่าจึงเป็นว่า หากไม่มีโครงการ ครัวเรือนเหล่านี้จะใช้จ่ายเท่าไรอยู่แล้ว
ส่วนที่เพิ่มขึ้นเหนือจากนั้นต่างหากคือ additionality หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่เพราะมาตรการ
ในงานวิจัยของผมที่ใช้ข้อมูลธุรกรรมจาก LINE MAN Wongnai ซึ่งครอบคลุมร้านอาหารที่เข้าร่วมคนละครึ่งมากกว่าร้อยละ 70 และทำการเปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมกับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วม ก่อนและหลังจุดเปลี่ยนดังกล่าว
ผลที่ได้ค่อนข้างน่าสนใจ
หากมองในภาษาของนักเศรษฐศาสตร์ โครงการมีค่า MPC (marginal propensity to consume) หรือสัดส่วนของเงินอุดหนุนที่เปลี่ยนเป็นการบริโภคใหม่ อยู่ที่ประมาณ 0.4
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ เงินรัฐ 100 บาทสร้างการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริงราว 40 บาท ส่วนอีกประมาณ 60 บาทไปทดแทนเงินที่ครัวเรือนมีแนวโน้มจะใช้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ การใช้จ่ายกับร้านอาหารที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการยังลดลงถึงร้อยละ 41 สะท้อนว่าส่วนหนึ่งของยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากการ “กินมากขึ้น” แต่เป็นการ “ย้ายร้านที่กิน” จากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วมไปยังร้านที่รับสิทธิ
อย่างไรก็ตาม ค่า MPC ที่ประมาณได้ราว 0.4 นี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำตอบสุดท้ายของผลกระทบจากโครงการคนละครึ่งทั้งหมด
ข้อมูลชุดนี้เห็นการใช้จ่ายด้านอาหารบนแพลตฟอร์มเป็นหลัก หากเงินที่ครัวเรือนประหยัดได้ถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าอื่น การใช้จ่ายใหม่จริงอาจสูงกว่าที่ประมาณไว้ ในทางกลับกัน หากผู้บริโภคเพียงย้ายการสั่งอาหารจากหน้าร้านมาอยู่บนแอปเพื่อรับสิทธิ ตัวเลขก็อาจสูงกว่าผลจริงเช่นกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่หลักฐานบอกเราได้ค่อนข้างชัดคือ ยอดใช้จ่ายรวมผ่านโครงการแตกต่างจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจริง
และการบริโภคที่เพิ่มขึ้นนี้ต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญในการประเมินความสามารถของมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจเงินหนึ่งบาทไม่ได้ทำงานเหมือนกันทุกที่
ตัวเลข 0.4 เป็นค่าเฉลี่ย และค่าเฉลี่ยมักซ่อนสิ่งสำคัญเอาไว้
เมื่อผมแยกผลตามระดับกำลังซื้อของจังหวัด พบว่าในจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวต่ำ เงินรัฐหนึ่งบาทสร้างการใช้จ่ายใหม่ประมาณ 55 สตางค์ ขณะที่ในจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูงกว่าตัวเลขอยู่ที่เพียงประมาณ 32 สตางค์ ต่างกันเกือบเท่าตัวภายใต้มาตรการเดียวกัน
คำอธิบายหนึ่งคือเรื่องข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง เมื่อเงินในกระเป๋าตึงตัว เงินที่รัฐเติมเข้าไปมีโอกาสสูงกว่าที่จะถูกนำไปซื้อสิ่งที่ครัวเรือนต้องการ แต่ยังไม่ได้ซื้อ
นอกจากนี้ การออกแบบเงื่อนไขการร่วมจ่ายก็สำคัญเช่นกัน งานศึกษาต่างประเทศ เช่น งานศึกษาคูปองดิจิทัลในเมืองหางโจวพบว่า กลไกสำคัญอาจไม่ใช่เพียงเรื่องเงินในกระเป๋า แต่รวมถึงวิธีที่ผู้บริโภครับรู้คูปอง เช่น การมองเงินจากรัฐเป็น “บัญชีแยก” จากเงินของตัวเอง
ดังนั้น สิ่งที่หลักฐานชี้คือ ประสิทธิผลของมาตรการไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าเราใส่เงินเข้าไปเท่าไร แต่ขึ้นอยู่ด้วยว่าเงินนั้นไปถึงใคร และคนกลุ่มนั้นอยู่ในบริบททางเศรษฐกิจแบบไหน
ช่วยร้านเล็กได้จริง แต่เงินไม่ได้กระจายเท่ากัน
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนละครึ่งได้รับการสนับสนุนมาก คือความตั้งใจที่จะทำให้เงินไหลไปยังร้านค้ารายย่อย แทนที่จะกระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่
หลักฐานส่วนหนึ่งสนับสนุนความพยายามนี้ค่อนข้างชัดเจน
ในงานวิจัยอีกชิ้นที่ผมใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน พบว่า หลังเข้าร่วมโครงการ ร้านเหล่านี้มียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 174 โดยจำนวนลูกค้าไม่ซ้ำเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 176 ขณะที่มูลค่าต่อคำสั่งซื้อแทบไม่เปลี่ยนแปลง
นั่นคือ คนละครึ่งช่วยให้ร้านเล็กได้เจอกับลูกค้าใหม่
ที่น่าสนใจคือ ผลบางส่วนยังคงอยู่หลังโครงการสิ้นสุด โดยเฉพาะในกลุ่มร้านที่เล็กที่สุด สะท้อนว่าเงินอุดหนุนอาจทำหน้าที่คล้ายเครื่องมือช่วยให้ผู้บริโภค “ค้นพบ” ร้านใหม่ และสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดำเนินต่อไปหลังรัฐหยุดสนับสนุน
แต่ภาพนี้มีอีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดพร้อมกัน
งานวิจัยที่ผมทำร่วมกับนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยใช้ข้อมูล e-payment ของร้านค้าในโครงการทั้งหมด พบว่า เมื่อแบ่งร้านออกเป็นห้ากลุ่มตามเงินสนับสนุนที่ได้รับ ร้านกลุ่มบนสุดร้อยละ 20 ได้เงินสนับสนุนรวมกันถึงร้อยละ 74 ขณะที่ร้านกลุ่มล่างสุดร้อยละ 20 ได้เพียงร้อยละ 0.5
คิดเป็นค่าเฉลี่ย ร้านกลุ่มล่างสุดได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 4,100 บาทต่อร้าน ขณะที่กลุ่มบนสุดได้รับประมาณ 580,000 บาท
สาเหตุส่วนหนึ่งของการกระจุกตัวนี้มาจากการออกแบบที่กำหนดเพดานสิทธิของผู้บริโภค แต่ไม่ได้กำหนดเพดานเงินสนับสนุนที่ร้านหนึ่งร้านสามารถได้รับ
หากเป้าหมายสำคัญของมาตรการคือช่วยกระจายกำลังซื้อไปสู่ร้านรายย่อย เรื่องนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นรายละเอียดปลีกย่อยของระบบ แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบตั้งแต่ต้น
รัฐออกให้ 60% ดีกว่า 50% หรือไม่
เมื่อไทยช่วยไทย พลัส เปลี่ยนสัดส่วนร่วมจ่ายจาก 50/50 เป็น 60/40 คำถามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติคือ การที่รัฐออกเงินให้มากขึ้นจะทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้นหรือไม่
คำตอบคือ ไม่จำเป็น อย่างน้อยหากเราวัดผลต่อเงินรัฐ 100 บาท
เริ่มจากเลขคณิตง่าย ๆ ก่อน ในระบบ 50/50 เงินรัฐ 100 บาทต้องมีเงินประชาชนอีก 100 บาทเข้ามาสมทบ แต่ในระบบ 60/40 เงินรัฐ 100 บาทต้องการเงินประชาชนเพียงประมาณ 67 บาท
ยิ่งสัดส่วนที่รัฐออกให้สูงขึ้น เงินของประชาชนที่แต่ละบาทของรัฐดึงเข้ามาจึงลดลงตั้งแต่ก่อนคำนึงถึงพฤติกรรมของครัวเรือนด้วยซ้ำ
หลักฐานจากจีนให้ภาพคล้ายกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน American Economic Review: Insights เปรียบเทียบคูปองหลายรูปแบบภายในโครงการเดียวกันในสามเมือง พบว่าคูปองที่รัฐออกให้ร้อยละ 50 สร้างการใช้จ่ายใหม่ต่อเงินรัฐหนึ่งหน่วยต่ำกว่าคูปองที่รัฐออกเพียงร้อยละ 25–33
แต่เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า 60/40 เป็นการออกแบบที่แย่กว่า เพราะการที่รัฐออกให้มากขึ้นมีประโยชน์อีกแบบหนึ่ง คือช่วยลดภาระของครัวเรือน และอาจทำให้คนที่มีกำลังซื้อจำกัดสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น
ดังนั้น คำถามที่เหมาะสมกว่าคือ เราอยากได้อะไรจากมาตรการนี้
หากเป้าหมายคือการบรรเทาค่าครองชีพ การให้รัฐออกในสัดส่วนสูงขึ้นอาจสมเหตุสมผล แม้การใช้จ่ายใหม่ต่อเงินภาษีหนึ่งบาทจะลดลง แต่หากเป้าหมายคือสร้างการบริโภคใหม่ให้มากที่สุด เราอาจต้องออกแบบในอีกทิศทางหนึ่ง
เงื่อนไขการใช้จ่ายสำคัญกว่าสัดส่วน 50 หรือ 60
อีกองค์ประกอบหนึ่งของไทยช่วยไทย พลัสที่น่าสนใจ แต่ถูกพูดถึงน้อยกว่าคือเรื่องเวลา
โครงการกำหนดให้รัฐร่วมจ่ายได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยสิทธิที่ไม่ได้ใช้จะไม่ยกไปเดือนถัดไป
เงื่อนไขสองอย่างนี้ดูเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่จริง ๆ แล้วเปลี่ยนแรงจูงใจอย่างมาก
หากรัฐออกให้สูงสุดวันละ 200 บาท การจะใช้วงเงิน 1,000 บาทให้ครบจำเป็นต้องมีการใช้สิทธิอย่างน้อยห้าวันในเดือนนั้น การผัดวันประกันพรุ่งจึงมีต้นทุน เพราะหากเหลือเวลาไม่กี่วัน ต่อให้ยังมีวงเงินก็ไม่สามารถใช้ได้ครบ
ประสบการณ์จากคนละครึ่งพลัสช่วงปลายปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการใช้สิทธิไม่ทันมีอยู่จริง โครงการให้วงเงิน 2,000–2,400 บาทเป็นก้อนเดียวตลอดระยะเวลากว่าสองเดือน แต่เมื่อเหลือเวลาอีกราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนจบโครงการ มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงินเพียงประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่เริ่มใช้สิทธิแล้ว
การเปลี่ยนมาใช้วงเงินรายเดือนที่หมดอายุจึงเท่ากับเพิ่มเส้นตายจากหนึ่งครั้งเป็นหลายครั้งตลอดโครงการ
งานทดลองในฝรั่งเศสซึ่งตีพิมพ์ใน American Economic Review ให้หลักฐานว่ากรอบเวลาเช่นนี้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง ผู้ได้รับบัตรเติมเงินที่หมดอายุภายในสามสัปดาห์ใช้จ่ายในเดือนแรกคิดเป็นร้อยละ 61 ของมูลค่าบัตร เทียบกับเพียงร้อยละ 23 สำหรับบัตรที่มีความยืดหยุ่นใกล้เคียงเงินสด และการใช้จ่ายยังกระจุกตัวในช่วงต้นของกรอบเวลาที่กำหนด
แล้วถ้ารัฐจะทำไทยช่วยไทยพลัสต่อ ควรออกแบบอย่างไร
หลักฐานจากคนละครึ่งไม่ได้พิสูจน์ผลของไทยช่วยไทย พลัสโดยตรง เพราะทั้งสองโครงการเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและรายละเอียดการออกแบบที่แตกต่างกัน
แต่หลักฐานเหล่านี้ช่วยให้เรารู้ว่า ควรถามอะไรกับโครงการปัจจุบัน
เมื่อครบสองเดือน รัฐบาลรายงานว่าไทยช่วยไทย พลัสมียอดใช้จ่ายรวมประมาณ 86,443 ล้านบาท ในจำนวนนี้ร้อยละ 57 เป็นเงินจากรัฐ ส่วนอีกร้อยละ 43 เป็นเงินที่ประชาชนร่วมจ่าย (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2569)
ตัวเลขนี้จึงต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง เงินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดใช้จ่ายผ่านโครงการคือเงินภาษีที่รัฐใส่เข้าไปตั้งแต่ต้น ขณะที่เงินส่วนที่ประชาชนจ่ายเองก็ไม่ใช่การบริโภคใหม่ทั้งหมด เพราะบางส่วนคือรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโครงการ
นี่ไม่ได้หมายความว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ แต่หมายความว่า ยอดใช้จ่ายรวมเพียงตัวเดียวไม่สามารถบอกได้ว่านโยบายประสบความสำเร็จหรือไม่
คำตอบขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการให้มาตรการนี้ทำอะไร
หากเป้าหมายคือบรรเทาค่าครองชีพ เราควรถามว่าความช่วยเหลือไปถึงครัวเรือนกลุ่มไหน และช่วยลดภาระรายจ่ายได้มากเพียงใด หากเป้าหมายคือกระตุ้นเศรษฐกิจ เราควรวัดว่ามีการบริโภคเพิ่มขึ้นจริงเท่าไรเหนือจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว และหากเป้าหมายคือช่วยร้านรายย่อย เราควรดูว่าเม็ดเงินกระจายไปถึงร้านขนาดเล็กจริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงนับจำนวนร้านที่ลงทะเบียนเข้าร่วม
แต่เป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการใช้จ่าย มาตรการร่วมจ่ายของรัฐบาลจีนใช้เงื่อนไขอย่าง “ลด 30 หยวนเมื่อซื้อครบ 90 หยวน” ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเพิ่มยอดซื้อ และช่วยให้เงินรัฐหนึ่งหน่วยดึงการใช้จ่ายของประชาชนออกมาได้มากขึ้น
แต่สิ่งที่ได้มาก็มีราคาที่ต้องจ่าย งานวิจัยในเมืองเส้าซิงพบว่าเกณฑ์ขั้นต่ำทำให้ประโยชน์กระจุกตัวไปยังร้านขนาดใหญ่และร้านที่มีราคาต่อบิลสูง ขณะที่ร้านราคาต่ำได้รับประโยชน์น้อยมาก
การที่ไทยเลือกไม่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำจึงไม่ได้หมายความว่าเราออกแบบมาตรการได้ด้อยกว่า แต่สะท้อนการเลือก trade-off คนละแบบ เราอาจยอมแลกแรงกระตุ้นต่อเงินรัฐหนึ่งบาทที่ต่ำลง เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อน้อยและร้านค้ารายเล็กเข้าถึงโครงการได้ง่ายกว่า
โจทย์เดียวกันเกิดขึ้นกับสัดส่วน 50/50 หรือ 60/40 การกำหนดเพดานต่อร้าน หรือแม้แต่เงื่อนไขว่าวงเงินจะหมดอายุเมื่อใด ไม่มีแบบใด “ดีที่สุด” ในทุกมิติ การออกแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่าเราให้น้ำหนักกับเป้าหมายใดมากที่สุด
อีกมิติหนึ่งที่กล่าวถึงไว้ตั้งแต่ต้น คือคุณค่าของข้อมูลที่เกิดขึ้นจากโครงการ มาตรการร่วมจ่ายสร้างข้อมูลธุรกรรมของร้านค้ารายย่อยจำนวนมหาศาล ซึ่งในอดีตร้านเหล่านี้จำนวนมากแทบไม่มีร่องรอยทางการเงินที่สถาบันการเงินนำไปใช้ประเมินได้ หากสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้โดยมีหลักเกณฑ์เรื่องความยินยอมและการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม เทคโนโลยีอย่าง AI อาจทำหน้าที่เป็น “นกกระซิบ” ช่วยให้ธนาคารเห็นศักยภาพและกระแสเงินสดของร้านเล็กได้ดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่เดิมเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น
ในมุมนี้ คุณค่าของโครงการอาจไม่ได้อยู่เพียงยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือน แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถเปลี่ยนข้อมูลที่เกิดขึ้นจากมาตรการชั่วคราว ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ร้านเล็กเติบโตต่อได้หรือไม่
ในวันที่พื้นที่ทางการคลังยังกว้าง เราอาจพอถามเพียงว่ามาตรการหนึ่งช่วยเศรษฐกิจหรือไม่ แต่เมื่อพื้นที่ทางการคลังแคบลง มาตรฐานที่เราใช้ตัดสินก็ควรสูงขึ้นตามไปด้วย
คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า 50/50 หรือ 60/40 แบบไหนดีกว่า แต่ควรถามให้ชัดก่อนว่า เราอยากให้เงินภาษีหนึ่งบาททำหน้าที่อะไร แล้วจึงออกแบบสัดส่วนร่วมจ่าย กลุ่มเป้าหมาย เพดานร้านค้า เงื่อนไขเวลา และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้สอดคล้องกับเป้าหมายนั้น
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของมาตรการร่วมจ่ายไม่ควรวัดจากเพียงยอดใช้จ่ายผ่านโครงการมากแค่ไหน แต่ควรวัดว่าเงินของรัฐสร้างการบริโภคใหม่ได้มากน้อยเพียงใด ประโยชน์ตกอยู่กับใคร และเมื่อโครงการจบลงแล้ว มีอะไรเหลืออยู่ให้เศรษฐกิจไทยบ้าง
อ้างอิง
- Boehm, J., Fize, E., & Jaravel, X. (2025). Five facts about MPCs: Evidence from a randomized experiment. American Economic Review, 115(1), 1–42.
- Chen, Y., Li, M., Mao, J., & Zhou, J. (2026). Consumption stimulus with digital coupons: Heterogeneity and policy design. Journal of Public Economics, 260, 105709.
- Lertmethaphat, N., Wasi, N., Muthitacharoen, A., & Poonpolkul, P. (2025). มองผู้ประกอบการรายย่อยนอกระบบผ่านโครงการ “คนละครึ่ง”. aBRIDGEd No. 15/2025, สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์.
- Liu, Q., Shen, Q., Li, Z., & Chen, S. (2021). Stimulating consumption at low budget: Evidence from a large-scale policy experiment amid the COVID-19 pandemic. Management Science, 67(12), 7291–7307.
- Muthitacharoen, A. (2025). Digital fiscal stimulus and SMEs: difference-in-differences evidence from Thailand’s half-and-half program. Applied Economics Letters, 32(18), 2646-2651.
- Muthitacharoen, A. (2026). Using a no-minimum 50: 50 co-pay to stimulate consumption: evidence from Thailand’s digital fiscal stimulus. Applied Economics Letters, 33(10), 1549-1554.
- Xing, J., Zou, E. Y., Yin, Z., Wang, Y., & Li, Z. (2023). “Quick response” economic stimulus: The effect of small-value digital coupons on spending. American Economic Journal: Macroeconomics, 15(4), 249–304.
- สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (2569). “รัฐบาลเผย ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านบาท…” 2 สิงหาคม 2569. https://www.thaigov.go.th/th/news/167107
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




