ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 21 และ 26 ส.ค. 69 โดย กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สนับสนุนให้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาด
ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth)

ปัญหารายได้ – หนี้ กดดันใช้จ่ายชะลอ
ทั้งนี้ แต่การบริโภคภาคเอกชน (การใช้จ่ายประชาชน) จะชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้เดิม ส่วนหนึ่งครัวเรือนระมัดระวังใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น ขณะที่การบริโภคมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นชั่วคราวช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ จากแรงสนับสนุนมาตรการภาครัฐ (ไทยช่วยไทยพลัส) จากนั้นการบริโภคจะชะลอลงในไตรมาสที่ 4 หลังมาตรการรัฐสิ้นสุด
จากประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้ กนง. แสดงความกังวลการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง และแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงฐานะทางการเงินที่เปราะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกระแทก (shocks) บ่อยขึ้น ส่งผลให้ฐานะทางการเงินของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับแย่ลง
ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งต้องติดตามกำลังซื้อครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง
ในปี 2570 ประเมินว่าการบริโภคมีแนวโน้มฟื้นตัวตามค่าครองชีพที่ปรับลดลงตามราคาพลังงาน และรายได้ภาคครัวเรือนที่ทยอยปรับดีขึ้น
AI หนุนเศรษฐกิจ แต่พึ่งนำเข้าสูง – ใช้แรงงานน้อย
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง เนื่องจากการส่งออกสินค้าแม้ขยายตัวสูงต่อเนื่อง แต่กระจุกตัวในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักร AI ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศสูง ขณะที่การส่งออกสินค้าอื่นยังขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
นอกจากนี้ในด้านการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับดีขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล (Data center) แต่ผลบวกของการลงทุนนี้ต่อการจ้างงานและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ มีระดับต่ำกว่าการลงทุนในอดีต เนื่องจากมีความต้องการใช้แรงงานน้อยและพึ่งพาการนำเข้าสูง ขณะธุรกิจ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง
ปัจจุบันวัฏจักรเทคโนโลยียังอยู่ในช่วงการวางโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนได้จากแผนการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนได้อีกระยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มชะลอลงหลังวัฏจักรเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วง การนำเทคโนโลยีไปใช้ (AI adoption phase) ซึ่งต้องติดตามผลดีที่จะมีต่อไปยังภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ รวมถึงประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
แม้วัฏจักร AI สนับสนุนการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า แต่ กนง. ประเมินว่าอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงไทยควรรักษาความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจเพื่อดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
เงินเฟ้อยังสูงจากราคาพลังงาน
สำหรับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่น้อยกว่าที่ประเมินไว้เดิม จากราคาพลังงานในประเทศที่ลดลงจากช่วงไตรมาส 2 ตามราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการดูแลราคาพลังงานในประเทศ รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนที่ต่ำกว่าคาด
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงปลายปี 69 ถึง ต้นปี 70 ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง โดยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันในประเทศและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาอาหารสด ก่อนจะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่จากัดภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ากว่าศักยภาพ
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงาน) มีแนวโน้มลดลงจากประมาณการเดิม ตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต่ำกว่าคาดจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอและแรงกดดัน ด้านต้นทุนที่ลดลง สอดคล้องกับ (1) ผลสำรวจผู้ประกอบการที่สะท้อนว่าจานวนธุรกิจที่ไม่มีแผนปรับขึ้นราคามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น1 และ(2) เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นที่ปรับลดลง สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กนง. มองว่ายังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการระบายน้ำมันคงคลังของหลายประเทศเพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไป ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงหากเส้นทางการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางได้รับกระทบและยืดเยื้อนาน อาจราคาน้ำมันโลกกลับมาเร่งสูงขึ้นได้
ขณะที่ ฝ่ายเลขานุการ กนง. ชี้แจงว่าแม้ข้อสมมติราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจะกดดันราคาพลังงานโลกต่อไปอีกระยะหนึ่ง ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองโลกอาจช่วยดูแลราคาน้ำมันโลกไม่ให้เร่งสูงขึ้นมากได้อีกราว 1-3 เดือน แต่หลังจากนั้นต้องติดตามการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่ง กนง. เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการและแนวโน้มราคาพลังงานโลก รวมถึงสถานะของกองทุนน้ามันเชื้อเพลิงในการดูแลราคาพลังงานในประเทศ และนัยต่อเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าอย่างใกล้ชิด
กนง. ห่วงดอกเบี้ยต่ำนาน อาจก่อหนี้เพิ่ม
ในการประชุมครั้งนี้ กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี โดยเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ร่วมกับนโยบายการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและการปรับตัวของภาคธุรกิจในระยะสั้น
อ่านเพิ่มเติม: กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% จับตาเงินเฟ้อสูงถึงต้นปี 70
แม้ดอกเบี้ยในปัจจุบันยังไม่ใช่ระดับต่ำสุด แต่การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มิใช่ภาวะวิกฤตอาจมีผลดีไม่มากนักเมื่อเทียบกับผลข้างเคียง เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายการเงินอาจมีข้อจากัดเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน การคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานมีผลข้างเคียง และทำให้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ปรับลดลง ทั้งนี้ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ควรใช้นโยบายภาครัฐอื่น อาทิ มาตรการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นเวลานาน ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน อย่างมีนัยสาคัญ แต่ต้องติดตามผลข้างเคียงของการคงดอกเบี้ยที่ต่ำนานเกินไป อาทิ
(1) ความเสี่ยงต่อการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจการเงิน แม้อัตราดอกเบี้ย ระดับต่ำจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่อาจนำไปสู่การสะสมความเสี่ยง ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน อาทิ การก่อหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต (intertemporal trade-offs)
(2) การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยภาวะที่อัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงิน อยู่ในระดับต่ำ จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่ำสุดที่กิจการหรือนักลงทุนคาดหวังปรับลดลงไปด้วย นำไปสู่การลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนและผลิตภาพต่ำ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว
ขณะที่ กนง. เห็นว่าการรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy space) ยังมีความสำคัญภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจอาจเผชิญความเสี่ยงได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ ความขัดแย้งทาง ภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า ความเสี่ยงต่อระบบการเงินโลกจากการปรับมุมมองต่อ มูลค่าของเทคโนโลยีและ AI รวมถึงความเสี่ยงทางการคลังของหลายประเทศ
ดังนี้ กนง. จึงเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต จึงควรรักษา Policy space ไว้เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
กสิกรเตือนครึ่งปีหลังชะลอ กำลังซื้ออ่อน-NPL จ่อเพิ่ม
ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยกล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.0% โดยเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงจากแรงส่งของการส่งออกที่แผ่วลงหลังเร่งตัวสูงในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การบริโภคยังฟื้นตัวอย่างเปราะบางภายใต้กำลังซื้อที่อ่อนแรง แม้ในไตรมาส 3 ปีนี้ จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ “ไทยช่วยไทยพลัส”
ด้านการลงทุนภาคเอกชนคาดว่า ยังขยายตัวในระดับสูงจาก FDI แต่การนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดผลบวกต่อเศรษฐกิจ และกดดันดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้อ่อนแอลง ด้านความเสี่ยง ยังคงเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ความเสี่ยงจากเอลนีโญ่และมาตรการการค้าของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จะทรงตัวที่ระดับ 1.00% จนถึงสิ้นปี 2569 แต่ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนในตลาดตราสารหนี้อาจปรับสูงขึ้นตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย
ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระยะนี้ เป็นเพราะปัจจัยจากฝั่งเงินดอลลาร์ฯ ทำให้ในช่วงที่เหลือของปียังต้องติดตามสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยของเฟดและสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ด้านแนวโน้มสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง แต่คาดว่าสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่จะประคองแรงส่งเหนือ 5.0% YoY ได้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อในภาพรวมปี 69 ไว้ที่ 0.5% YoY เนื่องจากการฟื้นตัวของสินเชื่อยังไม่กระจายถึงเอสเอ็มอี เช่นเดียวกับสินเชื่อรายย่อยที่ยังอยู่ในกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP (Debt Deleveraging) ด้านคุณภาพสินเชื่อ สัดส่วนเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์มีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 2.76% ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 69 เข้าหากรอบคาดการณ์ที่ 2.80-3.00% ณ สิ้นปี 69 แม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลให้สัดส่วนหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไหลกลับมาเป็นเอ็นพีแอลในสัดส่วนที่สูงขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง:




