การประชุมคณะกรรมการนโยบาการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4 ของปีนี้ 26 ส.ค. และจะเหลืออีก 2 ครั้ง ในวันที่ 28 ต.ค. และ 23 ธ.ค. คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากระดับปัจจุบันที่ 1% จนถึงสิ้นปี แม้แนวโน้มดอกเบี้ยในหลายประเทศจะขยับขึ้นจากเงินเฟ้อ
อ่านเพิ่มเติม: ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบาการเงิน (กนง.)
กนง. คาดว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิม โดยปรับขึ้นชั่วคราวตั้งแต่ Q2/69 ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลายและผลจากฐานที่สูงในปีก่อน

เงินเฟ้อเริ่มลด เศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 26 ส.ค. 69 หลังแรงกดดันเงินเฟ้อต่ำลดลง คาดว่ากนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดปี 2569 เนื่องจากเป็นระดับที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยังเปราะบางและต้องการแรงสนับสนุนต่อเนื่อง โดยมาจากเหตุผล
- เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยคาด โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ค. 2569 ชะลอลงมาอยู่ที่ 1.95% จากราคาพลังงานที่ลดลง ขณะที่การส่งผ่านต้นทุนผู้ผลิตไปยังราคาสินค้ายังเป็นไปอย่างจำกัดและค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางกำลังซื้อของครัวเรือนที่ยังอ่อนแรง
- เศรษฐกิจไทยยังเปราะบางและฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง โดยจีดีพี (GDP) ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ได้รับแรงหนุนจากการสะสมสินค้าคงคลัง การลงทุน และการส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีและกระแส AI อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของอุปสงค์ในประเทศ พบว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจพื้นฐานยังอ่อนแรง ทั้งการบริโภคภาคเอกชนและภาคการผลิตในภาพรวมที่ชะลอลง สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังไม่ทั่วถึง
อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในปัจจุบัน ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยคาดเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 1.8% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธปท. ท่ามกลางราคาน้ำมันที่แม้ยังมีความผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่คาดว่าผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ประกอบกับมาตรการดูแลราคาพลังงานในประเทศที่คาดว่าจะยังมีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าผู้บริโภคคาดว่าจะเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง
แต่เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญและราคาปุ๋ยที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันผลผลิตทางการเกษตรและส่งผลให้ราคาอาหารปรับสูงขึ้นในไตรมาส 4/2569 แต่คาดว่าจะเป็นเพียงแรงกดดันชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน
นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีลักษณะไม่ทั่วถึง (K-shaped) และมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงภายนอกประเทศ ดังนั้น กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจพร้อมกับการใช้มาตรการเฉพาะจุด ในขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจมีประสิทธิผลจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
กนง. ยังต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ส่งผลให้กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ไปตลอดทั้งปี 2569
กนง. คงดอกเบี้ยแม้หลายประเทศขยับขึ้น
วิจัยกรุงศรี คาดการณ์ว่า กนง. จะรักษาจุดยืนนโยบายการเงินที่สมดุลและคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ตลอดทั้งปี 2026 แม้ว่าธนาคารกลางในภูมิภาคและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มปรับทิศทางดอกเบี้ย แต่มูลฐานเสถียรภาพต่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย ช่วยให้ธปท. สามารถกำหนดทิศทางนโยบายการเงินโดยอิงตามสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก โดยไม่ต้องกดดันให้ต้องปรับดอกเบี้ยตามปัจจัยภายนอก
ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของกนง. และมุมมองเศรษฐกิจไทยจากการประชุมครั้งก่อน เมื่อ 24 มิ.ย. และังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การปรับเพิ่มประมาณการ GDP: ธปท. ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2026 ขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.3% เพื่อสะท้อนผลของมาตรการกระตุ้นทางการคลัง อย่างไรก็ตาม กนง. ระบุว่าภาวะการฟื้นตัวยังคงเป็นไปอย่างช้าๆ และไม่ทั่วถึง (Uneven Recovery)
- การคุมทิศทางเงินเฟ้อ: แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวและอาจทะลุขอบบนของกรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 (2H26) แต่คาดว่าเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นจากฝั่งอุปทาน (Supply-driven) และจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในปี 2027 กนง. จึงมองข้ามการพุ่งขึ้นชั่วคราวนี้เนื่องจากผลกระทบรอบสอง (Pass-through effects) ยังมีจำกัด และการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยังยึดมั่นอยู่ในกรอบ
- ภาวะการเงินและสินเชื่อที่ตึงตัว: สินเชื่อยังคงขยายตัวชะลอตัว โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนเปราะบางและผู้ประกอบการ SMEs ธปท. จึงย้ำถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Measures) พร้อมสนับสนุนให้สถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง
เงินเฟ้อขยับขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมิน
Krungthai COMPASS ประเมินเช่นเดียวกันว่ากนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ตลอดทั้งปีท่ามกลาง ภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ากว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง
กนง. มองเศรษฐกิจระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยปรับประมาณการณ์ปี 69 สูงขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.3% แนวโน้มเศรษฐกิจมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกที่ อยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งไทยได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกโดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและการ ลงทุนด้าน AI และ data center ที่เติบโตสูงขึ้น ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐที่ จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกลางมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ประเมินไว้
อย่างไรก็ดี กนง. คาดว่า เศรษฐกิจในภาพรวมยังเติบโตอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพและไม่ท่ัวถึง โดยเฉพาะภาคธุรกิจ SMEs ที่ปรับตัวได้จำกัด และผลกระทบจากค่าครองชีพ ที่สูงข้ึนบั่นทอนกำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง
อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าเงินเฟ้อท่ัวไปจะปรับตัวสูงขึ้นกว่ากรอบเป้าหมาย แต่จุดสูงสุดต่ำกว่าการประเมินครั้งก่อนที่อยู่ที่ราว 5% ตามการส่งผ่านต้นทุนด้านพลังงาน หลังปัจจัยด้าน อุปทานทยอยคลี่คลายโดยปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 69 ลงมาอยู่ที่ 90 ดอลลาร์ สหรัฐ/บาร์เรล จาก 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ค่าครองชีพทยอยปรับขึ้นจากราคาน้ำมัน
ทั้งน้ีกนง. มองว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงค้างเป็นเวลานานมีจำกัด ผลกระทบด้านพลังงานทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงข้ึนในระยะถัดไปจะเริ่มทยอยส่งผ่านไปยังหมวดสินค้าและบริการ โดย กนง. ประเมินว่าความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานมีจำกัด และจะกลับเข้ากรอบได้ในต้นปี 70 อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัย ด้านภูมิอากาศ ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ได้ในระยะถัดไป
ผลกระทบจากค่าครองชีพที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อครัวเรือนที่เปราะบาง แม้สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานทยอยปรับตัวลงแต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยยังต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคต่อไปในระยะข้างหน้า โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 69 พบว่าไทยและประเทศในภูมิภาคส่วนใหญ่มีสัดส่วนราคาผู้ผลิตต่อราคาผู้บริโภคเพิ่มข้ึนจากต้นปีสะท้อนถึงโอกาสที่ต้นทุนการผลิตซึ่งปรับสูงขึ้นกำลังถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




