“ค่าไฟฟ้าไม่เป็นธรรม” กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญที่สังคมไทยตั้งต่อระบบพลังงานของประเทศ ขณะที่ภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ประชาชนจำนวนมากต้องแบกรับค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้น แต่โครงสร้างการกำหนดราคากลับเป็นเรื่องซับซ้อนที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถเข้าถึงหรือทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นค่าไฟฟ้าจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขบนบิลค่าไฟหรือการบริหารจัดการพลังงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน จนนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนและปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง
ในเวที “ค่าไฟแฟร์ คือ ค่าไฟที่แคร์ประชาชน” สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของไทยมีความเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมต่อประชาชนมากขึ้น โดยมองว่าไฟฟ้าไม่ใช่เพียงสินค้าเชิงพาณิชย์ หากแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้า แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า พลังงานไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และเชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชนหลายด้าน ทั้งสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ สิทธิด้านสุขภาพ สิทธิทางการศึกษา และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
ในมุมมองของ กสม. รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง ภายใต้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และต้องดูแลไม่ให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกลายเป็นภาระเกินสมควร โดยต้องมองประชาชนในฐานะ “ผู้ทรงสิทธิ” (Rights Holder) ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคที่ต้องรับภาระต้นทุนตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว
เสียงร้องเรียนสะท้อนปัญหาโครงสร้างค่าไฟ
ตลอดช่วงปี 2560-2568 กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาพลังงานและการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ามากกว่า 70 กรณี ขณะที่การศึกษาข้อมูลทางวิชาการ การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ พบว่าปัญหาค่าไฟฟ้าได้กลายเป็นภาระสำคัญของครัวเรือนไทย
ผลการสำรวจสะท้อนว่า ประชาชนทุกระดับรายได้จัดให้ “ค่าไฟฟ้า” เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่แพงเกินเหตุในอันดับสอง รองจากค่าอาหาร และยังพบว่ามีประชากรเกือบ 17 ล้านคนที่แบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการดำรงชีพของประชาชน เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ย่อมกระทบต่อการจัดการรายได้ และความจำเป็นด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การศึกษา การรักษาพยาบาล หรือการดูแลสมาชิกในครอบครัว
กลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ผลการศึกษาของ กสม. ชี้ให้เห็นว่า ภาระค่าไฟฟ้ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับรายได้และศักยภาพในการดำรงชีวิตของแต่ละครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้าในการดำรงชีวิต
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำด้านพลังงานระหว่างกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือผู้เปราะบาง กับผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจจะรับมือกับค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่า

“ความยากจนทางพลังงาน” ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย
ขณะที่ รศ.ดร.ภูรี สิสุนทร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากสังคมกำลังตั้งคำถามถึงความไม่เป็นธรรมของค่าไฟฟ้า สิ่งที่ควรทำความเข้าใจควบคู่กันคือ ปัญหา “ความยากจนทางพลังงาน” (Energy Poverty)
โดยทั่วไป ความยากจนทางพลังงานสามารถประเมินได้จากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าเมื่อเทียบกับรายได้หรือค่าใช้จ่ายรวมของครัวเรือน หากครัวเรือนใดต้องจ่ายค่าไฟฟ้ามากกว่า 5% ของรายได้หรือค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็อาจถือว่าเข้าสู่ภาวะความยากจนทางพลังงานในระดับหนึ่ง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าค่าไฟฟ้าแพงหรือไม่ แต่ต้องถามต่อว่า “ใครคือกลุ่มที่กำลังเผชิญปัญหานี้ และอยู่ที่ไหน”
ความยากจนทางพลังงานไม่ได้อยู่แค่พื้นที่ห่างไกล
การวิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า พื้นที่ที่มีสัดส่วนครัวเรือนยากจนทางพลังงานสูงไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะจังหวัดชายแดนหรือพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น
ในทางกลับกัน หลายจังหวัดในภาคกลาง เช่น นครปฐม สุพรรณบุรี นครนายก และลพบุรี กลับมีสัดส่วนครัวเรือนที่เผชิญปัญหานี้อยู่ในระดับสูงเช่นกัน สะท้อนว่าความยากจนทางพลังงานเป็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ในหลายพื้นที่ และอาจแตกต่างจากภาพจำที่สังคมเคยรับรู้
ค่าไฟยุคหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนเปลี่ยนไป
ผลการศึกษาช่วงปี 2561-2564 พบว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ในระดับค่อนข้างคงที่ ไม่เกินประมาณ 3.99 บาทต่อหน่วย และมีความผันผวนไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การปรับโครงสร้างราคาพลังงานในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
แม้ต้นทุนพลังงานโลกจะทยอยปรับลดลงในระยะหลัง แต่ระดับค่าไฟฟ้าของไทยยังไม่กลับไปสู่จุดเดิม ทำให้มีแนวโน้มว่าประเทศไทยจะต้องอยู่กับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่สูงกว่าในอดีต และอาจเห็นอัตราค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วยหรือสูงกว่านั้นในอนาคต
ค่าไฟที่เป็นธรรม ต้องเริ่มจากความเข้าใจโครงสร้างต้นทุน
รศ.ดร.ภูรี อธิบายว่า การพูดถึง “ค่าไฟที่เป็นธรรม” จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจองค์ประกอบของค่าไฟฟ้า ซึ่งในประเทศไทยประกอบด้วยค่าไฟฐาน ค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) และภาษีมูลค่าเพิ่ม
ปัจจุบันประเทศไทยใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดียวกันทั่วประเทศ โดยอาศัยหลักการเฉลี่ยต้นทุนและการกระจายภาระร่วมกันของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน
ขณะที่หลายประเทศซึ่งเปิดเสรีด้านพลังงาน มีระบบกำหนดราคาที่หลากหลายกว่า โดยแยกต้นทุนออกเป็นหลายองค์ประกอบ ทั้งค่าผลิตไฟฟ้า ค่าระบบสายส่ง ค่าจำหน่ายไฟฟ้า ค่าบริการของผู้จัดหาพลังงาน ตลอดจนค่าธรรมเนียมหรือภาษีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ
ภายใต้ระบบดังกล่าว ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกผู้ให้บริการ เลือกแพ็กเกจราคา หรือเลือกช่วงเวลาใช้ไฟฟ้าให้เหมาะกับพฤติกรรมของตนเอง ส่งผลให้แต่ละครัวเรือนมีต้นทุนค่าไฟแตกต่างกันตามรูปแบบการใช้พลังงาน

เสียงจากภูมิภาค สะท้อนความรู้สึก “ไม่เป็นธรรม”
ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานอนุกรรมการโครงการจัดทำข้อเสนอประเด็นสิทธิมนุษยชนบนความเป็นธรรมด้านพลังงานและค่าไฟฟ้า กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีของการศึกษาประเด็นนี้ คณะทำงานได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในหลายภูมิภาค และพบว่าความกังวลเกี่ยวกับความเป็นธรรมด้านพลังงานมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั่วประเทศ
ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แหล่งผลิตไฟฟ้าหรือเขื่อน ตั้งคำถามว่าเหตุใดชุมชนที่อยู่ใกล้แหล่งผลิตพลังงานจึงยังต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราเดียวกับพื้นที่อื่น ขณะที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะนราธิวาส ตั้งคำถามถึงต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงกว่าพื้นที่กรุงเทพมหานคร
คำถามเหล่านี้สะท้อนความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงานและการแบกรับภาระต้นทุน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องได้รับคำอธิบายและการแก้ไขอย่างจริงจัง
ประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจที่มาของค่าไฟ
ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน 77 จังหวัด จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 5,000 คน ร่วมกับการสำรวจภาคสนามและการทำโพลออนไลน์ ระหว่างปี 2568-2569 พบว่า ประชาชน 47.5 % มองว่าปัญหาค่าไฟฟ้าเกิดจากโครงสร้างการกำหนดราคา
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนจำนวนมากกลับมองว่าปัญหาเกิดจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตนเอง ขณะที่ประชาชนในภาคใต้ถึง 73 % ระบุว่าไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านข้อมูลข่าวสารและความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข

กสม. เสนอ 4 แนวทางปฏิรูประบบพลังงาน
จากการรวบรวมข้อมูล ข้อร้องเรียน และข้อเสนอจากทุกภาคส่วน กสม. ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่
- จัดสรรต้นทุนและผลประโยชน์ในระบบพลังงานอย่างเป็นธรรม
ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และไม่ผลักภาระความเสี่ยงหรือต้นทุนที่ไม่เหมาะสมมายังประชาชน
- คุ้มครองการเข้าถึงไฟฟ้าของกลุ่มเปราะบาง
จัดมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผู้เช่าที่อยู่อาศัย ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ รวมถึงผู้ป่วยติดเตียงและผู้ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องพึ่งพาไฟฟ้า
- กระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้า
ส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานมากขึ้น ลดการกระจุกตัวของอำนาจในระบบพลังงาน และกระจายผลประโยชน์สู่สังคม
- เพิ่มความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน
เปิดเผยข้อมูลด้านพลังงานอย่างครบถ้วน ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศอย่างมีความหมาย
จาก “ค่าไฟแพง” สู่โจทย์ปฏิรูประบบพลังงาน
กสม. มองว่า ข้อเสนอทั้ง 4 ด้านเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบพลังงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะปัญหาค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของต้นทุนทางเศรษฐกิจหรือกลไกตลาด แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม และการเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชน
ในท้ายที่สุด ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง แต่คือการสร้างระบบพลังงานที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




