ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล–อิหร่าน ที่ลากยาวมาเกิน 1 เดือน กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “วิกฤตระยะสั้น” ไปสู่ “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจโลก
สัญญาณแรกเริ่มปรากฏชัดผ่าน “ราคาน้ำมัน” ที่พุ่งขึ้นทันที แต่คำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ หากสงครามนี้ยืดเยื้อออกไป 3 เดือน 6 เดือน หรือยาวนานถึง 1 ปี โลกรวมถึงไทยจะได้รับผลกระทบขนาดไหน
จากการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจ ทั้งในและต่างประเทศ สามารถจำลองภาพอนาคตออกเป็น “3 ฉากทัศน์” ที่สะท้อนระดับความรุนแรงของผลกระทบที่ไล่ระดับขึ้นอย่างชัดเจน

ฉากทัศน์แรก: 0–3 เดือน “ช็อกทันที กระทบเร็ว”
ในระยะสั้นสงครามที่เริ่มเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 69 ครบ 1 เดือน และกำลังก้าวเข้าสู่เดือนที่สอง ผลกระทบที่ “ช็อกทันที” กระทบเร็ว
ในระยะสั้น ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่าน “ราคาพลังงาน” ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจโลก
การประเมินพบว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ราคาน้ำมันอาจขยับขึ้นแตะระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันให้เศรษฐกิจไทยชะลอลง และดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
สำหรับไทย ผลกระทบยิ่งชัดเจน เนื่องจากเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิสูง โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ต้องผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ทำให้เมื่อราคาตลาดโลกปรับขึ้น ต้นทุนในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม
ขณะเดียวกัน ความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคามีจำกัดมากขึ้น ทั้งจากภาระกองทุนน้ำมัน และข้อจำกัดด้านการคลัง
ภาพรวมระยะนี้: ผลกระทบยังอยู่ในกรอบ “ต้นทุนสูงขึ้น” แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน ยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือนคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐานเดิม
- ไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่กว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
- ขณะที่ขีดความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคามีจำกัด เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ เพิ่งเริ่มฟื้นตัวและ กฟผ. ยังมีภาระหนี้ค้างชำระสูงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมาก
- วิจัยกรุงศรี ประเมิน ว่าหากสงคราม จบเร็ว ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเป็นปัญหาระยะสั้น และช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดได้ในระยะเวลาไม่นานนัก ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะปรับลดลงกลับสู่ภาวะปกติได้ในเวลา 1-2 เดือน แต่อย่างไรก็ตามในระยะสั้น
- สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมิน กรณีที่สงครามจบลงใน 1 เดือน แม้เหตุการณ์จบลง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันถูกทำลายไปบางส่วน ประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งหาน้ำมันกลับเข้าคลังสำรอง คาดว่าราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยจะพุ่งไปที่ 75-85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และดันเงินเฟ้อไทยขึ้นมาที่ 1 % กรณีนี้มีโอกาสเป็นไปได้ โดยจบช่วงกลางหรือปลายเดือน เม.ย.2569
ผลกระทบในระยะสั้น 1-3 เดือน จึงเรื่องของผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าจำนวนมากเริ่มขยับตัว ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันเริ่มมีความเสี่ยงโดยกระทรวงพลังงานรายงาน ปริมาณน้ำมันสำรองในวันที่ 7 เม.ย. 69 มีเหลือประมาณ 105 วัน
ฉากทัศน์สอง: ผลกระทบ เดือนที่ 3–6 เศรษฐกิจถดถอย และ วิกฤตค่าครองชีพ
เมื่อสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ผลกระทบจะส่งผลรุนแรงจากในมิติของ “ราคา” ไปสู่ “ระบบเศรษฐกิจ”
ราคาน้ำมันมีแนวโน้มยืนในระดับสูง (100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป) ขณะที่ภาคการผลิตและการค้าโลกเริ่มชะลอตัว ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย (recession) เพิ่มขึ้น
สำหรับไทย ผลกระทบจะกระจายหลายมิติ อาทิ การส่งออก ไปตะวันออกกลางและยุโรปชะลอ จากต้นทุนขนส่งและประกันภัยที่เพิ่มขึ้น ซัพพลายเชนโลกสะดุด จากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ
ราคาสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค, การท่องเที่ยวชะลอตัว จากต้นทุนการบินสูงและการลดลงของนักท่องเที่ยวระยะไกล
ในมุมเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่สูงต่อเนื่องจะไม่ใช่แค่ “ความผันผวนชั่วคราว” แต่เริ่มถูกตีความเป็น “ความเสียหายเชิงโครงสร้าง” (structural disruption) ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกให้กลับมาอีกระลอก
ภาพรวมระยะนี้: เศรษฐกิจโลกเริ่ม “แผ่ว” ขณะที่ค่าครองชีพประชาชนเพิ่มขึ้นชัดเจน
- SCB EIC ประเมิน กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สินค้าขาดแคลนสินค้า เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ และ ภาคธุรกิจเริ่มชะลอ นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน ภาคธุรกิจบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน จะกระทบ การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนราว 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะชะงักงันรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่พึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% อีกทั้ง ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยสงครามที่พุ่งสูงขึ้นจะกดดันให้คำสั่งซื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การส่งออกไปยังยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 10-12% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน และค่าระวางเรือดีดตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคส่งออกที่เปราะบางอยู่แล้วให้เผชิญความท้าทายมากขึ้น ขณะที่ ราคาอาหารในประเทศเพิ่มขึ้นกระทบต้นทุนพลังงาน เช่น อาหารสำเร็จรูปและค่าขนส่ง
- การท่องเที่ยว: การชะงักงันของฮับการบินในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางเชื่อมต่อและอุปสงค์จากตลาดนักท่องเที่ยวภูมิภาตตะวันออกกลางและอิสราเอล ที่คิดเป็นสัดส่วนราว 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง
- นอกจากนี้ ต้นทุนการบินที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและการหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกาที่พึ่งพาจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคนี้มีจำนวนลดลง
- IMF ประเมินหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน โลกมีโอกาสเจอกับน้ำมันและก๊าซแพงต่อเนื่อง ตลาดจะเริ่มคิดไม่ใช่แค่ “risk premium” ชั่วคราว แต่จะตีราคาเป็น “structural disruption” คือ เชื่อว่าการส่งออกน้ำมันและก๊าซจากอ่าวอาหรับเสียหายจริงในระยะกลาง
- เงินเฟ้อกลับมา หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่นานเกือบทั้งปี จะดันเงินเฟ้อทั่วไปของโลกขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และกดผลผลิตโลกลงราว 0.1–0.2% นั่นหมายความว่าถ้าสงครามยืดเยื้อจนพลังงานแพงต่อเนื่อง ประเทศที่เพิ่งเริ่มคุมเงินเฟ้อได้จะเจอแรงกดดันรอบใหม่ ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาอาหาร
- การค้าโลกและซัพพลายเชนจะชะงัก ไม่ใช่เพียงเพราะเรือผ่านยากขึ้น แต่เพราะ “ค่าประกันสงคราม” “ค่าเดินเรือ” และ “เวลาขนส่ง” จะสูงขึ้นพร้อมกัน
ฉากทัศน์ สาม: ผลกระทบ เดือนที่ 6–12 “โลกเปลี่ยนโครงสร้าง”
หากสงครามยืดเยื้อถึง 1 ปี ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ “วิกฤต” แต่คือ “การเปลี่ยนระเบียบเศรษฐกิจโลก” ราคาพลังงานมีแนวโน้มยืนสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน จากภาวะขาดแคลนอุปทานและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
สำหรับไทย ความเปราะบางจะปรากฏชัดขึ้นในหลายด้าน ดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอลงจากต้นทุนนำเข้าพลังงาน, ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนและอ่อนค่า
ขณะที่นโยบายการเงินเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอ ซึ่ง โลกอาจเร่ง “ปรับโครงสร้างพลังงาน” ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง หันไปสู่พลังงานทางเลือกมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจระยะยาว
ผลกระทบยังขยายเป็นวงกว้างสู่ภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งเกษตร การผลิต และขนส่ง รวมถึงเกิด “วิกฤตซ้อน” จากทั้งพลังงานแพงและการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำ
ภาพรวมระยะนี้:โลกเข้าสู่ “ยุคพลังงานแพงถาวร” และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยฉากทัศน์ที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินดังนี้
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 0.6-0.7% ของ GDP ซึ่งสะท้อนพื้นฐานค่าเงินบาทที่เปราะบางขึ้น
- ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มแข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและการปรับลดโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย เนื่องจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในกรอบสูงทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
- หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจผันผวนและมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากกว่ากรณีฐานที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะเดียวกัน ธปท. อาจเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัวท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
- วิจัยกรุงศรี หากสงครามยืดเยื้อรุนแรง ในกรณีเลวร้ายสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมัน ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ราคาอาจค้างสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน
- สภาพัฒน์ฯ การเกิดสงครามขนาดใหญ่ (ประเมินว่าโอกาสที่เกิดขึ้นมีน้อย) จะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3% โดย ราคาน้ำมันจะมีผลต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ 1. ภาคเกษตร 2. ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และ 3.ภาคขนส่ง
- SCB EIC ประเมินกรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรงสงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ
- ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรณีสงครามขยายวงกว้าง (6 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ (โอกาสเกิด 10%)ขณะที่ ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31%
- IMF ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ ประเทศต่าง ๆ ลดพึ่งตะวันออกกลาง เร่งพลังงานทางเลือก /นิวเคลียร์
กล่าวโดยสรุป: หากสถานการณ์ลากยาวถึง 1 ปี โลกอาจไม่ได้เผชิญเพียง “วิกฤตชั่วคราว” แต่กำลังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบเศรษฐกิจใหม่” ที่มีต้นทุนพลังงานสูงขึ้นถาวร เส้นทางการค้าเปลี่ยน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าสงครามจะจบเมื่อใด แต่คือ “เศรษฐกิจโลกและไทยจะปรับตัวทันหรือไม่” ภายใต้เงื่อนไขของความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดคิด




