ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูมิรัฐศาสตร์ หรือความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่กำลังสร้างวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ และกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“วิกฤตพลังงาน”ในครั้งนี้อาจจะลากยาวไปนานกว่า 2-3 ปี ประเทศไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร หากโครงสร้างพลังงานยังเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ เราจะเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานให้เป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานในประเทศได้อย่างไร
การพลิกวิกฤตเพื่อสร้างโอกาสจะทำได้หรือไม่ “ Policy Watch ThaiPBS” ได้พูดคุยกับ รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงทางรอดในการปรับตัวลดการพึ่งพาพลังงานในต่างประเทศจะทำได้อย่างไรบ้าง
รักไทย บอกว่าก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างพลังงานไทย ซึ่งต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็น “ประเทศนำเข้าพลังงาน” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้ามากกว่า 90% ขณะที่กำลังการผลิตในประเทศอยู่เพียงประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ความต้องการใช้งานกลับพุ่งสูงเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยหนึ่งบาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตร
แม้ไทยจะมีศักยภาพด้านการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศ แต่ในเชิงโครงสร้าง เรายังต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลักอยู่ดี เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติ แม้จะมีการผลิตจากอ่าวไทยราว 60–70% แต่ก็ยังต้องนำเข้า LNG เพิ่มเติม โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง
สงครามตะวันออกกลาง สะเทือนโครงสร้างพลังงาน
ความเปราะบางนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ซึ่งเคยมีปริมาณการขนส่งสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในบางช่วงลดลงเหลือเพียง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือหายไปกว่า 75%
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมัน แต่ลุกลามเป็นลูกโซ่ไปสู่ค่าไฟฟ้า ราคาปุ๋ย ต้นทุนการผลิต และสุดท้ายคือค่าครองชีพของประชาชน

ราคาน้ำมัน: ผันผวนแต่ยังมี “เพดาน”
แม้ราคาน้ำมันจะขึ้นลงตามสถานการณ์โลก แต่ก็ไม่ได้ไร้ทิศทาง จากบทเรียนในอดีต ตั้งแต่สงครามอิรักในปี1990 ไปจนถึงการปฏิวัติพลังงาน Shale Oil และ Shale Gas ของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันมักเคลื่อนไหวในกรอบไม่เกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อาจสูงสุดราว 130–140 ดอลลาร์)กล่าวได้ว่า แม้ราคาจะผันผวน แต่ยังพอคาดการณ์กรอบราคาได้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายังถูก “จำกัด” ได้แก่
- หากราคาสูงเกินไป ผู้บริโภคจะหันไปใช้พลังงานทางเลือก
- กลุ่มผู้ผลิต เช่น OPEC ไม่ต้องการสูญเสียส่วนแบ่งตลาด
- สหรัฐฯ สามารถเพิ่มกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas เพื่อกดราคาได้
“ความหมายของผมคือแม้ว่าราน้ำมันผันผวนจริงแต่เรารู้ว่ามันจะไม่เกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะในเชิงปิโตรเลียม การที่ราคาน้ำมันสูงจากตรงนั้น มันจะทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวรไปเป็นใช้พลังงานทดแทนเต็มตัว ซึ่งกลุ่มโอเปก (OPEC) หรือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เพราะว่ารายได้ของเขาก็มาจากการส่งออกน้ำมัน”
พลังงานแพง: ไม่ใช่แค่ “ขึ้น” แต่ “อยู่นาน”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “น้ำมันจะแพงหรือไม่” แต่คือ “จะแพงนานแค่ไหน” คำตอบของ ดร.รักไทย คือ ไทยอาจต้องเผชิญพลังงานราคาแพงต่อเนื่องอย่างน้อย 1–2 ปี เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นหรือแหล่งก๊าซ ต้องใช้เวลาฟื้นฟู ซึ่งในสถานการณ์เลวร้าย หากไม่มีการอุดหนุน ราคาน้ำมันในประเทศอาจแตะระดับ 50 บาทต่อลิตร
“ราคาน้ำมันอาจจะเตะได้ถึง 50บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ออกมาคาดการณ์ทำให้คาดว่าไทยยังต้องเผชิญพลังงานแพงอย่างน้อย 1–2 ปี เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะการทำลายโรงกลั่น และทำลายแหล่งแก๊สต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ เราจะเห็นราคาน้ำมันแพง 90 เหรียญต่อบาร์เรลอีกหลายปี”
นโยบายรัฐที่ต้องรับวิกฤตพลังงานระยะสั้น
รักไทย เสนอนโยบายรัฐที่ต้องแก้ปัญหาในระยะสั้น โดยการนำเอา 3 ระเบียบหลักมาใช้ได้ทันที โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องมีอำนาจเต็ม
- ระเบียบแรก : พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516
เป็นกฎหมายฉุกเฉินที่ตราขึ้นเพื่อรับมือวิกฤตการณ์น้ำมันโลก โดยให้อำนาจรัฐบาลควบคุมการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย และกำหนดราคาพลังงาน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ สามารถสั่งห้ามส่งออกน้ำม้นได้ทันที
- ระเบียบที่สอง : พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ 2542
รัฐบาลสามารถควบคุมน้ำมันจากหัวจ่าย โดยต้องรายงานรัฐบาล เช่น การส่งน้ำมันจากหัวจ่าย หรือการส่งออกนอกประเทศต้องไม่มีมิเตอร์ต้องเป็นศูนย์ โดยต้องเปิดเผยมิเตอร์ดังกล่าวให้ประชาชนรับทราบโ แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้เรายังไม่มีการเปิดเผย
- ระเบียบที่สาม : ต้องปรับกองทุนน้ำมัน เพราะกองทุนตั้งมาเมื่อปี 2520
กองทุนน้ำมันในวันนี้อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ กับสถานการณ์ระยะยาว เพราะว่ากงอทุนน้ำมันเราออกแบบมาเพื่อระยะสั้น
“กองทุนน้ำมันเราขาดทุนอยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ขาดทุนประมาณ 2.000 ล้านบาทจากการสนับสนุนราคา 20 บาทต่อลิตร ประเทศไทยใช้ดีเซล 60 ล้านลิตร เบนซิน 30ล้านลิตร และที่เหลือเป็นน้ำมันประเภทอื่นๆ”
ไม่เห็นด้วยรัฐปล่อยราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท
แม้จะไม่เห็นด้วยกับการนำเงินกองทุนน้ำมันไปสนับสนุนด้านราคา แต่ไม่เห็นด้วยกับ การจัดการน้ำมัน บริหารจัดการรัฐขึ้นราคาพรวดไป 6บาท เพราะเกิดผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก และอาจทำให้เกิดการกักตุน
“ การขึ้นราคาพรวดทำให้เกิดการกักตุนเพราะรู้ก่อนซื้อมาก็กำไรทันทีเลย น้ำมันเหล่านี้กว่าจะมาถึงเรา 30-60 วัน ซึ่งหมายถึงเขาซื้อมาอีกราคาหนึ่ง การปรับขึ้นพรวดเดียวทำให้ได้กำไรทันที ดังนั้น รัฐควรใช้อำนาจให้ผู้ค่าเปิดเผยข้อมูลมิเตอร์ และราคาต้นทุนน้ำมันหน้าปั้มเพื่อให้รู้ว่าเป็นน้ำมันเก่าหรือน้ำมันใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้สามารถขายเกินราคาได้”
รักไทย กล่าวว่า ถ้าผู้ค้าซื้อน้ำมัน มาตรา10 มาตรา 11 ผู้ค้ามาตรา 7 มีอยู่แล้วมิเตอร์รัฐสามารถสั่งให้เปิดเผยข้อมูลได้ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือการเปิดเผยมิเตอร์น้ำมัน สามารถรับรู้ต้นทุนราคาน้ำมันนำเข้ามาเมื่อไหร เป็นน้ำมันเก่าหรือใหม่ในช่วงราคาไหน โดยควรจะเปิดเผยแบบเรียลไทม์ ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้อำนาจสั่งได้เลย
ทั้งนี้ผู้ค้าน้ำมัน ตามพระราชบัญญัติ การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ดังนี้
ผู้ค้ามาตรา 7
ต้องเป็นผู้ที่ซื้อขายน้ำมันรายใหญ่ ๆ ที่มีปริมาณการค้าน้ำมันปีละหนึ่งแสนเมตริกตันขึ้นไป และปัจจุบันมีถึง 54 รายในประเทศ
ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10
ผู้ประกอบการ ที่ทำการค้า / จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีปริมาณตั้งแต่ 30,000 เมตริกตันขึ้นไป (36 ล้านลิตร โดยประมาณ) แต่ไม่เกิน 100,000 เมตริกตัน/ปี (120 ล้านลิตร โดยประมาณ) หรือ มีถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด หรือรวมกันทุกชนิด เกิน 200,000 ลิตรขึ้นไป และเมื่อได้จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แล้ว จะมีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลปริมาณการจัดหา จำหน่าย และคงเหลือ ในแต่ละเดือน ตามแบบฟอร์มที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด รวมทั้งต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี ตลอดเวลาที่ยังประกอบกิจการ
ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11
ผู้ประกอบการที่จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจัดตั้งเป็นสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ประชาชนโดยวิธีเติมหรือใส่ลงในที่บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงของยานพาหนะ
กองทุนน้ำมัน: เครื่องมือเก่าในโลกใหม่
กลไกสำคัญที่ไทยใช้มาอย่างยาวนานในการบริหารต้นทุนพลังงาน คือ “กองทุนน้ำมัน” ซึ่งออกแบบมาตั้งแต่ปี 2520 เพื่อพยุงราคาในระยะสั้น
แต่เมื่อวิกฤตยืดเยื้อ เครื่องมือนี้กลับกลายเป็นภาระทางการคลังที่มีหนี้สะสมจำนวนมาก และเริ่มไม่ตอบโจทย์โลกพลังงานยุคใหม่
“ กองทุนน้ำมันเกิดขึ้นมากว่า 50 ปีแล้ว ผมคิดว่าสถานการณ์เปลี่ยน บางนโยบายต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน เพราะกองทุนน้ำมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสถานการณ์ระยะยาว เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตตะวันออกกลางจะเป็นสงครามยืดเยื้อเป็นปี เพราะฉะนั้นกองทุนน้ำมันอาจจะไม่เหมาะสมแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ยอมรับความจริงว่าต้องปล่อยราคาน้ำมันขึ้น”
ข้อเสนอสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “คงไว้” แต่ต้อง “ปรับบทบาท”
- ลดการแทรกแซงราคาพลังงาน
- เปลี่ยนกองทุนเป็นเครื่องมือสนับสนุนพลังงานทดแทน
- อุดหนุนแบบเจาะกลุ่ม เช่น เกษตรกรและภาคขนส่ง
ดร.รักไทย เห็นว่า กองทุนน้ำมันเราขาดทุนอยู่ประมาณ 3 หมื่นล้าานบาท ขาดทุนประมาณ 2000 ล้านบาทจากการสนับสนุนราคา 20 บาทต่อลิตร ประเทศไทยใช้ดีเซล 60 ล้านลิตร เบนซิน 30ล้านลิตร และที่เหลือเป็นน้ำมันประเภทอื่นๆ
“การปรับกองทุนน้ำมันโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับนโยบายอุดหนุน แต่ควรจะใช้สนับสนุนมากกว่าลดการแทรกแซง แต่ถ้าเราต้องการอุดหนุน เราอาจจะเพิ่มสัดส่วนไปสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน หรือพลังงานทดแทนมากขึ้น”
ความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานที่พึ่งพาต่างประเทศแบบเต็มรูปแบบ ทำให้เมื่อเกิดความไม่มั่นคง จึงสะเทือนกับห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศเกือบทุกมิติ ทั้งอาหาร ,ราคาปุ๋ย ,ราคาสินค้า และอื่นๆ ที่ปรับเพิ่มขึ้น
ดังนั้นการเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานจึงเป็นคำตอบในระยะยาว แม้ในระยะสั้นสำหรับประชาชน คงทำอะไรมากไม่ได้ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น และหนีไม่พ้นช่วยเหลือตัวเองไปก่อน คือประหยัดพลังงาน ขณะที่รัฐบาลต้องช่วยสนับสนุนเป็นกลุ่มๆ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ประมงเพราะต้นทุนเพิ่ม
ทางรอดเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน “ลดการพึ่งพา”
รักไทย บอกว่า ไทยยังต้องเผชิญต่อวิกฤตพลังงานหากยังเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ซึ่งหากต้องการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส อาจต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาเคยทำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลังจากที่อเมริกาก็เป็นประเทศนำเข้าพลังงาน ทำให้เขาทุ่มเทวิจัยจนพบแหล่งน้ำมันจากหิน shale oil / Shale Gas จนกลายเป็นประเทศส่งออกพลังงาน
ขณะเดียวกันไทย ยังเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน ถ้าเราจะลดความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงานเราต้องไปพึ่งพาพลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือ อื่นๆ ในสัดส่วนที่มากขึ้นประมาณ 50-60 % ถ้าพลังงานทดแทนเรามากขึ้นเราอาจจะมีความมั่นคงพลังงานมากขึ้น
แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีศักยภาพและพยายามเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน แต่การเปลี่ยนผ่านยังค่อนข้างล่าช้า ในขณะที่หลายประเทศสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดไปถึง 50–80%
- พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียง 20–30%
- กฎระเบียบยังเป็นอุปสรรค เช่น โซลาร์เสรี หรือ Direct PPA ยังไม่เกิดขึ้นจริง
- ภาคขนส่งยังพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ยังไม่เปลี่ยนผ่านไปใช้รถ EVมากนัก
พลังงานทดแทน: ไม่ใช่อนาคต แต่คือ “ปัจจุบัน”
การพึ่งพาพลังงานทดแทนในประเทศเพิ่มมากขึ้น จึงน่าจะเป็นทางออกที่สำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกกำลังกลายเป็นคำตอบที่จับต้องได้
- โซลาร์เซลล์มีต้นทุนลดลงอย่างมาก ราคาต่อหน่วย
- รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มถูกใช้งานจริงในภาคธุรกิจ
- LNG และไฮโดรเจนเป็นทางเลือกใหม่ของภาคขนส่ง
“ประเทศไทยเองมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง และยังมีโอกาสพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง ขณะที่ราคาพลังงานทดแทนราคาต่อหน่วยอาจจะแพงกว่าแก๊ส แต่ถูกกว่าน้ำมันในปัจจุบันแน่นอน เพราะต้นทุนโซลาร์เซลล์ราคาไม่ถึง 2 บาทต่อวัตต์”
ปลดล็อกนโยบาย: เปิดทางการแข่งขันพลังงาน
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือโครงสร้างตลาดพลังงานที่ยังจำกัดในหลายประเทศ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง ทำให้เกิดการแข่งขันและเร่งการใช้พลังงานสะอาด แต่ในไทย ระบบยังมีลักษณะกึ่งผูกขาด หากต้องการเร่งการเปลี่ยนผ่านรัฐจำเป็นต้อง “เปิดทาง” มากกว่า “ควบคุม” เช่น
- เปิดให้ประชาชนผลิตและขายไฟฟ้าได้
- สนับสนุนการทำสัญญาซื้อขายไฟโดยตรง (Direct PPA)
- สร้างการแข่งขันในตลาดพลังงาน
ปรับแผน(PDP) เพิ่มพลังงานทดแทน ก่อนจะสายเกินไป
การปรับแผนพลังงานของประเทศ (PDP)2026 จำเป็นต้องสอดรับกับโลกที่เปลี่ยนไป โดยอาจต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนมากขึ้น ดังนี้
- เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็น 60–70%
- ผลักดันพลังงานไฮโดรเจนในภาคขนส่ง
- ทดลองใช้ SMR (นิวเคลียร์ขนาดเล็ก)
- เร่งสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในประเทศ
“ประเทศที่มีความมั่นคงทางพลังงาน ประเทศนั้นมีเสถียรภาพ ซึ่งหากมองกลับไปมีประเทศที่ไม่สนใจ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของทัมป์เลย คือ สเปน เพราะสัดส่วนพลังงานของประเทศเขามีประมาณ 80 % เป็นพลังงานทดแทน ถ้าเราอยากมีความมั่นคงในประเทศ หรือความมั่นคงในระดับโลกเราต้องเสนอภาพรวมพลังงานทั้งประเทศ จึงถึงเวลานโยบายที่ต้องหันมาพูดถึงพลังงานทดแทนมากขึ้น และเร็วขึ้น”
รักไทย มองว่า แผนPDP 2026 ที่กำลังร่างกันอยู่ อาจจะต้องปรับจากเหตุการณ์นี้ให้มีสัดส่วนพลังงานทดแทนมากขึ้น อาจะมากถึง 60-70 % และลองมอง เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่ยังพูดถึงน้อยในภาคขนส่งขน
ขณะที่อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือ การทดลองใช้ SMR หรือ นิวเคลียร์ขนาดเล็ก จะเป็นการตอบโจทย์ เพราะมีความมั่นคงทางด้านพลังงานมากกว่าแสงอาทิตย์ และไม่ใช่โรงงานนิเคลียร์ขนาดใหญ่ที่เรากลัวกัน ทำให้สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ง่ายกว่า
ส่วนเรื่องแก๊สธรรมชาติ ต้องพึ่งพาในประเทศ โดยอาจจะต้องสำรวจแหล่งแก๊สธรรมชาติ ฝั่งอันดามันมากขึ้น เพราะพิสูจน์มาแล้วว่า เมื่อไม่นานมานี้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พบแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ แม้ที่ผ่านมาไทยเคยสำรวจมาบ้างแล้ว แต่เทคโนโลยีในการสำรวจที่พัฒนามากขึ้น อาจเป็นโอกาสให้เกิดการสำรวจและศึกษาอีกครั้งเพื่อเปิดสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมใหม่
“ถ้าเรามีสัดส่วนพลังงานทดแทน 60 % ผลิตแก๊สธรรมชาติในประเทศ 30 % ถ้ามีสัดส่วนพลังงานที่พึ่งตัวเองได้ประมาณ 80 % เราจะเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางน้ำมัน เป็นทางเลือกในระยะยาว และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความมั่นคงพลังงาน”
วิกฤตที่เป็น “โอกาสสุดท้าย”
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่พลังงาน → ไฟฟ้า → การผลิต → ราคาสินค้า → เงินเฟ้อ ตราบใดที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้า ความเสี่ยงนี้ก็จะยังคงอยู่ ดังนั้น ไม่ใช่แค่ “ตรึงราคา” แต่ต้อง “เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน”
แม้ ประเทศไทยอาจไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันโลกได้ แต่สามารถกำหนด “โครงสร้างพลังงาน” ของตัวเองได้ คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่ว่า น้ำมันจะขึ้นอีกแค่ไหน แต่คือ เราจะยังยอมอยู่กับความเปราะบางนี้ หรือจะเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้นเพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่พลังงานถูกที่สุด แต่คือประเทศที่ “มั่นคงที่สุด” ในการพึ่งพาตนเอง
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




