พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่าในการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อ 16 มี.ค. 2569 มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟที (Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค. – ส.ค. 69
“แม้ต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG จะปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก ประกอบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป แต่ กกพ. ยังมีเครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งการพิจารณาใช้เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างเหมาะสมส่งผลให้ กกพ. สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวมได้”
สำหรับค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟที (Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค. – ส.ค. 69 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย ดังนี้

3 แนวทาง การปรับค่า Ft งวด พ.ค. – ส.ค. 2569
กรณีที่ 1 ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft หากจ่ายหนี้ต้นทุนคงค้าง (AF) .ให้ กฟผ. ทั้งหมด จะทำให้ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือน พ.ค. – ส.ค. 2569 ที่จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชย AF ของ กฟผ. จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือน เม.ย. 2569 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
เมื่อรวมค่า Ft ดังกล่าว ค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 18% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ ในการประมาณการดังกล่าว ยังไม่รวมถึงประมาณการรายการปรับปรุงค่า AFGas สำหรับเดือน พ.ค. – ส.ค. 2569 (งวดที่ 3) เป็นเงินจำนวน 2,580 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 3.66 สตางค์ต่อหน่วย
กรณีที่ 2 กรณีใช้ต้นทุนเชื้อเพลิง (FAC) ประจำงวดตามข้อเสนอของ กฟผ. กำหนดค่า Ft ขายปลีกไว้ที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือน พ.ค. – ส.ค. 2569 ในระดับเดียวกัน โดยกรณีนี้ กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย แทนผู้ใช้ไฟฟ้า
เมื่อรวมค่า Ft กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 5% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน
กรณีที่ 3 กรณี กกพ.พิจารณาต้นทุนเชื้อเพลิง (FAC) ร่วมกับการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้า โดยกำหนดค่า Ft ขายปลีก ไว้ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือน พ.ค. – ส.ค. 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ภายใต้กรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย ไว้แทนประชาชน
ขณะที่ กกพ. จะนำเงิน Claw back ทั้งหมดจำนวน 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 2% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

สมติฐานที่ใช้คำนวณค่า Ft เดือน พ.ค. – ส.ค. 69 เปรียบเทียบกับงวดก่อนหน้า
ทั้งนี้ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค. – ส.ค. 2569 จะเปิดรับฟังความเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 25 – 31 มี.ค. 69 และจะประกาศผลเป็นทางการในวันที่ 1 เม.ย. 69
เร่งจ่ายหนี้ 3.59 หมื่นล้าน คืนกฟผ. – ปตท.
พูลพัฒน์ ระบุว่า ต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและ LNG ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์พลังงานโลก รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป แต่ กกพ. ยังมีเครื่องมือบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งการใช้เงินเรียกคืน Claw back และการทยอยบริหาร AF อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวม
ที่ผ่านมา กกพ. ได้ทยอยชำระคืนหนี้ค่า AF ให้แก่ กฟผ. และ ปตท. อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 68 กกพ. ได้นำเงินเรียกคืนส่วนเกินรายได้ของการไฟฟ้ามาช่วยลดค่าไฟฟ้า 2,640 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบให้ทยอยคืนค่า AFGas รวม 6 งวด โดยเริ่มจ่ายงวดที่สองในช่วงเดียวกัน
ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 68 ยอดคงค้างของค่า AF ลดลงเหลือ 35,928 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท แม้ภาระดังกล่างจะลดลงมาก แต่ยังคงเป็นปัจจัยลบที่กดดันค่าเอฟทีในระยะต่อไป จนกว่าจะทยอยชำระภาระค่าเชื้อเพลิงคงค้างทั้งหมดให้กับ กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามารับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟในงวดก่อนหน้า
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




