สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านพลังงานและเศรษฐกิจ เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับสูง ส่งผลให้ภูมิภาคนี้มีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนการขนส่งมากกว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงโดยตรง
ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่าเอเชียนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 60–70% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่น้ำมันดิบของโลกประมาณ 20% หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ทุกความตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวส่งผลต่อตลาดพลังงานของเอเชียทันที
ทั้งนี้ ตั้งแต่ 28 ก.พ. 69 เป็นวันเริ่มต้นสงคราม จนถึงล่าสุด 26 มี.ค. 69 ราคาเริ่มย่อตัวลงมาบ้างเนื่องจากความหวังในการเจรจาหยุดยิง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดย น้ำมันดิบ Brent ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 95-98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 30-35% จากก่อนสงคราม ขณะที่ น้ำมันดิบ WTI ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 88-91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 35-40% จากก่อนสงคราม
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงวิกฤตเมื่อกลางเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นประมาณ 60-65% จากระดับก่อนสงคราม ซึ่งอยู่ที่ราว 70-73 ดอลลาร์
ประเทศในอาเซียนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า แต่มีบางประเทศได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะสามารถผลิตน้ำมันได้ แต่หลายประเทศกระทบหนัก ทั้งราคาพลังงานและราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้นราคา
สิงคโปร์
สิงคโปร์ได้รับผลกระทบในฐานะศูนย์กลางการซื้อขายและกลั่นน้ำมันของภูมิภาค โดยแม้จะไม่มีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนพลังงาน แต่ประเทศต้องนำเข้าพลังงานเกือบร้อยละ 100 ของความต้องการภายในประเทศ ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และค่าประกันการขนส่งทางทะเล รัฐบาลจึงติดตามระดับน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์และประเมินความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด โดยความเสี่ยงหลักอยู่ที่ความผันผวนของตลาดพลังงานและการชะลอตัวของการค้าโลก
ประเทศไทย
ไทยได้รับผลกระทบผ่านการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกมากกว่าปัญหาการขาดแคลน โดยไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 90–100 วันของการใช้ในประเทศ ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่ไทยใช้อ้างอิงปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 และปรับราคาน้ำมันขายปลีกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม โดยบางประเภทเพิ่มขึ้นประมาณ 6 บาทต่อลิตร ผลกระทบหลักอยู่ที่ต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนภาคธุรกิจ และแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แม้ยังไม่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงาน
มาเลเซีย
มาเลเซียได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ โดยสามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 600,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อภาระงบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากยังคงใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งอาจเพิ่มภาระทางการคลังและแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน
อินโดนีเซีย
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีความเปราะบางสูง เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ แม้จะผลิตน้ำมันได้ประมาณ 600,000–700,000 บาร์เรลต่อวัน แต่มีความต้องการใช้ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ต้องนำเข้ามากกว่า 800,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น ค่าเงินรูเปียห์เผชิญแรงกดดัน และรัฐบาลต้องเตรียมมาตรการปรับงบประมาณ ทบทวนการอุดหนุนพลังงาน และควบคุมเงินเฟ้อ
ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบในระดับสูง เนื่องจากนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด และมีการผลิตพลังงานในประเทศจำกัด โดยรัฐบาลได้เตรียมกองทุนฉุกเฉินด้านพลังงานมูลค่า 20,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรักษาเสถียรภาพการจัดหาพลังงานและช่วยเหลือภาคขนส่ง โดยความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่เงินเฟ้อ ค่าขนส่ง และราคาอาหารที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
เวียดนาม
เวียดนามได้รับผลกระทบจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานและต้นทุนภาคอุตสาหกรรม แม้จะมีการผลิตน้ำมันภายในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจำนวนมาก รัฐบาลจึงใช้กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการหยุดชะงักของอุปทาน
เมียนมา
เมียนมาเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น ค่าเงินที่อ่อนค่า และข้อจำกัดด้านกำลังซื้อของประชาชน เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศมีความเปราะบางอยู่แล้ว ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างรวดเร็ว รวมถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน
กัมพูชา
กัมพูชานำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดของการใช้พลังงานในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง ค่าใช้จ่ายภาคธุรกิจ และราคาอาหาร โดยรัฐบาลเริ่มติดตามกลไกราคาพลังงานและมาตรการควบคุมราคาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ลาว
ลาวได้รับผลกระทบจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันและความผันผวนของค่าเงิน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก และเคยประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤตพลังงานปี 2565 ทำให้มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพพลังงานมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ต้นทุนการนำเข้าและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
บรูไน
บรูไนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซ โดยผลิตน้ำมันได้ประมาณ 100,000–120,000 บาร์เรลต่อวัน แม้จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความต้องการพลังงานโลกที่ผันผวน แต่ยังได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำเข้า
โดยรวมแล้ว ประเทศที่มีความเปราะบางด้านพลังงานสูงที่สุดในอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ขณะที่เวียดนาม กัมพูชา และลาวอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลาง ส่วนสิงคโปร์และมาเลเซียมีความเสี่ยงต่ำกว่า และบรูไนมีความเสี่ยงต่ำที่สุด
ภาพรวมอาเซียนยังไม่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในระยะสั้น แต่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคขนส่ง อาหาร และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมที่เริ่มเห็นชัดมากขึ้นจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางในปี 2569
แหล่งข้อมูล:
International Energy Agency (IEA) – ข้อมูลโครงสร้างการนำเข้าพลังงานของเอเชียและความเสี่ยงด้าน energy security
https://www.iea.org
Reuters – ASEAN ministers to hold meetings to address Middle East crisis (รายงานผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน การขนส่ง และเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงข้อมูลว่า 20% ของน้ำมันโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ)
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/asean-ministers-hold-meetings-address-middle-east-crisis-2026-03-12/
Reuters – Oil shock from Middle East war pushes investors to shun Asian currencies (ผลกระทบต่อค่าเงินเอเชีย เงินเฟ้อ และประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน)
https://www.reuters.com/business/energy/oil-shock-middle-east-war-pushes-investors-shun-asian-currencies-2026-03-19/
Reuters – Philippines launches $333 million fund to boost fuel security (ข้อมูลกองทุนพลังงานฉุกเฉิน 20 billion pesos ของฟิลิปปินส์)
https://www.reuters.com/business/energy/philippines-launches-333-million-fund-boost-fuel-security-2026-03-26/
Reuters – Philippines declares energy emergency over Middle East conflict risks (มาตรการรับมือพลังงานและน้ำมันสำรองของฟิลิปปินส์)
https://www.reuters.com/business/energy/philippine-president-declares-energy-emergency-over-middle-east-conflict-risk-2026-03-24/
กระทรวงพลังงานไทย – ข้อมูลน้ำมันสำรองและสถานการณ์พลังงานของไทย
https://www.energy.go.th
ธนาคารโลก (World Bank) – ข้อมูลการนำเข้าพลังงานและผลกระทบเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา
https://www.worldbank.org
Asian Development Bank (ADB) – แนวโน้มเงินเฟ้อและผลกระทบพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
https://www.adb.org
ที่มา: กองการต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




