การพัฒนาอุตสาหกรรมนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม หากขาดการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โดยปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การปนเปื้อนในดิน แหล่งน้ำ และน้ำใต้ดิน เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ แต่กระบวนการฟื้นฟูยังมีข้อจำกัดมาก แม้หลายคดีจะมีคำพิพากษาแล้วก็ตาม
การผลักดันให้การแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงการเอาผิดหรือเยียวยาเป็นเงิน แต่ต้องทำให้สภาพแวดล้อม สุขภาพ อาชีพ และคุณภาพชีวิตของชุมชนกลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม
การเสวนาวิชาการหัวข้อ “กฎหมายฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษทางสิ่งแวดล้อมของไทย” จัดโดยศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มูลนิธิบูรณนิเวศ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่อ 10 ก.ย. 69 เพื่อเผยแพร่งานวิจัยและแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับการจัดการมลพิษในประเทศ
ชี้ลักลอบทิ้งกากเพิ่มขึ้น ขยายสู่ภาคเกษตรและแหล่งน้ำ
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณนิเวศ เปิดเผยว่า เครือข่ายได้รวบรวมข้อมูลการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและน้ำเสียตั้งแต่ปี 60 พบอย่างน้อย 382 กรณี ซึ่งเป็นเพียงตัวเลขขั้นต่ำจากเหตุที่ปรากฏเป็นข่าวหรือสามารถเข้าถึงพื้นที่ตรวจสอบได้
หลายจุดเกิดซ้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษพลาสติก สารเคมี และกากน้ำมัน ทั้งในพื้นที่เกษตรและใกล้แหล่งน้ำ
เพ็ญโฉมยกกรณีชาวบ้านใน จ.ราชบุรี ที่ฟ้องบริษัทเอกชนจากปัญหากากอุตสาหกรรมปนเปื้อน จนกลายเป็นคดีแบบกลุ่มหรือ class action ด้านมลพิษคดีแรกของไทย แม้ศาลมีคำพิพากษาให้เยียวยา แต่ชาวบ้านยังต้องติดตามการบังคับคดีและสืบหาทรัพย์สินของจำเลยด้วยตนเอง
“ชนะคดีไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะจบ เพราะชุมชนยังต้องตามหาทรัพย์สิน ต้องผลักดันให้เกิดการฟื้นฟู และต้องเผชิญความเสี่ยงต่อสุขภาพต่อไป” เพ็ญโฉมกล่าว
เธอเสนอให้เปลี่ยนแนวคิดจากการจ่ายเงินชดเชยเพียงอย่างเดียว ไปสู่การฟื้นฟูแบบองค์รวม ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม สุขภาพกาย สุขภาพจิต อาชีพ และคุณภาพชีวิต รวมถึงให้รัฐมีงบประมาณฉุกเฉินเพื่อหยุดการแพร่กระจายของมลพิษโดยเร็ว
เตือนน้ำใต้ดินปนเปื้อนตรวจพบช้า ฟื้นฟูยากและใช้เวลานาน
มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า มลพิษในน้ำใต้ดินเป็นภัยที่มองไม่เห็น และมักถูกพบเมื่อปัญหาสะสมมานานแล้ว ต่างจากน้ำผิวดินที่อาจเห็นสี กลิ่น หรือสัตว์น้ำตายได้ทันที
เธออธิบายว่า สารปนเปื้อนที่รั่วไหลลงดินอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเคลื่อนตัวผ่านชั้นดินและน้ำใต้ดินไปปรากฏในแหล่งน้ำหรือบ่อของชาวบ้าน จึงทำให้การพิสูจน์ย้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อกิจการปิดตัวหรือเปลี่ยนมือไปแล้ว
กรณีอ่างเก็บน้ำใน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพบภาวะกรดรุนแรงและสัตว์น้ำตาย ถูกยกเป็นตัวอย่างว่า สารปนเปื้อนอาจเริ่มซึมลงใต้ดินก่อนตรวจพบผลกระทบหลายปี การศึกษาพบว่าน้ำใต้ดินอาจใช้เวลาราว 6-7 ปีในการไหลไปถึงอ่างเก็บน้ำ
มนัสวีเสนอให้สถานประกอบการเสี่ยงสูงต้องจัดทำ ข้อมูลพื้นฐาน หรือ baseline data ของดินและน้ำใต้ดินก่อนเริ่มกิจการ มีระบบติดตามตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง และเปิดเผยข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนเข้าถึงได้
“เมื่อมลพิษลงไปอยู่ในชั้นดินและน้ำใต้ดินแล้ว การจะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมอาจใช้เวลานานมาก จึงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกัน การตรวจพบเร็ว และการมีข้อมูลตั้งต้นที่เชื่อถือได้” มนัสวี
คพ.ยอมรับสภาพ ฟื้นฟูให้กลับสภาพเดิมยาก
ผานิต รัตสุข ผู้อำนวยการกองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า บทบาทของกรมคือประสานและสนับสนุนการระงับเหตุอันตรายจากมลพิษ รวบรวมพยานหลักฐาน เชื่อมโยงแหล่งกำเนิด ประเมินความเสียหาย และดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม การทำงานจริงต้องอาศัยความร่วมมือหลายหน่วยงาน เช่น กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสาธารณสุข และพนักงานอัยการ
เธอยอมรับว่า การฟื้นฟูให้กลับสู่ “สภาพเดิม” หรือเข้าสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมทุกกรณีอาจเป็นเรื่องยากมากและใช้งบประมาณสูง จึงควรกำหนดเป้าหมายตามระดับความเสี่ยงและการใช้ประโยชน์พื้นที่ โดยต้องเน้นการป้องกันไม่ให้ประชาชนสัมผัสมลพิษเป็นสำคัญ
อีกประเด็นสำคัญคือ ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมและการบังคับคดี ซึ่งอาจทำให้ผู้ก่อมลพิษมีเวลาถ่ายโอนหรือปกปิดทรัพย์สิน ส่งผลให้รัฐและผู้เสียหายไม่สามารถเรียกคืนค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมโรงงานชี้กฎหมายมีช่องว่างหลังของเสียออกนอกโรงงาน
ศิรกาญจน์ เหลือสกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานใช้อำนาจตามกฎหมายโรงงานควบคุมการจัดการของเสียภายในสถานประกอบการ แต่เมื่อของเสียออกนอกพื้นที่โรงงาน การบังคับใช้กฎหมายมีข้อจำกัดและจำเป็นต้องใช้กฎหมายอื่นร่วมด้วย เช่น กฎหมายวัตถุอันตราย
ปัจจุบันมีการกำหนดให้โรงงานบางประเภทต้องตรวจสอบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน จัดทำบัญชีสารเคมี และวางแผนควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ รวมถึงมาตรการลดการปนเปื้อน แต่กฎหมายยังครอบคลุมเพียงโรงงานบางกลุ่ม และยังมีข้อจำกัดเรื่องการตรวจวัด การกำหนดจุดติดตั้งบ่อสังเกตการณ์ และการแยกแยะระหว่างมลพิษเดิมในพื้นที่กับมลพิษที่เกิดจากกิจการ
ทั้งนี้ เห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายต้องทำให้ระบบตรวจสอบตอบโจทย์ความเสี่ยงจริง ไม่ใช่ตรวจวัดเพียงเพื่อให้ครบตามข้อกำหนด และควรเพิ่มความชัดเจนในการรับผิดของเจ้าของกิจการและเจ้าของพื้นที่
งานวิจัยเสนอ 6 แนวทาง สร้างระบบฟื้นฟูที่ชัดเจน
สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ผู้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “ปัญหาและทางออกของระบบการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษในประเทศไทย” กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยยังไม่ได้ออกแบบระบบโดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงว่า การประกอบกิจการอุตสาหกรรมอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนขึ้นได้ แม้จะมีการกำกับดูแลแล้วก็ตาม
“เมื่อเกิดเหตุขึ้น ประเทศไทยจึงมักแก้ปัญหาเป็นรายกรณี ต้องรอให้ชุมชนร้องเรียน ฟ้องคดี หรือรอคำพิพากษา ก่อนที่หน่วยงานจะเริ่มดำเนินการ ทำให้การฟื้นฟูล่าช้าและไม่เป็นระบบ” สงกรานต์กล่าว
งานวิจัยศึกษากรณีตัวอย่าง 4 พื้นที่ ได้แก่ กรณีโรงงานรีไซเคิลและฝังกลบกากอุตสาหกรรมในราชบุรี กรณีลำห้วยคลิตี้ จ.กาญจนบุรี กรณีบริษัทวิน โพรเสส จ.ระยอง และกรณีเหมืองทองคำ จ.เลย พร้อมเปรียบเทียบแนวทางกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์
ข้อเสนอหลักจากงานวิจัยมี 6 ด้าน ได้แก่
- ออกกฎหมายเฉพาะ กำหนดขั้นตอนตั้งแต่การตรวจพบเหตุสงสัย การตรวจสอบ การประกาศพื้นที่ปนเปื้อน การจัดทำแผนฟื้นฟู จนถึงการรับรองว่าพื้นที่ฟื้นฟูแล้ว
- ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบต้องเข้าถึงข้อมูล มีสิทธิร่วมกำหนดแผนฟื้นฟู และได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิค
- จัดตั้งกองทุนฟื้นฟู เพื่อให้รัฐเข้าระงับเหตุและป้องกันการแพร่กระจายของมลพิษได้ทันที ก่อนติดตามเรียกคืนค่าใช้จ่ายจากผู้ก่อมลพิษ
- สร้างหลักประกันทางการเงินล่วงหน้า ผู้ประกอบกิจการเสี่ยงสูงต้องมีเงินประกันหรือกองทุนรองรับความเสียหาย
- กระจายอำนาจพร้อมเสริมศักยภาพท้องถิ่น ท้องถิ่นควรมีบทบาทตรวจสอบและประกาศพื้นที่เสี่ยง ขณะที่ส่วนกลางสนับสนุนฐานข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ และงบประมาณ
- กำหนดเป้าหมายการฟื้นฟูที่ชัดเจน แยกพื้นที่ควบคุมกับพื้นที่ที่จำเป็นต้องฟื้นฟู และกำหนดมาตรฐานการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังฟื้นฟูตามความเสี่ยง
งานวิจัย ยกบทเรียนต่างประเทศ ใช้กองทุนและความรับผิดอย่างเคร่งครัด เช่นสหรัฐอเมริกามีจุดเด่นจากระบบความรับผิดอย่างเคร่งครัดและย้อนหลัง รวมถึงกองทุน “ซูเปอร์ฟันด์” สำหรับฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน และการจัดลำดับความเสี่ยงเพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่กระทบสุขภาพประชาชนรุนแรงก่อน
ส่วนไต้หวันแยกพื้นที่ที่ต้องควบคุมออกจากพื้นที่ที่จำเป็นต้องฟื้นฟู มีระบบผู้เชี่ยวชาญขึ้นทะเบียน และเก็บค่าธรรมเนียมจากกิจการเกี่ยวกับสารเคมีเพื่อจัดตั้งกองทุน ขณะที่ญี่ปุ่นให้อำนาจระดับท้องถิ่นในการตรวจสอบและฟื้นฟู ส่วนเนเธอร์แลนด์เน้นการรวบรวมข้อมูลเป็นฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน
กสม.ชี้สิ่งแวดล้อมดีคือสิทธิมนุษยชน เสนอกองทุนฉุกเฉินและบทลงโทษเข้มขึ้น
ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่าการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิทธิมนุษยชน และรัฐมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมตัดสินใจ และการได้รับการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ
กสม.เสนอให้จัดตั้งกองทุนฉุกเฉินส่วนกลาง เพื่อให้รัฐสามารถเข้าแทรกแซงและจัดการมลพิษได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ก่อนติดตามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ก่อมลพิษภายหลัง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้แก้กฎหมายโรงงานและกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการยังคงต้องรับผิดชอบแม้ปิดกิจการแล้ว เพิ่มโทษจำคุกและค่าปรับรายวันในคดีร้ายแรง รวมถึงสร้างระบบประกันภัยหรือหลักประกันความเสี่ยงสำหรับกิจการที่อาจก่อผลกระทบสูง
สส.เสนอปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ ไม่ควรแยกเฉพาะกากอุตสาหกรรม
พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนไม่ได้เกิดจากโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอื่น เช่น เหมืองแร่ ปั๊มน้ำมัน กิจการซักรีด พื้นที่ฝังกลบ และสถานประกอบการที่เลิกกิจการแล้ว
พูนศักดิ์เสนอว่า ประเทศไทยควรมองการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นภาพรวม มากกว่าการออกกฎหมายแยกเฉพาะเรื่องกากอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะและทรัพยากรหมุนเวียน ระบบเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ หรือ PRTR การปรับปรุงกฎหมายโรงงาน และการเพิ่มระบบประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจการเสี่ยงสูง
สำหรับการฟื้นฟู เขาเห็นว่ารัฐต้องเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็วเมื่อพบเหตุ เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของมลพิษ โดยใช้กองทุนกลางเป็นเครื่องมือในระยะแรก ก่อนเรียกคืนจากผู้ก่อมลพิษหรือผู้มีส่วนรับผิดในภายหลัง
เรียกร้อง “เจตจำนงทางการเมือง”
แม้ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โรงงาน วัตถุอันตราย น้ำบาดาล และการเยียวยาความเสียหาย แต่กฎหมายยังแยกส่วน ขอบเขตอำนาจของหน่วยงานทับซ้อน และขาดกลไกบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอที่ถูกย้ำคือ การปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อม โรงงาน วัตถุอันตราย น้ำบาดาล และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เชื่อมโยงกัน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลกลาง เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ พัฒนาศักยภาพท้องถิ่น และสร้างกลไกบังคับใช้ที่ทำให้ผู้ก่อมลพิษไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้
การแก้ปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนจำเป็นต้องอาศัย “เจตจำนงทางการเมือง” อย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยให้การฟื้นฟูล่าช้า ต้นทุนทางสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และงบประมาณสาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้น และภาระสุดท้ายจะตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่
บทความที่เกี่ยวข้อง:




