ปัญหาข้อมูล “ไม่ตรงกัน แม้เรื่องเดียวกัน” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหน่วยงานรัฐ แต่ปัญหาข้อมูลคนละชุดสร้างปัญหามากขึ้น เมื่อสังคมไทยเผชิญกับภัยพิบัติรุนแรงขึ้น ยกตัวอย่างกรณีการรับมืออุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ไม่ได้อยู่เพียงที่ปริมาณน้ำหรือความรุนแรงของฝน แต่ยังรวมถึง ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่กระจัดกระจายและไม่ตรงกัน ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจ การแจ้งเตือน และการเตรียมตัวของประชาชน
รัฐบาลจึงเดินหน้าจัดทำ “One Map น้ำ” เพื่อรวมข้อมูลน้ำและภัยพิบัติจากหน่วยงานหลักเข้าสู่ระบบเดียว ให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการประเมินสถานการณ์ และสื่อสารกับประชาชนอย่างเป็นเอกภาพ โดยตั้งเป้าให้สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า น้ำจะท่วมที่ไหน สูงเท่าไร และจะมาถึงภายในกี่ชั่วโมง
เมื่อ 15 ก.ย.69 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง 4 หน่วยงาน เพื่อเร่งจัดทำระบบ “One Map ของน้ำ”
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากบทเรียนการลงพื้นที่อำนวยการและติดตามสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งพบช่องว่างของระบบเตือนภัยว่า ข้อมูลจากแต่ละหน่วยงานยังถูกจัดเก็บและนำเสนอแยกกัน ทำให้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินอาจเกิดความล่าช้าในการตัดสินใจและการสื่อสารกับประชาชน
ยศชนัน กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการสั่งการ แต่คือการตอบให้ได้ว่า น้ำจะท่วมตรงไหน สูงเท่าไร และอีกกี่ชั่วโมงจะมาถึง หากข้อมูลจากแต่ละหน่วยงานไม่ตรงกัน ประชาชนก็อาจไม่รู้ว่าควรเชื่อข้อมูลใด
เป้าหมายของ One Map น้ำ จึงเป็นการทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาพเดียวกัน ใช้แผนที่เดียวกัน และสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อมูลที่เป็นเอกภาพ แทนการที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างแจ้งเตือน

รวมข้อมูล 4 หน่วยงานเป็นภาพเดียว
ระบบ One Map น้ำ เกิดจากการบูรณาการข้อมูลของ 4 หน่วยงานหลักเข้าสู่ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ โดยแบ่งบทบาทตามความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน
กรมอุตุนิยมวิทยา รับผิดชอบข้อมูลตรวจวัดและพยากรณ์อากาศ รวมถึงข้อมูลเรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) เมื่อเกิดพายุและฝนตกหนัก
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ. หรือ GISTDA) สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ รวมถึงการติดตามจุดความร้อนและสถานการณ์ PM2.5 เพื่อนำไปใช้ประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ พร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24–48 ชั่วโมง และรวบรวมข้อมูลเข้าสู่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ
สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (สขญ. หรือ BDI) รับผิดชอบด้านการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ด การบริหารจัดการข้อมูลตามหลัก ธรรมาภิบาล รวมถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติ
การแบ่งบทบาทดังกล่าวทำให้ข้อมูลตั้งแต่สภาพอากาศ ฝน ภาพถ่ายดาวเทียม ระดับน้ำ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และ AI ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน เพื่อให้การประเมินสถานการณ์มีข้อมูลประกอบรอบด้านมากขึ้น
จาก “แจ้งเตือน” สู่การเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า
บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การลงนาม MOU ถือเป็นก้าวแรกของการนำข้อมูลสำคัญจากทั่วประเทศมารวมกัน เพราะเมื่อข้อมูลมีความพร้อม รัฐจะสามารถเตรียมกำลังคนและทรัพยากรเพื่อรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที รวมถึงประสานการช่วยเหลือประชาชนและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
แนวคิดสำคัญของระบบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การรวบรวมข้อมูล แต่ต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้สามารถมองเห็นความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ และเปลี่ยนข้อมูลจากหลายหน่วยงานให้กลายเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ในการตัดสินใจได้
หากสามารถประเมินได้ว่าน้ำจะเข้าพื้นที่ใด ระดับน้ำจะสูงเพียงใด และมีระยะเวลาเหลือก่อนน้ำมาถึงเท่าไร หน่วยงานในพื้นที่ก็จะสามารถเตรียมกำลังคน เครื่องมือ และแผนอพยพ ขณะที่ประชาชนมีเวลาเตรียมทรัพย์สินและเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงได้มากขึ้น
เปิดแดชบอร์ดให้ประชาชนติดตามสถานการณ์
รัฐบาลระบุว่า ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ผ่าน แดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ ได้ที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all
การรวมข้อมูลไว้ในจุดเดียวจึงมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการวางแผนและประสานการทำงาน
สำหรับรัฐบาล เป้าหมายสูงสุดของ One Map น้ำ ไม่ใช่การมีข้อมูลจำนวนมากที่สุด หรือการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่คือ การมองเห็นความเสี่ยงให้เร็วขึ้น วิเคราะห์สถานการณ์ได้รอบด้าน และนำข้อมูลไปใช้ก่อนภัยมาถึง
หากระบบสามารถทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานกลายเป็นภาพเดียวกัน และเปลี่ยนภาพดังกล่าวเป็นคำเตือนที่ประชาชนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ทันเวลา One Map น้ำก็อาจกลายเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับการรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการภัยพิบัติของประเทศในระยะยาว
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่การทำให้ระบบดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง มีมาตรฐานเดียวกัน และนำไปใช้ในการตัดสินใจได้จริง ตั้งแต่ระดับส่วนกลางไปจนถึงพื้นที่ เพื่อให้ “ข้อมูลที่ตรงกัน” นำไปสู่ “การเตือนภัยที่ทันท่วงที”
นักวิชาการถามถึงบทบาทของ “สทนช.”
ขณะที่ สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำได้โพสต์แสดงความคิดเห็น ผ่าน FB ว่า ด้วยระบบแผนที่ #OneMap น้ำ ของรัฐบาล และเห็นข่าวส่วนราชการหลายหน่วยเปิดตัว application, dashboard และเพจ สำหรับติดตามและแสดงข้อมูลด้านน้ำ เพื่อสนับสนุนการรับมือน้ำท่วมและน้ำหลาก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะสะท้อนว่าเราเริ่มขยับ และดูเหมือนจะจริงจังกับเรื่องนี้มากขึ้น
แต่การมี dashboard มีเพจ และมี application หลายระบบนั้น ย่อมดีกว่าการไม่มีอะไรเลยอย่างมหาศาล การพยายามรวบรวมข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้จากจุดเดียวผ่าน www.thaiwater.net/new4all รวมถึงการเปิดตัวระบบ “One Map น้ำ” ซึ่งบูรณาการข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา GISTDA สสน. และ BDI ก็เป็นก้าวสำคัญที่น่ายินดี แต่อยากย้ำเตือนว่าการมี “ข้อมูลอยู่ในที่เดียว” ยังไม่ใช่ปลายทางของการบริหารจัดการภัยพิบัติ
หากเป้าหมายที่แท้จริงคือ “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” สิ่งที่ต้องเดินต่อจากการรวมข้อมูล คือ ความสามารถในการคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำและทันเวลา ต้องตอบให้ได้ว่า ฝนจะตกที่ไหน มากเพียงใด น้ำจะมาเมื่อไร สูงเท่าไร พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบ และประชาชนในแต่ละพื้นที่ต้องเตรียมตัวอย่างไร
ที่สำคัญ ผลการคาดการณ์เหล่านั้นต้องถูกแปลงเป็น “การสื่อสารที่ประชาชนเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง” ไม่ใช่เพียงมีแผนที่ มีกราฟ หรือมีข้อมูลจำนวนมากให้ประชาชนเข้าไปตีความกันเอง
เนื่องจากความสำเร็จของภาครัฐในการบริหารจัดการภัยพิบัติ ไม่ควรวัดจากจำนวน application จำนวน dashboard หรือปริมาณข้อมูลที่รวบรวมได้เท่านั้น แต่ควรวัดจากว่า ข้อมูลเหล่านั้นช่วยให้เราคาดการณ์ได้แม่นขึ้น เตือนได้เร็วขึ้น สื่อสารได้ตรงพื้นที่ขึ้น และทำให้ประชาชนมีเวลาตัดสินใจและเตรียมพร้อมมากพอที่จะลดความสูญเสียได้จริงหรือไม่
แม้จะนับเป็น “จุดเริ่มต้นที่ดี” และน่าดีใจที่เห็นหลายหน่วยงานเริ่มขยับมาทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง แต่จาก “One Map” ไปสู่ “One Prediction, One Warning และ One Coordinated Action” ยังมีงานที่ต้องทำต่อว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ ‘บูรณาการ’ ทั้งด้านข้อมูล ทั้งการตีความ ทั้งการประสานการทำงานของหน่วยงานระดับปฏิบัติ นำไปสู่การตัดสินใจและการปฏิบัติที่ช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ทันเวลา
หน่วยงานนั้น คือ ใคร? อยู่ที่ไหน? หาก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ยังอยู่แบบไร้ตัวตน ไม่แสดงทั้งบทบาท ไม่แสดงทั้งผลงาน ในเรื่องนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- เตรียมรับ “เอลนีโญระดับรุนแรง” ไม่แน่นอนสูง “น้ำท่วม-แล้ง-ร้อนสุดขั้ว”
- ตั้ง “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ บ้านพังจ่าย 1 แสน ตายจ่าย 1 ล้าน
- สำรวจแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ โจทย์ใหญ่นโยบาย“อพยพย้ายถิ่น”




