ก่อนน้ำท่วม กทม. มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายระลอก ตั้งแต่แบบจำลองสภาพอากาศ การประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ไปจนถึงข้อมูลฝนและระดับน้ำของ กทม.
แต่เมื่อฝนตกหนักและน้ำเริ่มท่วม การแจ้งเตือนประชาชนกลับค่อย ๆ ยกระดับตามสถานการณ์ ตั้งแต่การแจ้งจุดเสี่ยง ไปจนถึง Cell Broadcast ในช่วงที่น้ำท่วมวิกฤต
Thai PBS Policy Watch ไล่ลำดับเหตุการณ์วิกฤตครั้งสะท้อนคำถามว่า “ข้อมูลเตือนภัย” ถูกเปลี่ยนเป็น “คำเตือนที่ประชาชนใช้ตัดสินใจ” ได้เร็วเพียงใด

ลำดับเหตุการณ์แจ้งเตือน รับมือน้ำท่วม กทม. ปี 69
21 ก.ย. 69 (ก่อนเกิดเหตุ 120 ชม.)
- เพจ “ที ลมฟ้าอากาศ” วิเคราะห์แบบจำลองสภาพอากาศ (ECMWF) โพสต์เตือนล่วงหน้า 120 ชั่วโมง ระบุคำเตือน “มหาอุทกภัย” เสี่ยงฝนตกหนักแช่ตัวใน กทม. ปริมณฑล และภาคตะวันออก
22 ก.ย. 69 (ก่อนเกิดเหตุ 72 ชม.)
- กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศแปรปรวน เฝ้าระวังร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคกลางและ กทม. ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากสะสม ประสานข้อมูลส่งต่อให้ ปภ. และ กทม.
23 ก.ย. 69 (ก่อนเกิดเหตุ 48 ชม.)
- ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ขอประชาชนมั่นใจ “รัฐบาลเอาอยู่” ไม่เกิดมหาอุทกภัย ชี้ฝนหนัก 24-26 ก.ย. แต่ไม่ถึงขั้นน่ากังวล
- กทม.เร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลัก พร่องน้ำรอรับฝน เตรียมเครื่องสูบน้ำและจุดติดตั้งปั๊มเคลื่อนที่
24 ก.ย. 69 (ก่อนเกิดเหตุ 24 ชม.)
- ฝนเริ่มตก
- กรม ปภ. สั่งการหน่วยงานเครือข่ายและศูนย์ ปภ. เขต เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง
- กทม.แจ้งเตือนจุดเสี่ยงน้ำท่วมถนน ผ่านช่องทางออนไลน์
25 ก.ย. 69 (เกิดเหตุ ฝนตกหนักเริ่มท่วม)
- ฝนตกหนักสะสม จนเริ่มเกิดน้ำท่วมขังและระดับน้ำเพิ่มสูงในหลายจุด
- น้ำเริ่มท่วมสูงที่แฟลตคลองจั่น – เคหะร่มเกล้า
- กทม. ประกาศให้พื้นที่ กทม. ทั้ง 50 เขตเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อปลดล็อกการใช้งบฉุกเฉินในการรับมืออย่างเต็มรูปแบบ
- กทม. เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวในช่วงเย็น ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เพื่อรองรับการอพยพของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมขังและจุดเสี่ยงภัย
26 ก.ย. 69 (น้ำท่วมขังวิกฤต)
- กรม ปภ. ร่วมกับ กทม. ส่งสัญญาณ Cell Broadcast ครั้งแรก (เวลา 09.22 น.) ยิงข้อความฉุกเฉินระดับวิกฤตเข้ามือถือประชาชนในพื้นที่ กทม. เตือนระดับน้ำในคลองวิกฤต ให้ระวังน้ำท่วมขัง และเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
27 ก.ย. 69 (ยกระดับการรับมือ)
- รัฐบาล (มติ ครม.) ประกาศให้วันที่ 28–29 ก.ย. 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ ในพื้นที่ 4 จังหวัด (กทม., นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ) เพื่อลดปริมาณการเดินทาง ลดผลกระทบจราจร และอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ระบายน้ำ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมทางด่วน
28–29 ก.ย. 69 (วันหยุดพิเศษ – เฝ้าระวังวิกฤต)
- กทม.เดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลัง จัดรถทหารและรถบรรทุกสูงรับ-ส่งประชาชนในจุดน้ำท่วมขัง รายงานสถานการณ์ผ่าน BKK Risk Map และสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง
- กรม ปภ. ส่ง Cell Broadcast รอบใหม่ (29 ก.ย. เวลา 16.49 น.) แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่รอยต่อ กทม.-ปทุมธานี (สายไหม, คลองสามวา, หนองจอก) หลังระดับน้ำล้นแนวคันกั้นน้ำคลองหกวา
ไทม์ไลน์ข้างต้นสะท้อนว่า ระบบเตือนภัยของรัฐยังทำงานเชิงรับและล่าช้ากว่าการคาดการณ์ของภาคประชาชน (Alert Latency) แม้เพจที ลมฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า กรมอุตุนิยมวิทยา จะเตือนล่วงหน้าได้ถึง 120 ชั่วโมง และบอกชัดเจนว่าให้พร้อมขนของขึ้นที่สูง
แต่กลไกรัฐอย่างการส่ง Cell Broadcast หรือการประกาศวันหยุดราชการกลับเกิดขึ้นหลังจากน้ำเริ่มท่วมแล้ว ประกอบกับเงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อนจึงจะประกาศเขตภัยพิบัติและปลดล็อกงบฉุกเฉินได้ ทำให้การเตือนภัยลดบทบาทจากการป้องกันและเตรียมพร้อม เหลือเพียงการแจ้งให้ทราบท่ามกลางวิกฤตเท่านั้น
นอกจากนี้ยังพบปัญหา ความกระจัดกระจายของข้อมูลและการขาดคำสั่งเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน เนื่องจากขาดศูนย์กลางสื่อสารแบบ Single Voice ทำให้ประชาชนสับสนกับการรับข่าวสารจากหลายหน่วยงาน
ขณะที่ข้อความแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ยังคงเน้นเพียงการรายงานสถานการณ์ทั่วไป แต่ขาดรายละเอียดเชิงพื้นที่และคำแนะนำเฉพาะเจาะจง เช่น ตำแหน่งศูนย์พักพิง หรือเส้นทางหลีกเลี่ยง ทำให้การยกระดับมาตรการบริหารจัดการเมืองในภาพรวมยังไม่ทันท่วงทีต่อความรุนแรงของภัยพิบัติ
กทม.ยอมรับปม Cell Broadcast ล่าช้า
ประเด็นการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ที่ล่าช้าระหว่างสถานการณ์น้ำท่วม กทม. กลายเป็นคำถามถึงกระบวนการส่งสัญญาณเตือนภัย หลังทั้ง กทม. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุ โดยต่างฝ่ายสะท้อนว่าปัญหาเกิดจากขั้นตอนการประสานข้อมูลและอำนาจการสั่งส่งข้อความที่ยังไม่ชัดเจน
ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับว่า การส่งสัญญาณ Cell Broadcast ในสถานการณ์ที่ผ่านมาเกิดความล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น โดยส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่ชัดเจนในกระบวนการระหว่าง กทม. กับ ปภ.
ปัญหาสำคัญคือ ข้อมูลพื้นที่และเครื่องมือสำหรับประเมินสถานการณ์อยู่กับ กทม. ขณะที่อำนาจในการส่งข้อความแจ้งเตือนตามเกณฑ์ของระบบอยู่ที่ ปภ. จึงเกิดคำถามในสถานการณ์จริงว่า เมื่อ กทม. ประเมินว่าพื้นที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตแล้ว สามารถสั่งแจ้งเตือนได้ทันทีหรือจำเป็นต้องส่งข้อมูลให้ ปภ. พิจารณาก่อน
รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า หลังเกิดปัญหา กทม. ได้หารือกับ ปภ. เพื่อปรับกระบวนการทำงาน โดยวางแนวทางให้ กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่ ทำหน้าที่ประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ และจัดทำข้อความแจ้งเตือนให้พร้อมส่ง เพื่อให้การสื่อสารคำเตือนและคำแนะนำการปฏิบัติตัวถึงประชาชนทำได้รวดเร็วขึ้น และลดขั้นตอนการประสานงาน
ด้านเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงในส่วนของ ปภ.ว่า การส่งข้อความ Cell Broadcast จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานในพื้นที่ก่อน เนื่องจาก ปภ.เป็นหน่วยงานส่วนกลางและไม่ได้มีข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ กทม. ในระดับเดียวกับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่
ดังนั้น หากยังไม่ได้รับข้อมูลยืนยันระดับภัยจาก กทม. ปภ.จึงไม่สามารถส่งข้อความแจ้งเตือนภัยในระดับวิกฤตได้ทันที เพราะต้องอาศัยข้อมูลเพื่อกำหนดพื้นที่และระดับการแจ้งเตือนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
เจเศรษฐ์ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อน ช่องโหว่ด้านการประสานงานและการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน โดยที่ผ่านมา กทม. มีช่องทางประชาสัมพันธ์และระบบสื่อสารของตัวเอง ขณะที่การซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกับ ปภ. ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ทำให้เมื่อเกิดสถานการณ์จริงจึงพบขั้นตอนที่ยังไม่ลงตัว
หลังจากนี้ ปภ.จะปรับแนวทางการทำงาน โดยนำ กทม. เข้ามาร่วมการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุและระบบแจ้งเตือนภัยร่วมกัน เพื่อให้แต่ละหน่วยงานเข้าใจบทบาท อำนาจการตัดสินใจ และขั้นตอนการส่งข้อมูลตรงกันก่อนเกิดเหตุจริง
เตือนภัยน้ำท่วม กทม. กว้าง-ช้า ประชาชนตั้งรับไม่ทัน
พิจิตร รัตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในรายการตอบโจทย์ Thai PBS ว่า การบริหารจัดการน้ำของ กทม. ทั้งการพร่องน้ำและการสูบน้ำถือว่ามีการดำเนินการ แต่ในส่วนของ ระบบเตือนภัยยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทัน โดยการแจ้งเตือนที่เป็นทางการหรือใช้ข้อความกว้าง ๆ เช่น “ฝนจะตกหนักถึงหนักมาก” ไม่ได้บอกประชาชนว่าต้องทำอะไรและพื้นที่ใดได้รับผลกระทบ
จึงเสนอให้ปรับการแจ้งเตือนเป็น คำเตือนเชิงปฏิบัติและระบุพื้นที่ให้ชัดเจน เช่น “ย้ายรถ ยกของขึ้นที่สูง หรือปิดหน้าบ้าน” โดยเฉพาะพื้นที่เปราะบาง เช่น คลองแสนแสบ รามคำแหง ลำสาลี และร่มเกล้า เพื่อให้ประชาชนมีเวลารับมือก่อนน้ำจะเข้าพื้นที่
พิจิตร ยังเสนอให้ กทม. ใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับเรดาร์ตรวจฝนของ กทม. ทั้งฝั่งหนองแขมและฝั่งตะวันออก รวมถึงข้อมูลอุณหภูมิน้ำ เพื่อประเมินล่วงหน้าว่ากลุ่มฝนจะตกแช่หรือเคลื่อนตัวช้าหรือไม่ โดยมองว่าหากสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ 3–5 ชั่วโมง จะเพียงพอให้ประชาชนเตรียมตัว
นอกจากนี้ เห็นว่าต้องปรับแนวคิดในการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณเพื่อป้องกันภัยล่วงหน้า เพราะการเตือนหรือเตรียมมาตรการไว้ก่อน แม้ท้ายที่สุดเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้น ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการใช้งบประมาณสูญเปล่า
เช่นเดียวกับ สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า ระบบเตือนภัยของ กทม. ยังมีปัญหาเรื่อง “ความเร็ว” เพราะบางครั้งการแจ้งเตือนเกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มกระทบประชาชนแล้ว เปรียบเสมือนการเตือนในช่วงที่น้ำกำลังท่วมถึงเท้า
สิตางศุ์ ระบุว่า ก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วมยังมีสัญญาณเตือนตั้งแต่ช่วงวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ เมื่อระดับน้ำในคลองแสนแสบเริ่มสูงจนเรือต้องหยุดให้บริการ ขณะที่ กทม. มีข้อมูลจากเรดาร์ที่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ฝนล่วงหน้าได้ประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ยังขาดการนำข้อมูลดังกล่าวมาประเมินความเสี่ยงในระดับพื้นที่ เพื่อแจ้งเตือนจุดที่มีความเปราะบาง เช่น รามคำแหง หรือจุดอื่นๆ
สำหรับข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ ผศ.สิตางศุ์ ระบุว่า ระบบท่อระบายน้ำของ กทม. ถูกออกแบบให้รองรับฝนประมาณ 60–70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่ประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่จริงอาจเหลือเพียง 50–60% จากปัญหาท่อเก่าและการอุดตันเมื่อเกิดฝนตกหนักครอบคลุมหลายพื้นที่พร้อมกัน โดยเฉพาะทั้ง 50 เขต จึงทำให้ระบบระบายน้ำรับภาระไม่ไหวและเกิดน้ำท่วมขังอย่างรวดเร็ว
“ที่ผ่านมาเข้าใจว่า กทม.มีการเตรียมรับมือภัยพิบัติค่อนข้างมากเพราะ มีการจำลองฝน 300 มิลิเมตรเอาไว้ แต่ฝนตกครั้งนี้ตกแช่กระจายทุกเขต แม้ว่าระบบระบายน้ำจะไม่สามารถรองรับได้ แต่ควรจะมีการแจ้งเตือนประชาชน แต่มีคำถามว่าครั้งนี้ทำไม กทม.แจ้งเตือนช้า เพราะถ้าแจ้งเร็วความเสียหายจะไม่หนักขนาดนี้”
น้ำท่วม 69: ระบบเตือนภัยถึงข้อจำกัดของเมือง
กานต์รวี วิชัยปะ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า หากมองภาพรวมการบริหารจัดการภัยพิบัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จึงต้องเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่สามารถลงมือดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงานแรกในพื้นที่
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ กทม.มีการสื่อสารและปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครประชุมติดตามสถานการณ์ตั้งแต่เวลา 05.00 น. พร้อมสั่งการตามมาตรการรับมือ 7 ข้อ เช่น ให้สำนักงานเขตและศูนย์บริการสาธารณสุขสำรวจผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเดินเครื่องสูบน้ำอย่างเต็มกำลัง โดยมีกำลังสูบประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนในสังกัด กทม. ในวันจันทร์ และอนุญาตให้บุคลากรปฏิบัติงานจากที่บ้าน หากไม่มีความจำเป็นต้องเดินทาง
Cell Broadcast กับคำถามเรื่อง “การเตือนภัยล่วงหน้า”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามคือระบบแจ้งเตือนภัย โดยเฉพาะ Cell Broadcast เนื่องจากประชาชนบางพื้นที่ได้รับข้อความแจ้งเตือนในช่วงที่น้ำท่วมขังแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า ระบบดังกล่าวทำหน้าที่ “เตือนภัยล่วงหน้า” หรือเป็นการ “รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว”
เมื่อ 26 ก.ย. 69 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยส่งข้อความผ่าน Cell Broadcast ไปยังประชาชนในกรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา 09.22 น. โดยแจ้งว่าระดับน้ำในคลองอยู่ในระดับวิกฤตและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ริมคลองและพื้นที่ลุ่มต่ำยกสิ่งของขึ้นที่สูง เก็บทรัพย์สินมีค่า และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง
ประเด็นที่ต้องพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงว่า Cell Broadcast ส่งข้อความได้เร็วเพียงใด แต่ต้องย้อนกลับไปดูทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การรวบรวมและยืนยันข้อมูล การตัดสินใจแจ้งเตือน การจัดทำข้อความ ไปจนถึงการส่งข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ
เพราะแม้ระบบ Cell Broadcast จะสามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว แต่หากกระบวนการก่อนถึงขั้นตอนการส่งยังใช้เวลานาน การแจ้งเตือนโดยรวมก็อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ ขณะที่ในเหตุการณ์ครั้งนี้มีรายงานว่าประชาชนบางพื้นที่ได้รับข้อความหลังน้ำเริ่มท่วมแล้ว
ข้อความแจ้งเตือนในระยะแรกยังมีลักษณะค่อนข้างกว้าง เช่น ให้ยกสิ่งของขึ้นที่สูงและหลีกเลี่ยงการเดินทาง โดยไม่ได้ระบุพื้นที่หรือเส้นทางเสี่ยงอย่างเฉพาะเจาะจงมากนัก ต่อมาเมื่อข้อมูลจากพื้นที่ชัดเจนขึ้น การแจ้งเตือนก็สามารถระบุสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติได้มากขึ้น
บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง กทม. กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย กทม.เป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่ ขณะที่ ปภ.เป็นหน่วยงานที่มีช่องทางแจ้งเตือนประชาชน เมื่อข้อมูลจากพื้นที่ถูกส่งต่อและประสานกันได้ การแจ้งเตือนก็มีความชัดเจนและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
กานต์รวี กล่าวว่า ปัญหาครั้งนี้จึงไม่ควรมองเพียงว่าหน่วยงานใดทำงานหรือไม่ทำงาน แต่ต้องมองไปถึงโครงสร้างข้อมูล เพราะข้อมูลพยากรณ์ฝน น้ำ และภัยพิบัติกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานมีชุดข้อมูลและศูนย์ปฏิบัติการของตนเอง ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานด้านน้ำอื่น ๆ
เมื่อข้อมูลอยู่ต่างกระทรวงและต่างศูนย์ปฏิบัติการ ความท้าทายจึงอยู่ที่การนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลร่วมกันและแปลงเป็นข้อความที่ประชาชนเข้าใจได้ทันทีว่า ต้องทำอะไร ไปที่ไหน และต้องเตรียมตัวอย่างไร
รัฐบาลเองก็ย้ำถึงความจำเป็นของการทำงานแบบบูรณาการ โดยให้หน่วยงานด้านอากาศ น้ำ สาธารณภัย ชลประทาน คมนาคม ความมั่นคง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดโดยรอบ ใช้ข้อมูลร่วมกันและบริหารจัดการสถานการณ์เป็นระบบเดียวกัน
ดังนั้น ระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ควรเป็นเพียงระบบส่งข้อความ แต่ต้องเป็นระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางจนถึงประชาชน
สร้าง “วัฒนธรรมแจ้งเตือนภัย” ให้สังคม
อีกประเด็นที่ต้องเปลี่ยนคือวัฒนธรรมความปลอดภัยของสังคมไทย หากภาครัฐแจ้งเตือนแล้วเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นตามที่คาด ประชาชนไม่ควรตีความว่าการแจ้งเตือนนั้นผิดพลาดทุกครั้ง เพราะหากหน่วยงานกังวลว่าจะถูกตำหนิ ก็อาจรอจนมีความมั่นใจสูงก่อนประกาศเตือน และทำให้การเตือนภัยล่าช้าเกินไป
การแจ้งเตือนจึงต้องยอมรับความไม่แน่นอนของการพยากรณ์ โดยรัฐควรสื่อสารระดับความเชื่อมั่นและความเป็นไปได้ของสถานการณ์ให้ประชาชนเข้าใจ เช่น ระบุว่ามีโอกาสเกิดเหตุในระดับใด เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินและตัดสินใจเตรียมตัวได้
ในทางกลับกัน สังคมต้องยอมรับว่าการเตือนภัยอาจเกิดขึ้นในกรณีที่เหตุการณ์จริงไม่รุนแรงเท่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะเป้าหมายของระบบเตือนภัยคือการลดความสูญเสีย ไม่ใช่การรอให้เกิดเหตุขึ้นก่อนแล้วจึงแจ้งเตือน
รู้ว่าฝนจะมา แต่ยังไม่รู้ว่า “หนักแค่ไหน” และ “ตกตรงไหน”
อีกข้อจำกัดสำคัญคือการประเมินความเสี่ยง แม้หน่วยงานจะทราบล่วงหน้าว่าช่วง 24–27 ก.ย. มีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคกลางและกรุงเทพมหานคร แต่การพยากรณ์ยังมีข้อจำกัดในการระบุความรุนแรง ตำแหน่ง และระยะเวลาที่ฝนจะตกแช่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
ดังนั้น การกล่าวว่าไม่มีการคาดการณ์สถานการณ์เลยอาจไม่ถูกต้อง เพราะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือการนำข้อมูลดังกล่าวมาประเมิน “ความเสี่ยงเชิงพื้นที่” ให้ละเอียดขึ้น
สิ่งที่ควรเพิ่มในอนาคตคือการประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หรือ Worst Case Scenario เพราะการเตรียมรับมือไม่ควรตั้งอยู่บนสถานการณ์ปกติหรือค่าเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว
น้ำท่วม 2569 ไม่เหมือนปี 54
สถานการณ์ครั้งนี้ยังแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 เพราะเป็นฝนที่ตกหนักในเขตเมือง ไม่ใช่มวลน้ำเหนือขนาดใหญ่ที่ไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง ดังนั้น การเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับปี 2554 โดยพิจารณาเฉพาะปริมาณน้ำในเขื่อนอาจไม่เพียงพอ เพราะลักษณะของภัยแตกต่างกัน ขณะที่น้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและกระจุกตัวในพื้นที่เมืองสามารถสร้างภาระให้ระบบระบายน้ำได้โดยตรง
คำว่า “เกินกว่าที่ระบบเมืองออกแบบไว้” จึงหมายถึงข้อจำกัดของเมืองในการรองรับปริมาณน้ำและความเร็วในการระบายน้ำ หากฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ มีปริมาณมาก และตกแช่อยู่ในพื้นที่เดิม ศักยภาพของระบบระบายน้ำอาจไม่เพียงพอ ทำให้ต้องใช้เวลาในการระบายน้ำออกจากพื้นที่
“ผู้รับผิดชอบพื้นที่” ไม่ได้ถือเครื่องมือจัดการน้ำทั้งหมด
บทเรียนสำคัญจากน้ำท่วมครั้งนี้คือ แม้ กทม.จะเป็นหน่วยงานด่านหน้าและมีข้อมูลใกล้ชิดประชาชน แต่การจัดการน้ำในเมืองไม่ได้อยู่ในมือของหน่วยงานเดียว ทั้งระบบระบายน้ำ การพยากรณ์อากาศ การบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม และการแจ้งเตือนภัย ล้วนเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ดังนั้น การทำงานของ กทม.จึงต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานส่วนกลางและพื้นที่โดยรอบ ขณะเดียวกันหน่วยงานส่วนกลางก็ต้องใช้ข้อมูลจากพื้นที่เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครมีอำนาจมากกว่า” แต่คือ อำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่ใคร ข้อมูลอยู่ที่ใคร และเครื่องมือในการจัดการน้ำอยู่ที่ใคร เพราะทั้งสามส่วนอาจไม่ได้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน
จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การออกแบบเมืองใหม่
ในระยะเร่งด่วน กทม.ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลัง เร่งเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบางก่อน หากประชาชนไม่สามารถอยู่ในบ้านได้ ควรเดินทางไปยังศูนย์พักพิงที่ กทม.จัดเตรียมไว้
แต่ในระยะยาว จำเป็นต้องทบทวนทั้งการประเมินความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือน และการออกแบบเมือง เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีแนวโน้มซับซ้อนและรุนแรงขึ้น การใช้ข้อมูลและสมมติฐานเดิมเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ
สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน ตั้งแต่ข้อมูลอากาศ น้ำ พื้นที่เสี่ยง ไปจนถึงข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบาง ก่อนแปลงข้อมูลให้เป็นคำเตือนที่ประชาชนเข้าใจได้ทันทีว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไร ต้องไปที่ไหน และควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อเกิดภัย
เพราะบทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ระบายน้ำให้เร็วขึ้น” แต่รวมถึงการทำให้ทั้งระบบ ตั้งแต่ การพยากรณ์ การตัดสินใจ การแจ้งเตือน การช่วยเหลือ และการออกแบบเมือง ทำงานเชื่อมต่อกันมากขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง:




