โลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตภูมิอากาศ เมื่อองค์การสหประชาชาติเตือนว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมภายในไม่กี่ปีข้างหน้า และผลกระทบของความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะบนผืนดิน แต่กำลังคืบคลานลงสู่ท้องทะเลอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย สัญญาณเตือนที่น่ากังวลที่สุดคือความเสี่ยงจาก “สึนามิความร้อน” ในทะเลช่วงปี 70 ซึ่งอาจผลักดันให้อุณหภูมิน้ำทะเลพุ่งสูงเกินระดับที่ปะการังจะทนไหว และนำไปสู่การฟอกขาวครั้งรุนแรงอีกระลอก หากภาครัฐและทุกภาคส่วนยังไม่เตรียมมาตรการรับมืออย่างจริงจัง
โลกอาจทะลุ 1.5 องศาฯ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
รายงานช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปี 69 หรือ Emissions Gap Report 2026 ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ระบุว่า การที่อุณหภูมิโลกจะเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในอนาคตอันใกล้เป็นสิ่งที่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้หลายประเทศจะเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วก็ตาม
รายงานดังกล่าวเผยแพร่ก่อนการประชุม COP31 ที่มีกำหนดจัดขึ้นใน พ.ย. 69 โดยถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่ UNEP ระบุอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายหลักของข้อตกลงปารีสกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกละเมิด

เม.ย.–พ.ค. 70 ทะเลไทยเสี่ยงร้อนเกิน 30.5 องศาฯ
อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทะลุเส้น 1.5 องศาฯ กำลังสร้างแรงกดดันต่อทะเลไทยอย่างชัดเจน โดยนักวิชาการประเมินว่า ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปี 69–70 อาจทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลไทยสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ตั้งแต่สัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายนต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤษภาคม 2570
พื้นที่อ่าวไทยตอนบนอาจเผชิญภาวะน้ำทะเลร้อนยาวนานถึงต้นเดือนมิถุนายน ขณะเดียวกัน มรสุมที่มีแนวโน้มล่าช้าออกไป 2–4 สัปดาห์ อาจซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยความแห้งแล้งในช่วงต้นฤดูฝน
ประเด็นที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงอุณหภูมิที่สูงสุด แต่คือระยะเวลาที่ความร้อนสะสมอยู่ในน้ำทะเล เพราะหากปะการังต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ความเสี่ยงต่อการฟอกขาวและตายเพิ่มขึ้นในวงกว้าง
บทเรียนในอดีตสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน ในปี 2553 อุณหภูมิน้ำทะเลอ่าวไทยสูงกว่า 30.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่อง 58 วัน จนเกิดปะการังฟอกขาวรุนแรง ขณะที่ปี 2567 น้ำทะเลร้อนเกินเกณฑ์ดังกล่าวนานถึง 91 วัน ยิ่งตอกย้ำว่าไทยไม่ควรรอให้ปะการังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวแล้วจึงเริ่มแก้ปัญหา
ระดมนักวิชาการรับมือปะการังฟอกขาว
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อทะเล จัดเวทีเสวนาวิชาการ “รับมือคลื่นสึนามิความร้อน” (Heatwave Tsunami: Prepare · Protect · Preserve) โดยระดมผู้เชี่ยวชาญทะเล นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน มาร่วมกันประเมินความเสี่ยงต่อทะเลและปะการังไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอสำหรับจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติ ก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูงใน เม.ย.-พ.ค. 70
ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมประมง บอกว่า การเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการล่วงหน้า
ผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแนวปะการัง แต่ยังเชื่อมโยงกับทรัพยากรสัตว์น้ำ วิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวม การสร้างความตระหนักและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสียหาย โดยมีเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมมาตรการรองรับได้อย่างทันท่วงที
จับตาทะเลร้อนเกิน 30.5 องศาฯ
สมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บอกว่า ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญเริ่มทวีความรุนแรงตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2569 โดยมีค่า RONI อยู่ที่ 2.3–3.0 ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ในปี 2540–2541 และมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลของไทยสูงขึ้นต่อเนื่อง
คาดว่าอุณหภูมิน้ำทะเลอาจสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ตั้งแต่สัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2570 ขณะที่อ่าวไทยตอนบนอาจเผชิญความร้อนต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ มรสุมที่อาจมาล่าช้าออกไป 2–4 สัปดาห์ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแห้งแล้งในช่วงต้นฤดูฝน
สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังไม่ใช่เพียงอุณหภูมิสูงสุด แต่รวมถึงระยะเวลาที่ปะการังต้องเผชิญกับความร้อนสะสม เพราะยิ่งน้ำทะเลร้อนต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความเสี่ยงต่อการฟอกขาวและการตายของปะการังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ข้อมูลในอดีตสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวอย่างชัดเจน ในปี 2553 อุณหภูมิน้ำทะเลอ่าวไทยสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่อง 58 วัน และเกิดปะการังฟอกขาวรุนแรง ขณะที่ปี 2567 อุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ดังกล่าวนานถึง 91 วัน สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่าการเตรียมรับมือจำเป็นต้องเริ่มก่อนอุณหภูมิน้ำทะเลเข้าสู่ระดับวิกฤต ไม่ใช่รอให้ความเสียหายปรากฏแล้วจึงค่อยดำเนินการ
ปะการังแต่ละพื้นที่รับความร้อนไม่เท่ากัน ต้องหาแหล่งหลบภัย
อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการโครงการฯ ชี้ว่า ผลกระทบจากเอลนีโญไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบนิเวศทางทะเล แต่ยังส่งต่อไปถึงการตั้งถิ่นฐาน การเกษตรและประมง การท่องเที่ยว วิสาหกิจ และเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่ง การรับมือจึงต้องมองทั้งความเสียหายต่อธรรมชาติและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้คนซึ่งพึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้
ขณะที่ ลลิตา ปัจฉิม นักวิจัยด้านปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า ปะการังแต่ละชนิดและแต่ละพื้นที่ตอบสนองต่อความร้อนแตกต่างกัน โดยข้อมูลในปี 2567 พบว่า เกาะแสมสารมีปะการังฟอกขาว 62% และมีอัตราการตาย 33% ขณะที่เกาะล้านพบปะการังที่ไม่เกิดการฟอกขาวถึง 85%
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากความร้อนในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ปะการังไม่ได้มีความเปราะบางเท่ากันทั้งหมด การค้นหาและคุ้มครองแนวปะการังที่ทนทานต่อความร้อนจึงเป็นภารกิจสำคัญ เพราะพื้นที่เหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็น “แหล่งหลบภัย” และเป็นต้นทุนทางธรรมชาติสำหรับการฟื้นตัวของระบบนิเวศในอนาคต
มาตรการรับมือจึงควรใช้ข้อมูลแผนที่ความเสี่ยงควบคู่กับกลยุทธ์ฟื้นฟูปะการังตามหลักการ 4R เพื่อให้การจัดลำดับความสำคัญและการฟื้นฟูสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ไม่ใช้แนวทางเดียวกันกับทุกแนวปะการังโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่าง
ต้องลงพื้นที่สำรวจ “ปะการัง” ทุกจุด
เช่นเดียวกับ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอข้อมูลแนวโน้มอุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลกในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบตลอดทั้งปี พร้อมเน้นย้ำว่า แม้เอลนีโญจะมีความรุนแรง แต่ผลกระทบต่อปะการังไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกพื้นที่ เพราะยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ระยะเวลาที่ได้รับความร้อน กระแสน้ำ ความลึกของน้ำ และความเปราะบางของระบบนิเวศ
การคาดการณ์จึงต้องดำเนินควบคู่กับการสำรวจภาคสนาม เพื่อให้ทราบสถานการณ์จริงและกำหนดมาตรการได้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยเฉพาะการระบุจุดเสี่ยงสูงและแนวปะการังที่มีโอกาสรอดจากความร้อน เพื่อใช้ประกอบการวางแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูในระยะต่อไป
เสนอแผนรับมือระดับชาติ 3 ระยะ ไม่รอให้ปะการังฟอกขาว
ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย เสนอให้เร่งจัดทำแผนรับมือปะการังฟอกขาวระดับชาติ พร้อมเตรียมข้อมูลและมาตรการรองรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจและชุมชนก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูง โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ระยะที่ 1 ก่อนเกิดปะการังฟอกขาว (ม.ค.-มี.ค. 70) เร่งติดตามความร้อนในทะเล จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงและแนวปะการังที่มีความทนทานต่อความร้อน ตลอดจนพัฒนาระบบแจ้งเตือนสำหรับอุทยานแห่งชาติ ผู้ประกอบการดำน้ำ และชุมชนประมง เพื่อให้แต่ละพื้นที่เตรียมมาตรการได้ทันก่อนเกิดความเสียหาย
- ระยะที่ 2 ระหว่างเกิดปะการังฟอกขาว (เม.ย.–มิ.ย. 70) สำรวจและติดตามสถานการณ์ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ประเมินความรุนแรงของผลกระทบ และบริหารจัดการจุดดำน้ำโดยไม่ผลักภาระไปเพิ่มในพื้นที่อื่น พร้อมกำหนดมาตรการลดความเสียหายเพิ่มเติม เช่น ห้ามทิ้งสมอเรือหรือสัมผัสปะการัง
- ระยะที่ 3 หลังเกิดปะการังฟอกขาว (ก.ค. 70–ธ.ค. 71) ประเมินอัตราการตายและการฟื้นตัวของปะการังในช่วง 3–6 เดือน และติดตามผลหลังผ่านไป 12 เดือน โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแนวปะการังที่ยังรอดชีวิต การฟื้นฟูบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการจัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
แผนทั้งสามระยะสะท้อนว่า การรับมือวิกฤตปะการังฟอกขาวไม่ควรจำกัดอยู่ที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่การเตรียมพร้อม การลดความเสียหายระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการติดตามการฟื้นตัวและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระยะยาว
จี้ตั้งศูนย์ประสานงาน เชื่อมข้อมูล–งบประมาณ–ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
นอกจากแผนรับมือ 3 ระยะ สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยยังเสนอให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสถานการณ์ปะการังฟอกขาว ภายใต้กลไกคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านทรัพยากรทางทะเล อุทยานแห่งชาติ ประมง การท่องเที่ยว และสถาบันวิจัย ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว
อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารงบประมาณ โดยเสนอให้แยกงบสำหรับการเตรียมพร้อม การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการฟื้นฟูระยะยาว พร้อมจัดทำกรอบงบประมาณภายใน 30 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับดำเนินมาตรการตามช่วงเวลาที่กำหนด
สำหรับงานเร่งด่วน สมาคมฯ จะร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมประมง ขับเคลื่อน 6 ภารกิจ ได้แก่
- จัดตั้งเครือข่ายนักวิจัย กำหนดวิธีสำรวจที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และพัฒนาระบบแบ่งปันข้อมูล
- จัดทำรายงานความเสี่ยงแยกตามพื้นที่ฝั่งอันดามันและอ่าวไทย
- จัดทำแผนรับมือ 3 ระยะ พร้อมกำหนดเกณฑ์เตือนภัยและผู้มีอำนาจตัดสินใจ
- จัดทำแผนรองรับธุรกิจดำน้ำและเรือนำเที่ยว
- ประเมินความเสี่ยงต่อภาคประมงและชุมชนชายฝั่ง
- จัดทำกรอบงบประมาณฉุกเฉินและงบติดตามผลระยะยาว
ข้อเสนอเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้การรับมือวิกฤตเป็นระบบเดียวกัน ตั้งแต่การเฝ้าระวังและแจ้งเตือน การกำหนดมาตรการในพื้นที่ ไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานดำเนินการแยกส่วนในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
วิกฤตปะการังคือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ วิกฤตแนวปะการังเสียหายไม่เพียงเป็นความเสียหายสิ่งแวดล้อม เพราะปะการังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรสัตว์น้ำ ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และรายได้ของชุมชนชายฝั่ง การวางแผนรับมือจึงต้องให้ความสำคัญทั้งการรักษาระบบนิเวศและการลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชน
การระดมนักวิชาการจัดทำร่างข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล เพื่อผลักดันมาตรการเตรียมพร้อมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูงในปี 70
โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงอยู่ที่การเปลี่ยนข้อมูลคาดการณ์ให้เป็นการลงมือทำจริง ทั้งการเฝ้าระวังที่แม่นยำ การคุ้มครองแนวปะการังที่มีโอกาสรอด การกำหนดมาตรการลดความเสียหาย และการจัดสรรงบประมาณให้ทันต่อสถานการณ์ เพราะเมื่อคลื่นความร้อนมาถึง การรอให้ปะการังเปลี่ยนเป็นสีขาวก่อนจึงเริ่มลงมือ อาจหมายถึงการปล่อยให้ความเสียหายเกิดขึ้นเกินกว่าจะป้องกันได้ทัน
บทความที่เกี่ยวข้อง:




