ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เห็นช่องโหว่เชิงนโยบายของแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยในหลายจุด พร้อมกันนี้ได้สังเคราะห์ออกมาเป็นการจัดการความเสี่ยงผ่าน 4 ข้อเสนอเรือธง และ 16 ข้อเสนอเสริมในมิติเวลาต่าง ๆ รวม 20 ข้อเสนอแนะเชิงรุก เน้นปรับเปลี่ยนจากการ ‘ตั้งรับ’ และ ‘เยียวยา’ มาเป็นการจัดการเชิงรุก
- อ่าน วังวนน้ำท่วมไทย: จากต้นตอปัญหาที่มากกว่า ‘ฝน’ สู่ทางออกที่รัฐและชุมชนสามารถบรรเทาความเสียหายได้

4 ข้อเสนอเรือธง
จาก 20 ข้อเสนอโดยรวม มี 4 ข้อเสนอที่ครอบคลุมการดำเนินงานตั้งรับและเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพสูงหากทำได้จริง อย่างไรก็ตามการผลักดันข้อเสนอเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงยังมีความท้าทาย สำหรับ 4 ข้อเสนอ มีดังนี้:
- ผลักดันการจัดการภัยพิบัติ โดยมีชุมชนเป็นฐาน (CBDRM) เป็นวาระแห่งชาติ: กระจายอำนาจและงบประมาณให้ชุมชนจัดทำแผนเผชิญเหตุ มีทีมอาสาสมัคร และส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนสำรองอาหาร น้ำ ยา และวางแผนอพยพ หรือที่เรียกว่า CBDRM (Community-Based Disaster Risk Management) ที่ต้องจัดการโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
- เตรียมความพร้อมโรงพยาบาล/รพ.สต. พื้นที่ให้บริการสาธารณสุขและดูแลสุขภาพช่วงวิกฤต ควรมีระบบไฟ-น้ำสำรอง พร้อมจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียงเพื่อวางแผนเคลื่อนย้ายล่วงหน้า โดยสถานพยาบาลท้องถิ่นต้องการการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
- จัดทำทะเบียนผู้ประสบภัยกลาง: เชื่อมโยงตำแหน่งผู้ขอความช่วยเหลือและกลุ่มเปราะบาง โดยใช้ระบบดิจิทัลและข้อมูลชุมชนช่วยจัดสรรสิ่งของ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการแจกถุงยังชีพ ทะเบียนกลางนี้ควรจัดทำโดยกรมปภ.ร่วมกันกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
- ประเมินผลและถอดบทเรียนร่วมกับชุมชน: ร่วมมือกับชุมชนเพื่อประเมินความเสียหาย และนำข้อมูลไปปรับปรุงแผนรับมือในรอบถัดไป โดยหลักจะเป็นบทบาทของ ปภ.และอปท.
16 ข้อเสนอสนับสนุนการป้องกันภัยเชิงรุก
ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านล่าง เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเส้นเลือดฝอยจากเหตุการณ์อุทกภัย ที่หน่วยงานส่วนใหญ่ยังคงมองข้ามอยู่ โดยแบ่งตามช่วงระยะเวลาของภัย ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัย
ก่อนเกิดอุทกภัย: ป้องกันก่อนภัยมาถึง
- พัฒนาระบบข้อมูลน้ำและภัยพิบัติกลาง: เชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ น้ำ และภูมิประเทศเข้าสู่ฐานข้อมูลเดียวกัน เพิ่มสถานีตรวจวัดอัตโนมัติในพื้นที่ต้นน้ำ/ลำน้ำสาขา เพื่อทำแบบจำลองระดับพื้นที่ย่อยและใช้เกณฑ์วิกฤตเดียวกัน โดยเป็นหน้าที่หลักของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
- ปรับระเบียบการเงินการคลัง: กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ควรแก้ไขระเบียบให้ท้องถิ่นใช้งบประมาณป้องกัน สำรองเสบียง และจัดหาเครื่องมือได้ตั้งแต่ระยะคาดการณ์ว่าจะเกิดภัย โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายก่อน
- บังคับใช้ผังเมือง ที่สอดคล้องกับผังน้ำ: ควบคุมการก่อสร้างและการถมดินขวางทางน้ำ ฟื้นฟูลำคลองที่ถูกบุกรุก กำหนดให้คันดินถนน/ทางรถไฟมีช่องระบายน้ำเพียงพอ และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
- พัฒนาระบบเตือนภัยแบบเจาะจงพื้นที่ โดยระบุประเภทภัย ความรุนแรง เวลาที่น้ำจะมาถึง จุดอพยพ และสิ่งที่ต้องทำอย่างชัดเจน
- เสริมศักยภาพด้านเทคนิคให้ท้องถิ่น โดยพัฒนาบุคลากรด้าน GIS/อุทกวิทยา จับมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่จัดทำแผนที่เสี่ยงภัยระดับตำบล และติดตั้งเครื่องมือวัดน้ำที่ชุมชนอ่านค่าเองได้
- ตรวจสอบความแข็งแรงของฝาย อ่างเก็บน้ำ และคันกั้นน้ำต้นน้ำ
- ทบทวนที่ตั้งศูนย์อพยพให้ปลอดภัยจากน้ำท่วม
ระหว่างเกิดอุทกภัย: ช่วยเหลือให้ทันเวลาและทั่วถึง
- จัดตั้งระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS): กำหนดเกณฑ์ยกระดับเหตุการณ์ให้ชัดเจน และมอบอำนาจให้ผู้บัญชาการสั่งการข้ามหน่วยงานและข้ามเขตปกครองได้ทันทีตั้งแต่นาทีแรก พร้อมจัดฝึกซ้อมแผนร่วมกันเป็นประจำ
- รักษาความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐาน: ดูแลระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม ประปา และจัดเตรียมระบบสื่อสารสำรองสำหรับกู้ภัย
- บริหารเส้นทางและทรัพยากรกู้ภัยแบบรวมศูนย์: กำหนดเส้นทางยุทธศาสตร์กู้ภัย (ห้ามจอดรถขวาง) ทำระบบข้อมูลทรัพยากรกู้ภัยกลาง และจัดผู้นำทางในพื้นที่ให้กับทีมกู้ภัยนอกพื้นที่
- อพยพอย่างปลอดภัยและป้องกันไฟฟ้าดูด: ประสานงานตัดไฟเป็นรายพื้นที่เมื่อน้ำถึงระดับวิกฤต สื่อสารวิธีป้องกันอันตราย และจัดระบบดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินในพื้นที่อพยพ
- จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารภาวะวิกฤตแบบเสียงเดียว (Single Voice): มีโฆษกและช่องทางแถลงข่าวหลักเพียงแห่งเดียว พร้อมเพิ่มคู่สายสายด่วน และเพิ่มช่องทางแจ้งเหตุออนไลน์/แชตบอต
หลังเกิดอุทกภัย: ฟื้นฟูชีวิตและลดความเสี่ยงในครั้งต่อไป
- แก้กฎระเบียบงบฟื้นฟู: อนุญาตให้รัฐใช้งบซ่อมแซมสาธารณูปโภคในหมู่บ้านจัดสรรที่ยังไม่โอนเป็นนิติบุคคล หรือพื้นที่เอกชนที่ใช้ประโยชน์สาธารณะซึ่งเสียหายหนักได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
- ออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ: ผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พักชำระหนี้ แยกประวัติความเสียหายจากภัยพิบัติออกจากหนี้เสียเดิม และเร่งจ่ายเงินชดเชยให้แก่ SMEs และเกษตรกร
- ฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิม (Build Back Better): ยกระดับระบบไฟฟ้าในบ้านให้พ้นระดับน้ำ ติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว และสนับสนุนช่างชุมชนในการซ่อมแซมบ้าน
- ดูแลสุขภาพและสุขาภิบาล: เฝ้าระวังโรคระบาด ตรวจสอบคุณภาพน้ำประปา/น้ำดื่ม และจัดการขยะชั่วคราวอย่างเป็นระบบโดยความร่วมมือข้ามพื้นที่
กรณีตัวอย่าง วิธีกันภัยน้ำท่วมนครยะลา
พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา หรือ “นายกอ๋า” ดำเนินงานและวางแผนรับมือกับน้ำท่วมยะลามาหลายปี นับเป็นหนึ่งในการดำเนินงานภาคส่วนท้องถิ่นที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ความเสี่ยงลดลง ความเปราะบางของคนในพื้นที่ก็ลดลงเช่นกัน
ที่ผ่านมา นายกอ๋าเคยดำเนินการทำ GPS Mapping กลุ่มเปราะบาง ลงพิกัดผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และหญิงตั้งครรภ์ ติดตั้งเซนเซอร์ 50 กม.รอบยะลา เพื่อเก็บข้อมูลเรียลไทม์และจำลองสถานการณ์น้ำท่วมด้วย AI
รวมถึงมีการเตรียมอาสาสมัครขับเรือในชุมชนพร้อมเรือและเครื่องยนต์ พร้อมมีระบบการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ล่วงหน้ากว่า 8 ชม. ช่วงก่อนเกิดภัย เมื่อเกิดเหตุการณ์อุทกภัยขึ้นแล้ว นายกอ๋ามีประสบการณ์ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกถึง 16 แห่งเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน
แม้จะเป็นเพียงหนึ่งส่วนเล็ก ๆ ในแผนที่การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไทย แต่การลงมือทำในกรณีของนายกอ๋า ก็ทำให้เห็นความเป็นไปได้ของการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมก่อนเกิดเหตุ ตั้งรับอย่างเตรียมความพร้อม เพื่อลดความสูญเสียและการเยียวยาหลังเกิดภัยขึ้นแล้ว อีกทั้งยังย้ำให้เห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยในระดับประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่หน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนความแข็งแรงของท้องถิ่นแบบเทศบาลยะลาให้สำเร็จ
จากข้อเสนอสู่วิธีลงมือทำ ใครต้องเริ่มก่อน
การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจำเป็นต้องแบ่งบทบาทการทำงานออกเป็นหลายระดับ:
- ระดับชุมชนและครัวเรือน: จัดเตรียมเสบียง วางแผนอพยพ จัดตั้งทีมอาสาสมัคร แจ้งเตือนภัยภายในชุมชน และช่วยตรวจสอบข้อมูลกลุ่มเปราะบาง เช่น ตัวอย่างของตำบลวิสัยใต้ จังหวัดชุมพร ที่พึ่งพาตนเองด้วยการจัดตั้งโรงครัวกลางและทีมอาสาสมัครตำบลเพื่อแก้ปัญหาเบื้องต้นก่อนรับความช่วยเหลือจากอำเภอ ครอบคลุมตั้งแต่ในพื้นที่บ้านและครอบครัว หมู่บ้าน ชุมชน ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภายในพื้นที่
- ระดับหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง: ต้องเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลน้ำ ปรับระเบียบงบประมาณ บังคับใช้ผังเมือง จัดทำระบบบัญชาการร่วม และทำทะเบียนผู้ประสบภัยกลาง ซึ่งต้องใช้อำนาจตามกฎหมายและงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์ เทคโนโลยี บุคลากร ให้แก่ท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้การปฏิบัติตามแผนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
วงจรปัญหาจากอุทกภัยไม่ได้เริ่มและจบลงแค่ในช่วงที่ฝนตกหนัก แต่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การเตรียมพร้อม การเผชิญเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟู การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน ท้องถิ่น ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบาย เพื่อเปลี่ยนจากการตั้งรับภัยพิบัติเป็นการจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง




