ขยะพิษไม่ได้เดินเข้ามาเอง แต่เกิดจากระบบที่ปล่อยให้ “ทำผิดแล้วคุ้ม” คือผู้ร่วมรับผิดชอบ
หลังจากปริมาณสารพิษทะลักออกมาช่วงน้ำท่วม และจากการตรวจกองขยะอิเล็กทรอนิกส์หลายหมื่นตันในโรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตและไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่เพียงการทิ้งขยะผิดที่ผิดทาง แต่เป็น “อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม” ที่ดำเนินการเป็นขบวนการ ตั้งแต่ลักลอบนำเข้า สำแดงเอกสารเท็จ ตั้งโรงงานกำจัดขยะเถื่อน ไปจนถึงนำกากอันตรายไปบดผสมดินผสมปุ๋ยหรือทิ้งในพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อให้ได้กำไรจากต้นทุนที่ถูกที่สุด โดยมีประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้จ่ายแทน
ตัวเลขมันฟ้องว่าระบบล้มเหลว
เมื่อ 22 ต.ค.69 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง เขต 5 พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และการจัดการกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน และเปิดเผยข้อมูลที่น่าตระหนกตกใจ
ฝ่ายรัฐบาลยอมรับในสภาว่า การกำจัดของเสียจากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องมีต้นทุนราว 800,000–1,000,000 บาทต่อรถบรรทุกหนึ่งคัน แต่ลักลอบทิ้งแล้วถูกจับ เสียค่าปรับเพียง 200,000–300,000 บาท ซึ่งเท่ากับการยอมรับกลาย ๆ ว่ากฎหมายปัจจุบัน เอื้อให้เกิด “การทำผิด” มีราคาถูกกว่า “การทำถูก” ดังนั้นผู้ประกอบการที่เลือกฝ่าฝืนจึงไม่ได้เสี่ยงอะไรมากนัก คนที่ต้องเสี่ยง คือชาวบ้านที่อยู่ใกล้โรงงาน
รัฐตื่นเมื่อเป็นข่าว สะท้อนกลไกล้มเหลว
ประเทศไทยห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่ปี 2563 แต่ผ่านมาหลายปี ขยะจากนอกประเทศก็ยังคงทะลักเข้ามาและกองสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายพื้นที่ ราวกับว่าเป็นขยะจากอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งฝ่ายบริหารยอมรับว่ามี “ความหละหลวมในการตรวจสอบ” และเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจโรงงานได้ทั่วถึง ในขณะที่โรงงานคัดแยก กำจัด และรีไซเคิลของเสียมีถึง 3,049 แห่ง และครึ่งหนึ่งกระจุกอยู่ในห้าจังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และปราจีนบุรี และพื้นที่ที่รู้กันอยู่แล้วว่า “เสี่ยง”
สิ่งน่าอับอายที่สุด คือผู้ที่ขุดคุ้ยความจริงขึ้นมา คือภาคประชาชนและสื่อท้องถิ่น ซึ่งต้องสืบเบาะแสและเฝ้าระวังด้วยตัวเอง บางรายถูกข่มขู่ ขณะที่หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณและอำนาจตามกฎหมายกลับตามหลังชาวบ้าน บางกรณีมีพฤติกรรมน่าสงสัย ยิางกว่านั้น ภาครัฐเริ่มขยับอย่างชัดเจนหลังเหตุน้ำท่วมทำให้ปัญหาการปนเปื้อนกลายเป็นข่าวใหญ่ คำถามที่รัฐต้องตอบคือ ถ้าไม่มีน้ำท่วม ปัญหาเหล่านี้จะได้รับการเหลียวแลหรือไม่
ด่านศุลกากร: ประตูที่เปิดค้างรับขยะต่างแดน
ถ้าต้องการหยุดปัญหา รัฐบาลต้องปิดที่ต้นทาง (อย่างจริงจัง) แต่ช่องโหว่ที่ด่านนำเข้ายังเปิดกว้าง ทั้งเขตปลอดอากรที่ถูกใช้เป็นจุดพักและสับเปลี่ยนสินค้า และระบบแยกช่องตรวจ หรือ Red Line/Green Line ที่อาจถูกใช้หลบเลี่ยงการตรวจ ซึ่งตัวแทนรัฐบาลเองยอมรับว่าสินค้าที่สำแดงกับของจริงในตู้คอนเทนเนอร์อาจ “ไม่ตรงกัน” แต่สินค้าทั้งหมดที่มาจากประเทศ “ต้องสงสัย” เข้าช่องตรวจเข้มและผ่านเอกซเรย์ จึงดำเนินการทันที ไม่ใช่รอตรวจสอบ
อีกประเด็นที่ไม่อาจยอมรับได้จากเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรคือ กรณีส.ส.ที่ยื่นกระทู้ถาม ระบุว่ามีหมายเลขตู้คอนเทนเนอร์และภาพถ่ายประกอบ ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลการขนส่งจากกรมศุลกากร ถ้าเป็นเช่นนี้ ประชาชนทั่วไปจะตรวจสอบได้อย่างไร และหน่วยงานรัฐมีอะไรต้องปิดบังหรือไม่ และเป็นไปได้อย่างไรที่กองขยะขนาดเท่าภูเขาทยอยเข้ามาในประเทศไทยโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่สามารถตรวจสอบหรือดำเนินการอะไรได้
ใครจะเก็บกวาดความเสียหาย
แม้ว่าหลังเป็นข่าวใหญ่โต “น้ำมา ตอโผล่” เจ้าหน้าที่ “โชว์” การจับกุม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สารพิษหายไป และของเสียอันตรายจำนวนมหาศาลยังตกค้างในปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นภัยคุกคามสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ยิ่งกว่านั้น หากจะมีการฟื้นฟู ก็พบว่าภาระการฟื้นฟูมักตกอยู่กับภาครัฐ ซึ่งก็คือภาษีของประชาชนทั้งประเทศ เพราะผู้ประกอบการที่ทำกำไรจากการลักลอบทิ้งมักไม่ต้องรับผิดชอบตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
หน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลมักจะชี้แจงว่า หากมีอันตรายต่อประชาชน สามารถประสานตำรวจเพื่อขอเคลื่อนย้ายของเสียก่อนคดีสิ้นสุด โดยใช้งบกลางหรืองบแผ่นดินออกไปก่อน หลังจากนั้นเรียกเก็บคืนจากผู้กระทำความผิดภายหลัง แม้ว่าแนวทางนี้ถูกต้อง แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเรื่องกรอบเวลา หน่วยงานผู้รับผิดชอบ และช่องทางให้ประชาชนติดตามความคืบหน้า ซึ่งถือว่าไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจนัก
ไม่ใช่เวลาประกาศ แต่เป็นเวลาลงมือ
แม้ว่าหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม “ประกาศ” จะตั้งทีมตรวจสอบถึง 50 ทีม เพื่อตรวจโรงงานกว่า 1,500 แห่ง และประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี แต่ที่ผ่านมา คนไทยเคยเห็นมาตรการเข้มข้นที่ตามมาหลังเป็นข่าวแล้วเงียบหายไปมากพอแล้ว ปัญหานี้สะสมมานาน และเกี่ยวพันกับกลุ่มทุนทั้งไทยและต่างชาติ
รัฐบาลต้องพิสูจน์ว่ายืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน อีกทั้งต้องจัดการเด็ดขาดกับผู้ที่ได้กำไรจากการวางยาพิษชุมชนใกล้เคียง โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมที่รัฐบาลส่งเสริม ดังนั้น รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจังและเปิดเผยผลต่อสาธารณะ รวมถึงเริ่มฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนทันทีโดยไม่รอให้คดีสิ้นสุด หาไม่ก็มีเหตุผลที่จะสรุปว่า การประกาศครั้งนี้เป็นเพียง “ดับกระแสข่าว”
แต่หากทุกอย่างเป็นเพียง “ดับกระแสข่าว” เพื่อรอปัญหาวนกลับมาใหม่ “ด่านยังคงเปิด” ต้อนรับขยะถมบ้านตัวเอง นายทุนไทยและต่างชาติ ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบางพื้นที่หากำไรบนความเสี่ยงใน “ชีวิตของผู้อื่น” (เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต) ในที่สุดแล้ว “ภาคประชาชน” อาจเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้ ในการสอดส่องดูแลพื้นที่ ในยุคที่กลไกรัฐพิกลพิการ
บทความที่เกี่ยวข้อง:




