ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมกำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเพราะสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในทันที แต่ยังอาจทิ้งภาระระยะยาวไว้กับชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม และงบประมาณภาครัฐ หากของเสียอันตรายปนเปื้อนลงสู่ดิน แหล่งน้ำ หรืออากาศ การฟื้นฟูพื้นที่อาจต้องใช้เวลานานและใช้งบประมาณจำนวนมาก
กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงเตรียมผลักดันการปรับปรุงกฎหมายโรงงาน ควบคู่กับร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นใน การรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ตามมาตร 77 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อยกระดับการจัดการของเสียอันตรายให้มีความเข้มงวดและเป็นระบบมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบอย่างแท้จริง
สาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ …ที่ได้รับความสนใจคือ แนวทางเพิ่มโทษปรับกรณีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 200,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็นระดับหลักสิบล้านบาท พร้อมมาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์ ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิด และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย
ปิดช่องว่าง “ทิ้งผิดยังคุ้มกว่า”
วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า กระทรวงกำลังเร่งผลักดันการปรับปรุงกฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรมและกฎหมายโรงงาน เนื่องจากบทลงโทษเดิมยังไม่สอดคล้องกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
ที่ผ่านมา การลักลอบนำของเสียอันตรายออกไปกำจัดนอกระบบ การทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือการหลีกเลี่ยงต้นทุนการบำบัดตามมาตรฐาน ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่โทษปรับเดิมอาจต่ำกว่าต้นทุนการกำจัดที่ถูกต้อง จึงไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายได้เพียงพอ
แนวคิดการเพิ่มโทษปรับเป็นระดับหลักสิบล้านบาทจึงมีเป้าหมายเพื่อให้การกระทำผิดไม่คุ้มค่าอีกต่อไป โดยเฉพาะในกรณีความผิดร้ายแรงหรือการกระทำผิดซ้ำ
อย่างไรก็ตาม อัตราค่าปรับที่แน่นอน เงื่อนไขการบังคับใช้ และประเภทของความผิดที่จะอยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าว ยังต้องรอรายละเอียดจากร่างกฎหมายและกระบวนการพิจารณาอย่างเป็นทางการ
ค่าปรับไม่ใช่จุดจบ ผู้ก่อมลพิษต้องจ่ายค่าฟื้นฟู
การแก้กฎหมายครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพิ่มค่าปรับเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการเพิ่มมาตรการทางทรัพย์สิน เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือจัดการกับผู้กระทำผิดได้มากขึ้น
แนวทางที่อยู่ระหว่างผลักดันประกอบด้วย การยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด การริบทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน
หลักคิดสำคัญคือ ผู้ก่อมลพิษไม่ควรชำระค่าปรับแล้วสิ้นสุดความรับผิดชอบ หากความเสียหายเกิดขึ้นกับดิน น้ำ แหล่งเกษตรกรรม หรือสุขภาพของประชาชน ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการแก้ไขและเยียวยาอย่างเหมาะสม
ร่างกฎหมายยังวางแนวทางให้มีการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้รัฐสามารถเข้ามามีบทบาทเป็นคู่ความหรือตัวแทนในการต่อสู้คดี เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น
ผู้ก่อกำเนิดต้องรับผิดชอบจนกว่าขยะจะถูกกำจัด
ร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรมมีอีกหลักการสำคัญคือ ให้ผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมรับผิดชอบของเสียที่เกิดขึ้นจนกว่าจะกำจัดเสร็จสิ้นอย่างถูกต้อง ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้รับขนส่งหรือผู้รับกำจัดเพียงฝ่ายเดียวได้
หลักการนี้สอดคล้องกับแนวคิดสากล 2 ประการ ได้แก่
- หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย: ผู้ที่ก่อให้เกิดของเสียหรือมลพิษต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและผลกระทบที่เกิดขึ้น
- หลักความรับผิดชอบของผู้ผลิตตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์: ผู้ผลิตหรือผู้ก่อกำเนิดต้องร่วมรับผิดชอบตั้งแต่ช่วงการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์
ภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว การเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมอันตรายจะต้องได้รับอนุญาต ส่วนกากที่ไม่อันตรายให้ดำเนินการในรูปแบบการแจ้ง ขณะที่ผู้รวบรวม ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดกากอุตสาหกรรมต้องมีใบอนุญาต
ใบอนุญาตจะมีอายุไม่เกิน 3 ปี และสามารถต่ออายุหรือโอนได้ตามเงื่อนไข แต่ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือถูกจำหน่ายการแจ้ง จะไม่สามารถขออนุญาตใหม่ได้จนกว่าจะพ้นระยะเวลา 6 ปี
ขยะอิเล็กทรอนิกส์: ห้ามทิ้งปนขยะทั่วไป
อีกประเด็นที่ร่างกฎหมายให้ความสำคัญ คือการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจมีสารอันตราย เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และลิเทียม หากถูกทิ้งหรือรื้อแยกชิ้นส่วนอย่างไม่ถูกวิธี สารเหล่านี้อาจรั่วไหลลงสู่ดินและน้ำ หรือฟุ้งกระจายในอากาศได้
ร่างกฎหมายจึงกำหนดห้ามทิ้ง รวบรวม หรือกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในที่ดินของผู้อื่น พื้นที่สาธารณประโยชน์ หรือที่รกร้าง รวมถึงห้ามทิ้งปนกับขยะทั่วไป
นอกจากนี้ ยังห้ามถอดแยกชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่เป็นการซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ การศึกษา การทดลอง การวิจัย หรือการดำเนินการโดยสถานที่กำจัดที่ได้รับอนุญาต
ผู้ครอบครองหรือผู้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะต้องส่งมอบซากผลิตภัณฑ์ไปยังสถานรวบรวมหรือผู้กำจัดที่อยู่ในระบบ ขณะที่ผู้รวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย
ซากรถยนต์ก็เป็นขยะอันตราย
ซากรถยนต์ที่ถูกทิ้งไว้ในที่สาธารณะไม่ได้ส่งผลเพียงด้านทัศนียภาพหรือการกีดขวางการจราจรเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นแหล่งของเหลวอันตราย เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำหล่อเย็น และแบตเตอรี่ รวมถึงชิ้นส่วนพลาสติกที่อาจติดไฟได้
หากสารตกค้างเหล่านี้รั่วไหลลงสู่พื้นดิน อาจนำไปสู่การปนเปื้อนของดินและแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ
ร่างกฎหมายจึงเสนอให้ควบคุมการทิ้งซากรถยนต์อย่างเข้มงวด โดยห้ามทิ้งในที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่รกร้าง ทางสัญจร สถานที่ราชการ หรือที่ดินของผู้อื่น เว้นแต่เป็นการนำไปยังผู้รวบรวมหรือผู้กำจัดที่ได้รับอนุญาต
ในกรณีพบซากรถ เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถแจ้งหรือปิดประกาศให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองย้ายรถภายใน 30 วัน หากไม่ดำเนินการ เจ้าหน้าที่อาจสั่งกำจัดซากรถตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้
เตรียมรับซากแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ EV
นอกจากกากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ภาครัฐยังต้องเตรียมรับมือกับขยะจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะซากแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า
เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้หมดอายุการใช้งาน ประเทศจำเป็นต้องมีระบบรองรับตั้งแต่การรวบรวม คัดแยก ซ่อมแซม นำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการรีไซเคิลอย่างได้มาตรฐาน มิฉะนั้นอุปกรณ์ที่เคยถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด อาจกลายเป็นของเสียอันตรายจำนวนมากในอนาคต
กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีแนวทางศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล เพื่อรวบรวมผู้ประกอบการด้านรีไซเคิลและการจัดการของเสียให้อยู่ในพื้นที่ที่สามารถกำกับดูแลได้เป็นระบบ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการควบคุมมลพิษ และมาตรฐานความปลอดภัย
ตั้งกองทุนรองรับการเยียวยาและยกระดับอุตสาหกรรม
ร่างกฎหมายยังเสนอให้จัดตั้ง “กองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน” ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเป็นแหล่งทุนสนับสนุนการปรับปรุงเทคโนโลยี การพัฒนานวัตกรรม และการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่การผลิตที่ยั่งยืน
แหล่งเงินของกองทุนจะมาจากค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ หลักประกันค่าเสียหาย และทรัพย์สินที่ได้รับโอนตามกฎหมาย
ผู้รวบรวม ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดกากอุตสาหกรรมยังอาจต้องวางหลักประกันค่าเสียหายและทำประกันภัย เพื่อให้มีเงินพร้อมใช้สำหรับเยียวยาความเสียหายต่อบุคคล ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม หากเกิดเหตุจากการดำเนินกิจการ
มาตรการนี้มีเป้าหมายลดภาระที่รัฐต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเข้าไปแก้ไขความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินงานของภาคเอกชน
ข้อท้วงติง: กฎหมายใหม่ต้องไม่ซ้ำซ้อน และต้องบังคับใช้ได้จริง
แม้แนวทางเพิ่มโทษจะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม แต่ยังมีข้อสังเกตว่าการแก้ปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มบทลงโทษหรือออกกฎหมายใหม่
พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอข้อสังเกต 4 ประเด็นต่อแนวทางของรัฐบาล ได้แก่
- การบังคับใช้คือปัญหาหลัก: ประเทศไทยมีกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกากอุตสาหกรรมอยู่แล้ว การเพิ่มโทษจึงต้องทำควบคู่กับการบังคับใช้ที่จริงจังและต่อเนื่อง
- ต้องระวังความซ้ำซ้อน: ขยะอิเล็กทรอนิกส์บางส่วนเกิดจากภาคครัวเรือน การรวมเรื่องดังกล่าวไว้ในกฎหมายอุตสาหกรรมอาจทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น อีกทั้งยังต้องมีความชัดเจนต่อขยะประเภทอื่น เช่น พลาสติกและเศษวัสดุก่อสร้าง
- กลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตยังไม่ชัด: รัฐควรบังคับใช้หลักความรับผิดชอบของผู้ผลิตตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง ตั้งแต่ระบบรับคืนซากผลิตภัณฑ์จนถึงค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิล
- กองทุนควรตอบโจทย์ผู้ก่อปัญหาเป็นผู้จ่าย: กองทุนไม่ควรเน้นเพียงการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม แต่ควรสร้างระบบที่ทำให้ผู้ผลิตเข้ามาร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการซากผลิตภัณฑ์ด้วย
พรรคประชาชนจึงเสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากร เพื่อบูรณาการการจัดการขยะทุกประเภทไว้ในระบบเดียว และวางกลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตให้ชัดเจนขึ้น
บททดสอบไม่ได้อยู่ที่โทษหนัก แต่อยู่ที่การบังคับใช้
สถานะปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรมยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา โดยเคยเสนอเข้าสู่สภาเมื่อปี 2568 ก่อนถอนออกเพื่อปรับปรุง และมีการตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาร่างใหม่ และปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งต้องจับตาต่อไปว่ากฎหมายจะเข้าสู่สภาผ฿่แนราษฏรได้เมื่อไหร
อย่างไรก็ตามไม่ว่าร่างกฎหมายจะมีบทลงโทษรุนแรงเพียงใด ความสำเร็จของการแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีระบบติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง มีการตรวจสอบโรงงาน ผู้ขนส่ง และผู้รับกำจัดอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีกลไกที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบต่อของเสียของตนอย่างแท้จริง
การจัดการกากอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงเรื่องของการลงโทษผู้กระทำผิด แต่คือการสร้างระบบที่ไม่เปิดช่องให้ของเสียอันตรายหลุดออกไปสร้างผลกระทบกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรก
บทความที่เกี่ยวข้อง:




