การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ…ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน รองรับสังคมสูงวัย และเพิ่มความคุ้มครองแก่ผู้ประกันตนอย่างครอบคลุม
เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ใช้บังคับมานาน มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงใหม่ มีดังนี้
- ขยายอายุผู้ประกันตน และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ โดยเพิ่มอายุขั้นสูงของลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 จากเดิม 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เพื่อรองรับแรงงานสูงอายุ
- ขยายสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรต่อเนื่องอีก 6 เดือนหลังออกจากงาน
- เพิ่มเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร ให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
- เพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้ กรณีทุพพลภาพอันมิใช่จากการทำงาน เป็นไม่เกิน 70% ของค่าจ้าง (จากเดิม 50%)
- เปิดให้ผู้ประกันตน ที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน สามารถเลือกรับเงิน บำนาญชราภาพ หรือ บำเหน็จชราภาพ ได้เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
- เปิดให้ผู้ประกันตน ที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนก่อนอายุ 55 ปีได้ ในกรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่อความเป็นอยู่ของผู้ประกันตน หรือนำเงินชราภาพบางส่วนไปเป็นหลักประกันกู้เงินกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้ วงเงินไม่เกิน 30% ของเงินชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง
- เปิดทางให้ผู้รับบำนาญชราภาพที่ออกจากงาน แต่ยังต้องการความคุ้มครอง (เช่น สิทธิรักษาพยาบาล) สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อได้ โดยรัฐร่วมสมทบ 1 ส่วน ผู้ประกันตนสมทบ 2 ส่วน (คุ้มครองกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย)
- ปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (เช่น การไม่ยื่นแบบรายการภายในกำหนด) ให้เปลี่ยนจากโทษทางอาญา เป็นการปรับเป็นพินัยตาม พ.ร.บ. การปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เพื่อความเหมาะสมและเป็นธรรม
ครม. ได้รับทราบแผนการจัดทำกฎหมายลำดับรอง รวม 18 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่ปรับปรุงใหม่ ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) พิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
รายละเอียด ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ…
| ประเด็น | รายละเอียด |
| 1. คณะกรรมการประกันสังคม
คณะกรรมการการแพทย์ คณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการตรวจสอบ
|
• แก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการประกันสังคมมีอำนาจในการวางระเบียบเกี่ยวกับการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้มีอำนาจวางระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินของกองทุนเท่านั้น)
• เพิ่มลักษณะต้องห้ามของกรรมการประกันสังคมซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยกำหนดให้บุคคลดังกล่าวต้องไม่เป็นกรรมการในคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ และแก้ไขเพิ่มเติมให้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการประกันสังคมมาใช้กับคณะกรรมการการแพทย์ด้วย (ปรับปรุง) • แก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการประกันสังคม ที่ปรึกษาและคณะกรรมการการแพทย์ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี เพียงวาระเดียว (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้มีวาระคราวละ 2 ปี และได้รับการแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน) • กำหนดเพิ่มเติมให้องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบมีความชัดเจนยิงขึ้น โดยรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความชำนาญและประสบการณ์ในด้านการบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงิน การคลัง กฎหมายและด้านอื่น ๆ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจ เช่น จัดทำกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบให้สอดคล้องกับขอบเขตความรับผิดชอบในการดำเนินงานของกองทุน โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคม และมีการสอบทานความเหมาะสมของกฎบัตรดังกล่าวอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งสอบทานประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการควบคุมภายใน กระบวนการบริหารความเสี่ยง และกระบวนการกำกับดูแลที่ดี (ปรับปรุง เติมกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยหลักเกณฑ์วิธีการได้มา องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด) |
| 2. ที่มาและรายได้ของ
เงินกองทุนประกันสังคม
|
• แก้ไขเพิ่มเติมที่มาและรายได้ของเงินกองทุนประกันสังคม โดยกำหนดให้เงินกองทุนมาจาก 1) เงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้าง ผู้ประกันตนตามมาตรา 39/1 และผู้ประกันตนตามมาตรา 40 และมาตรา 46 และ 2) เงินที่เป็นรายได้ของกองทุน ได้แก่ เงินสมทบที่นายจ้างที่นำส่งในส่วนของตนหรือผู้ประกันตนเกิน เงินสมทบที่ประเมินเกินหลังจากที่พิสูจน์ว่านายจ้างชำระเกินแล้ว เงินเหลือจากการยึด อายัดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สิน เงินค้างจ่ายของผู้ประกันตน เงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 39/1 นำส่งเกิน และเงินประโยชน์ทดแทนค้างจ่าย แต่ไม่มีผู้ขอรับเงินคืน ตามมาตรา 47 มาตรา 47 ทวิ มาตรา 50 มาตรา 51/1 มาตรา 53 และมาตรา 56 เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ประกันตนตามมาตรา 39/1 และการคืนเงินสมทบหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือประโยชน์ทดแทนซึ่งได้นำส่งไว้เกินหรือกรณีไม่มีผู้มาขอรับเงินดังกล่าวคืนตามที่พระราชบัญญัตินี้แก้ไข (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้เงินกองทุนมาจากเงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 40 และมาตรา 46 และเงินที่ตกเป็นของกองทุน ได้แก่ เงินสมทบที่นายจ้างที่นำส่งในส่วนของตนหรือผู้ประกันตนเกิน เงินสมทบที่ประเมินเกินหลังจากที่พิสูจน์ว่านายจ้างชำระเกินแล้ว เงินเหลือจากการยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สิน เงินค้างจ่ายของผู้ประกันตน และเงินประโยชน์ทดแทนค้างจ่ายแต่ไม่มีผู้ขอรับเงินคืน ตามมาตรา 47 มาตรา 47 ทวิ ตามมาตรา 50 ตามมาตรา 53 และมาตรา 56) |
| 3. ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และสิทธิประโยชน์ | • แก้ไขเงื่อนไขความเป็นผู้ประกันตน โดยกำหนดให้ลูกจ้าง ซึ่งอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และอายุไม่เกิน 65 ปี (เดิม อายุไม่เกิน 60 ปี) หรืออายุขั้นสูงตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาเป็นผู้ประกันตน เพื่อให้แรงงานกลุ่มผู้สูงอายุได้รับความคุ้มครองในระบบประกันสังคม (ปรับปรุง)
• เพิ่มหลักเกณฑ์ให้มีการทบทวนค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามกฎกระทรวงอย่างน้อยทุก 5 ปี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตน (เพิ่มเติม) • แก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนในกรณีที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างและได้ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนเวลา มีสิทธิได้รับประโยชน์ ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรต่อไปอีก 6 เดือนหรือตามระยะเวลาที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยการตราพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องไม่เกิน 12 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง เพื่อขยายความคุ้มครองให้ผู้ประกันตนได้รับมากขึ้น (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้ผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจะได้รับประโยชน์ทดแทน 4 กรณี คือ กรณีเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีคลอดบุตรและกรณีตาย) |
| 4. ความเป็นผู้ประกันตน
ตามมาตรา 39 และสิทธิ ประโยชน์
|
• แก้ไขเงื่อนไขการสมัครเป็นผู้ประกันตน โดยกำหนดให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน (ปรับปรุง เดิมกำหนดไม่น้อยกว่า 12 เดือน) และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลง ถ้าผู้นั้นประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อ สปส. ตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเพื่อให้เงื่อนไขในส่วนของระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนที่ต้องการมาสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 มีความเหมาะสม (คงเดิม)
• แก้ไขการคำนวณเงินเพิ่มค้างชำระเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โดยผู้ประกันตนซึ่งไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบจากเดิม “สำหรับเศษของเดือนถ้าถึง 15 วันหรือกว่านั้นให้นับเป็น 1 เดือน ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง” เป็น “ทั้งนี้ เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย” เพื่อให้การคำนวณเงินเพิ่มค้างชำระเงินสมทบมีความชัดเจนและเป็นธรรมต่อผู้ประกันตน (ปรับปรุง) |
| 5. ความเป็นผู้ประกันตนตาม
มาตรา 39/1 และสิทธิ ประโยชน์
|
• กำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนซึ่งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 และมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ถ้าประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนโดยมีสิทธิรับเงินชราภาพ ให้แสดงความจำนงต่อ สปส. ตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (จากเดิม ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพ เมื่ออายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง (เช่น ลาออก) โดยต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 150 เดือน และจะสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 อีกได้ แต่ให้งดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพ) เนื่องจากมีข้อเรียกร้องของผู้รับบำนาญชราภาพที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองโดยเฉพาะในส่วนของการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
• กำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมให้รัฐบาลและผู้ประกันตนออกเงินสมทบเข้ากองทุน โดยรัฐบาลออก 1 เท่า และผู้ประกันตนออก 2 เท่า ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน 3 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพและกรณีตาย โดยสิทธิดังกล่าวไม่สามารถโอนได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (เดิม ยังไม่เคยกำหนดให้มีผู้ประกันตนตามมาตรา 39/1 จึงมิได้มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้) |
| 6. การนำส่งเงินสมทบ
ของนายจ้างและการคืน เงินสมทบ
|
• กำหนดขั้นตอนการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง โดยให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตนทุกครั้งที่มีการจ่ายตามจำนวนที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนผู้ประกันตนและนายจ้างต้องนำเงินสมทบในส่วนผู้ประกันตนที่ได้หักไว้และนายจ้างให้แก่ สปส. ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสมทบไว้ พร้อมทั้งยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบตามแบบและวิธีการที่เลขาธิการประกาศกำหนด (คงเดิม)
• กำหนดขั้นตอนกรณีที่นายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบหรือนำส่งไม่ครบภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสมทบไว้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะมีคำเตือนเป็นหนังสือ เพื่อให้นายจ้างนำเงินสมทบที่ค้างและเงินเพิ่มชำระภายในกำหนดไม่น้อยกว่า 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ (คงเดิม) • แก้ไขเพิ่มเติมขั้นตอนการขอคืนเงินสมทบที่เกินจำนวนที่ต้องชำระ โดยกำหนดให้นายจ้าง ผู้ประกันตน หรือบุคคลผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินสามารถดำเนินการ (ปรับปรุง) ดังนี้ 1. นายจ้างมีสิทธินำเงินสมทบส่วนที่เกินไปนั้นมาหักจากจำนวนเงินที่ต้องนำส่งให้ สปส. ในงวดถัดไป ให้เป็นไปตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด (กรณีผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่เป็นลูกจ้าง) (เดิมมิได้กำหนดไว้) หรือนายจ้างผู้ประกันตน หรือบุคคล ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินยื่นคำร้องขอรับเงินในส่วนที่เกินคืนได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สปส. (ปรับปรุง เดิมให้นายจ้างหรือผู้ประกันตนยื่นคำร้องขอรับเงินในส่วนที่เกินคืนได้ตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดแต่ถ้านายจ้างหรือผู้ประกันตนไม่มารับเงินดังกล่าวภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับเงินให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน) 2. ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 39/1 มีสิทธินำเงินสมทบส่วนที่เกินไปนั้นมาหักจากจำนวนเงินที่ต้องนำส่งให้ สปส. ในงวดถัดไป ให้เป็นไปตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด หรือยื่นคำร้องขอรับเงินในส่วนที่เกินคืนได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สปส. (เพิ่มเติม) • แก้ไขเพิ่มเติมขั้นตอนการคืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกรณีไม่นำส่งเงินสมทบหรือเงินเพิ่ม โดยกำหนดให้หักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด การขายทอดตลาด การชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มที่ค้างชำระ ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่นายจ้าง โดยให้ สปส. แจ้งนายจ้างหรือบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินมารับเงินคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สปส. (ปรับปรุง เดิม หากมีเงินเหลือให้คืนแก่นายจ้างโดยเร็ว ถ้านายจ้างมิได้เรียกเงินที่เหลือคืนให้ตกแก่กองทุน) • เพิ่มขั้นตอนให้นายจ้าง ผู้ประกันตน หรือผู้ซึ่งได้รับแจ้งนั้นไม่มาขอรับเงินสมทบที่ชำระเกิน หรือเงินเหลือที่ได้จากการขายทอดตลาด คืนภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สปส. ให้ สปส. ฝากเงินนั้นในบัญชีของ สปส. และหากไม่รับเงินคืนภายใน 10 ปีให้โอนเงินเข้าบัญชีเป็นรายได้ของกองทุนประกันสังคม ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สามารถขอรับเงินได้ภายหลังพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการฝากเงินไว้กับธนาคาร (เพิ่มเติม) |
| 7. สิทธิได้รับเงินสงเคราะห์
การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรและเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ
|
• แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรไม่เกิน 2 ครั้ง เป็นการเหมาจ่ายในอัตราครั้งละร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เป็นเวลา 98 วัน (จากเดิม 90 วัน) หรือระยะเวลาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อกำหนดให้ผู้ประกันตน มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเพิ่มขึ้น (ปรับปรุง)
• แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนทุพพลภาพอันมิใช่จากการทำงานมีสิทธิ์ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพเป็นรายเดือนไม่เกินร้อยละ 70 ของค่าจ้าง (จากเดิมไม่เกินร้อยละ 50 ของค่าจ้าง) เพื่อมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพเพิ่มขึ้น (ปรับปรุง) |
| 8. ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
|
• กำหนดประเภทของประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ได้แก่ 1) เงินเลี้ยงชีพรายเดือน และ 2) เงินบำเหน็จที่จ่ายให้ครั้งเดียว (คงเดิม)
• แก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขการกำหนดกฎกระทรวงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยให้นำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกรณีชราภาพทั้งหมดมารวมคำนวณและปรับค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน (ปรับปรุง เดิมมิได้กำหนดรายละเอียดในส่วนนำค่าจ้างมาคำนวณเงินสมทบไว้) • แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิเลือกได้รับเงินบำนาญชราภาพหรือเงินบำเหน็จชราภาพ (ขอเลือก) ตั้งแต่วันที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โดยให้ได้รับเงินนั้นวัน/เดือนถัดไปที่อายุครบ 55 ปี หรือวัน/เดือน ที่ความเป็นผู้ประกันตนนั้นสิ้นสุดลง และให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานไปจนกว่าสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานสิ้นสุดลง (กรณีว่างงานเพราะลาออกจะได้รับ 90 วัน และกรณีว่างงานเพราะถูกเลิกจ้างจะได้รับ 180 วัน) และให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานสิ้นสุดลงหรือให้ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานสิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี (ปรับปรุง จากเดิม กำหนดให้ผู้รับประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเท่านั้นและไม่สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน) • กำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพสามารถยื่นขอรับเงินกรณีชราภาพล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 เท่าของจำนวนเงินบำนาญชราภาพรายเดือน ที่ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับ ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการรับเงินชราภาพ และการหักส่วนลดของบำนาญชราภาพล่วงหน้าที่จะได้รับให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปรับปรุง จากเดิม กำหนดให้ผู้รับประกันตน ที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเท่านั้นและผู้ประกันตนไม่สามารถยื่นขอรับเงินกรณีชราภาพบางส่วนออกมาก่อน หรือสามารถนำหลักประกันมาใช้ได้) • กำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนหรือผู้ซึ่งมีเงินสมทบกรณีชราภาพซึ่งได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 เดือน อาจขอรับเงินชราภาพบางส่วน ก่อนอายุครบ 55 ปีหรือก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงได้ในกรณีที่ท้องที่หนึ่งท้องที่ใดเกิดพิบัติภัยที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้ประกันตนหรือผู้ซึ่งมีเงินสมทบกรณีชราภาพอย่างร้ายแรง (ขอคืน) หรือสามารถนำไปเป็นหลักประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงิน ที่มีความตกลงกับ สปส. (ขอกู้) เพื่อใช้ในการดำรงชีพของผู้ประกันตนได้ ซึ่งจำนวนเงินที่ได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินสมทบกรณีชราภาพและต้องไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนเงินฐานคำนวณค่าจ้างขั้นสูงของผู้ประกันตน ทั้งนี้ หากผู้นั้นนำเงินมาชำระแก่กองทุนประกันสังคม พร้อมกับค่าเสียโอกาสในการลงทุนของกองทุน ให้ผู้นั้น มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามสิทธิที่จะได้รับเต็มจำนวน (เพิ่มเติม) • กำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนหรือผู้ซึ่งมีเงินสมทบกรณีชราภาพได้รับเงินชราภาพบางส่วน หรือนำเงินชราภาพบางส่วนไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินและต่อมาถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ให้ สปส. หักเงินชราภาพของผู้ประกันตนหรือผู้ซึ่งมีเงินสมทบกรณีชราภาพที่ต้องชำระ แล้วแต่กรณีออกจากประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพซึ่งผู้นั้นมีสิทธิได้รับและหากมีเงินเหลือให้ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพนั้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (เพิ่มเติม) |
| 9. สิทธิประโยชน์ทดแทน
ในกรณีว่างงาน |
• แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนที่มีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนและต้องอยู่ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน และแก้ไขเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์โดยจะต้องมิใช่ผู้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ณ ขณะนั้น เพื่อให้ความชัดเจนยิ่งขึ้นและรองรับการแก้ไขเพิ่มเติมประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ (ปรับปรุง เดิม มิได้กำหนดอายุของผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนดังกล่าว แต่ได้กำหนดเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์นี้ซึ่งต้องมิใช่เป็นผู้มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณีชราภาพไว้ ส่วนเงื่อนไขอื่นในการได้รับสิทธิประโยชน์นี้ถ้อยคำยังคงเหมือนเดิมมิได้มีการแก้ไข) |
| 10. บทกำหนดโทษ
|
• แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ โดยนำมาตรการปรับเป็นพินัยมาใช้แทนบทกำหนดโทษทางอาญาเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ที่มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนี้
1. กำหนดให้ผู้ที่เจตนาไม่กรอกรายการในแบบสำรวจ กรอกรายการในแบบสำรวจไม่ครบถ้วน หรือไม่ส่งแบบสำรวจคืนภายในเวลาที่กำหนด มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5,000 บาท (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้ความผิดดังกล่าวต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท) 2. กำหนดให้นายจ้างซึ่งไม่ยื่นแบบรายการต่อ สปส. ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน หรือไม่แจ้งเป็นหนังสือต่อ สปส. ขอให้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสมทบไว้มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีก วันละไม่เกิน 5,000 บาท (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้ความผิดดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิ่มกรณีที่นายจ้างไม่ยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบภายในกำหนดเวลา ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยดังกล่าวด้วย) • แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ โดยกำหนดให้นายจ้างผู้ใดยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่น หรือแจ้งขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการที่เคยยื่นไว้กับ สปส. หรือยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ปรับปรุง จากเดิม กำหนดให้การไม่ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบภายในกำหนดเวลา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) |
| 11. บทเฉพาะกาล
|
• เพิ่มบทเฉพาะกาล เพื่อให้การดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ และการรองรับสิทธิความเป็นผู้ประกันตนยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการตามกฎหมาย เช่น
1. กำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายผู้ประกันตามมาตรา 8 วรรคสาม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 2. กำหนดรองรับสิทธิความเป็นผู้ประกันตนต่อไปของผู้ซึ่งเคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนและต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงเนื่องจากสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ถ้าผู้นั้นได้แสดงความจำนงจะเป็นผู้ประกันตนต่อสำนักงานภายใน 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ให้เป็นผู้ประกันตนต่อไปเพื่อมิให้สิทธิของผู้ประกันตนต้องเสียไป เนื่องจากมีการแก้ไขระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบจากเดิมไม่น้อยกว่า 12 เดือนเป็นไม่น้อยกว่า 24 เดือน |
บทความที่เกี่ยวข้อง:




