อัตราผู้สูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นจากในรอบ 30 ปี เพิ่มกว่า 10 ล้าน ในปี 67 มีผู้สูงอายุ 14.03 ล้านคน ขณะที่ปี37 มีผู้สูงอายุ ประมาณ 4.01 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้สูงอายุโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้น 4 เท่า จากปี37 อยู่ที่ 3.6 % ในปี 67 เพิ่มเป็น 12.9 %
คำถามสำคัญในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เราจะออกแบบเมืองแบบไหนที่จะเอื้อให้เราอยู่ดี แก่ดี ได้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ขณะที่ความรุนแรงของสถานการณ์ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวลำพังเพิ่มมากขึ้น โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบมากถึงประมาณ 1.8 ล้านคน แต่ความจริงในระดับพื้นที่อาจจะมากกว่านั้น
Policy Watch Thai PBS Policy Forum: เมืองแบบไหน ให้เราอยู่ดี-แก่ดี-ตายดี ชวนคุยในงาน Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการวางแผนชีวิตและการเตรียมตัวสู่การตายดี โดยเริ่มการประเมินสถานการณ์มในพื้นที่ มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

ผู้สูงอายุบึงยี่โถ สะท้อน ความโดดเดี่ยวระดับชาติ
ความจริงในระดับพื้นที่เทศบาลเมืองบึงยี่โถ ปทุมธานี สะท้อนความรุนแรงของ สถานการณ์ผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยโดดเดี่ยวลำพังมีจำนวนมากกว่าครึ่งของประชากร
ผศ.ณัฏฐพัชร สโรบล คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้เปิดรายงาน ลำพังรีพอร์ต ที่ลงพื้นที่ศึกษาผุ้สูงอายุ แบบเจาะลึก เคาะประตูบ้าน 2,000 ครอบครัว จาก7,000 ครอบครัวพบว่า มีผู้สูงอายุมากกว่า 50% เป็นผู้สูงอายุลำพัง ประมาณ 1,005 คน แม้ว่าส่วนใหญ่จะปิดประตูบ้านไม่ให้ข้อมูลทั้งหมด
” เราแปลกใจกับข้อมูลที่ได้มาก เพราะนั่นแปลว่าสถานการณ์ไม่ใช่แบบที่เราคิด อาจจะรุนแรงกว่าที่เราคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เราศึกษา เป็นพื้นที่เขตกึ่งเมือง แล้วถ้าเป็นพื้นที่ชนบทจจะมีสถานการณ์จะรุนแรงมากแค่ไหน ”
ผศ.ณัฏฐพัชร บอกว่า ข้อมูลของบึงยี่โถ สะท้อนภาพรวมของประเทศได้ เพราะเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรับมืออย่างไร เพราะการสำรวจ แม้เราไม่สามารถเข้าไปได้ทุกบ้านเพื่อสอบถามข้อมูลเชิง ทำให้ตัวเลขผู้สูงอายุ 50 %อาจจะยังน้อยไปในสถานการณ์จริงอาจจะรุนแรงมากกว่านั้น
แบ่งกลุ่มผู้สูงอายุลำพังเป็น 4 กลุ่ม
สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจข้อมูลในเชิงกายภาพ แต่การศึกษาของลำพังรีพอร์ต จะแบ่งตามนิยามออกเป็น 4 แบบ จึงมีซับซ้อนมากกว่า
- กลุ่มเปราะบางทางกายภาพ – The Physically Vulnerable) พบ 173 คน (17.2%)
กลุ่มผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียวอย่างแท้จริง อาจเพราะโสด ผ่านการหย่าร้าง หรือคู่ชีวิตตาย และไม่มีลูกหลาน ในขณะที่อีกหลายคน กลับเลือกที่จะอยู่ลำพังโดยสมัครใจ
“กลุ่มนี้มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพราะไม่มีแรงใจในการดูแลตัวเอง ว่ารักษาตัวไปเพื่ออะไร ไม่มีภาระอะไร ไม่กินยาไม่มีใครเตือนให้กินยา ไม่ไปหาหมอเพราะไม่อยากไปหาหมอ มีปัญหาสภาพบ้านมากที่สุด ไม่อยากให้ใครเข้าบ้านเพราะกลัวโจรไม่ไว้ใจช่าง”
- กลุ่มเปราะบางทางจิตใจ – The Psychologically Distressed พบ 170 คน (16.9%)
กลุ่มนี้เปราะบางทางจิตใจ มีความโดดเดียวทางจิตใจแม้ว่า จะอยู่กันหลายคนก็เหมือนอยู่คนเดียว จึงเสี่ยงซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย และเสี่ยงถูกทำร้ายจากครอบครัวทั้งกายใจ ยิ่งขาดการสื่อสารกับครอบครัวให้การเยียวยาจิตใจทำ
แม้ภายนอกจะดูปกติ แต่ภายในต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงา ซึมเศร้า ว้าเหว่ลึกลงในใจ แผลภายในที่มองไม่เห็นนี้ทำให้พวกเขาถูกหลงลืม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากระบบ
- กลุ่มเสี่ยงเชิงสถานการณ์ The Situationally At-Risk) พบ 885 คน (88.0%)
เป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด คือ ผู้สูงวัยที่พึ่งพาอยู่อาศัยกับลูกหลาน วิถีชีวิตคืออยู่บ้านคนเดียวตอนกลางวัน และลูกหลานกลับมาบ้านหลังเลิกงาน หรือกลับมาช่วงเสาร์ อาทิตย์
ผูู้สูงวัยกลุ่มนี้จึงอยู่ลำพังเป็นบางช่วงเวลา ความน่ากังวลคือ หากมีการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้านระหว่างอยู่คนเดียว มักถูกทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน กว่าลูกหลานกลับมาพบก็อาจช่วยเหลือไม่ทันการ
“อาจจะมีหลายคนอยู่ในสถานการณ์คือการทิ้งพ่อแม่ให้อยู่ลำพังแล้วเราก็ไปทำงาน หรือกลับไปบ้านเสาร์อาทิตย์ คือ โดดเดี่ยวเป็นบางเวลา ช่วงเวลาที่ลูกไปทำงาน ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนมาก และกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่โดนมิจฉาชีพหลอกมากที่สุด เพราะใช้โซเชียลมากที่สุด”
4 .กลุ่มแบกรับภาระ -The Caregiver Burden) พบ 147 คน (14.6%)
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะยังอยู่อาศัยกับคู่ชีวิต แต่อีกฝ่ายอยู่ในสภาวะเจ็บป่วย เช่น สมองเสื่อม หรือป่วยติดเตียง บางครั้งมีลูกหลานอยู่ด้วยแต่มีความพิการทางสมอง ต้องรับภาระหนักดูแล ทำให้แบกรักภาระทางเศรษฐกิจมาก เหนื่อยล้าทั้งทางกาย และโดดเดี่ยวในใจ
พวกเขาเป็น ฮีโร่ที่ถูกลืม การรับภาระเป็นผู้ดูแลเป็นงานหนัก ทำให้พร้อม burnout ตลอดเวลาเพราะภาระที่ดูแลอยู่จึงต้องการดูแลทางจิตใจ
” ผู้สูงอายุลำพังเสี่ยงทุกกลุ่ม งานวิจัยบอกชัดเจนเลยวา กลุ่มที่หนึ่ง เสี่ยงสุขภาพ กลุ่มที่สองเสี่ยงเรื่องจิตใจ และกลุ่มที่3 เสี่ยงใช้เทคโนโลยี ถูกหลอก ส่วนกลุ่มที่ 4 มีความเสี่ยงเศรษฐกิจ ต้องแบกภาระในเรื่องการดูแล และเป็นกลุ่มที่เป็นหนี้สินมากที่สุด ขณะที่ทุกกลุ่มต้องการมนุษย์เข้ามาดูแลจิตใจ ยกเว้นกลุ่ม 3 ที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้ ”
“อยากให้ทุกท่านได้ยืดอก แล้วบอกว่าฉันอยู่ลำพังและมันดี เพราะปัญหาตอนนี้หลายคนปฏิเสธความจริง ที่อยู่โดยลำพัง เพราะฉะนั้นต้องยอมรับว่าความลำพังไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ต้องลำพังดี”
ออกแบบเมืองอย่างไร รับผู้สูงอาย
สถานการณ์การผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น เป็นโจทย์ที่ต้องออกแบบเมืองรองรับ “อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้” รอง ผอ.ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (Uddc) กล่าวว่า การออกแบบเมืองแบบไหน รองรับคนได้ทุกกลุ่มที่เรียกว่าชรานครที่ไม่ได้บอกว่าจะมีแต่คนชรา ถ้าจะออกแบบเพื่อให้ แก่ดี ตายดีต้องเตรียมตัวก่อนแก่อย่างไร
ตั้งรับ-ปรับตัว-เปลี่ยนเมือง เพื่อผู้สูงอายุ
โครงการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง สภาพแวดล้อมของเมือง กับ สุขภาวะของคนเมืองในสถานการณ์สังคมสูงวัยหรือ โครงการ ชรานคร เปิดผลการศึกษาตลอด 1 ปีทั่วประเทศ (ยกเว้นกทม.) พบว่า เมื่อประเมินศักยภาพของเมืองว่าพร้อมแค่ไหนกับการเป็นชรานคร พบว่าแต่ละจังหวัดมีรูปที่แตกต่างกัน
ผลการศึกษาดังกล่าว ผ่านการวิเคราะห์ ดัชนีชี้วัดความพร้อมของเมือง ตามหลัก SHIP Index โดยหยิบยกมาจากแนวทางของ AFCC (Age-Friendly Cities and Communities) ที่เป็นมาตรฐานสากลของ WHO ที่กำหนดแนวทางและเพื่อเป็นมาตรฐานให้เมืองต่างๆ ทั่วโลกใช้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และนำมาปรับให้เข้ากับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของคนไทย
“การปรับเมืองไม่ใช่แค่เพื่อผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ต้องเป็นมองที่มองเห็นทุกคน ทั้งคนป่วย คนพิการ หรือคนหนุ่มสาวที่ยังแข็งแรง และยังต้องมองไปถึงสิ่งแวดล้อมด้วย”
SHIP Index พิจารณา 4 ด้าน
- ความมั่นคงปลอดภัย (S : SECURITY)
- สุขภาพ (H : HEALTH)
- โครงสร้างและบริการพื้นฐาน (I : INFRASTRUCTURE AND BASIC SERVICE) รวมทั้งเรื่องบ้าน ที่อยู่อาศัย
- การมีส่วนร่วม (P: PARTICIPATION)
ผลการศึกษาพบว่า เมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่พร้อมให้คนเมืองมีชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีที่สุด คือ ภูเก็ต นนทบุรี และเชียงใหม่ ในขณะที่บุรีรัมย์ คือจังหวัดที่มีความพร้อมน้อยที่สุด แต่ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเมืองไหนดีกว่ากัน เพราะมีความโดดเด่นคนละรูปแบบ
เชียงใหม่ มีมิติของสุขภาพ-สาธารณสุขที่เด่นมาก จังหวัดนี้ก็สามารถทำหน้าที่เป็น node ให้กับจังหวัดข้างเคียงได้ โดยไม่จำเป็นว่าทุกจังหวัดโดยรอบจะต้องแข่งขันให้เป็นสีน้ำเงิน (AFCC Index สูง) เหมือนกันทั้งหมด
ขณะที่หากมาดูที่จังหวัดเล็ก แม้จะไม่ได้มีมิติสุขภาพ-สาธารณสุขที่เด่นเหมือนเมืองใหญ่ แต่กลับมีมิติของการมีส่วนร่วม (Participation) ที่สูงมากแบบที่จังหวัดใหญ่ไม่มี”
“แม้ดัชนีนี้ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าเมืองไหนดีกว่ากัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เพราะ ยิ่งเป็นเมืองใหญ่ เศรฐกิจดี และมีความพร้อมทางศักยภาพมากเท่าไหร่ แต่กลับพบคนที่เปราะบางอยู่ในนั้นมาก เช่น กทม. และภูเก็ต
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละเมือง ก็มีความเปราะบางแตกต่างกัน ดังนั้นการออกแบบนโยบายและการออกแบบเมืองจึงไม่สามารถทำเหมือนกันได้ เพราะแต่ละแห่งมีบริบทต่างกันของแต่ละเมือง
พัฒนา ชรานคร ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์
ตั้งรับ : เน้นความพร้อมของระบบบริการสุขภาพและสาธารณสุข มีโครงสร้างบริการที่เข้าถึงได้ และต้องมีบุคลากรที่มีทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ และรักษาเมื่อเจ็บป่วยมากพอ
ปรับตัว : เมืองสูงวัยต้องมีสวัสดิการถ้วนหน้า และมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่นแรงงานสีผมดอกเลา หรือ เศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) และมีส่วนร่วมทางสังคม
“ต้องปรับมายาคติ และมองโจทย์สังคมสูงวัยเสียใหม่ ปรับมุมคิดว่าผู้สูงวัยไม่ได้เป็นภาระ แต่เขาคือต้นทุนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ และต้องไม่ได้มองแค่เรื่องการรักษา แต่มองถึงการดูแลหนุ่มสาวเพื่อเตรียมตัวก่อนแก่ด้วย”
เปลี่ยนแปลง : เน้นการปรับพื้นที่ทางกายภาพของเมือง ส่งเสริมแนวคิด สูงวัยในถิ่นเดิม (Aging in Place) มีมาตรฐานอารยสถาปัตย์ในระดับบ้าน -ย่าน- เมือง และการส่งเสริมพื้นที่สุขภาวะให้เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้คนมีพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีทั้งกายใจ
อดิศักดิ์ มองว่า การปรับตัว และทัศนคติ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและสร้างรากฐานระยะยาว เพราะ เราอยู่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ผู้สูงอายุเยอะขึ้น โรคภัยมากขึ้น คนอยู่โดดเดี่ยวมากขึ้น การแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป จำเป็นต้องปรับนโยบายและกฎหมายให้สอดคล้อง และ สังคมไทยต้องใช้เวลาปรับตัว”
อยู่ลำพังอย่างมีศักดิ์ศรี
การออกแบบเมืองเพื่อรองรับผู้สูงอายุ ถือเป็นมิติทางกายภาพ หากว่ามิติทางด้านสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะก่อนจะแก่ดี ตายดี เราต้องอยู่ดีก่อน ดังนั้นอยากให้ผู้สูงอายุรู้สึกยอมรับการอยู่ลำพัง โดยดูแลตัวเอง แก่ดี อย่างมีศักดิ์ศรี
ผศ. พญ.ฐิติมา ว่องวิริยะวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า ความเชื่อที่ว่า แก่ไม่มีอะไรดีเลย ต้องปรับเปลี่ยนเพราะคนแก่มีดีกว่าวัยรุ่นโดยเฉพาะภูมิปัญญาดีกว่าเด็ก ส่วนร่างกายก็เสื่อมถอยตามเวลาอยู่แล้ว
การประเมินเรื่องสุขภาพตามองค์การอนามัยโลก ที่ประเมินสุขภาพกาย สุขภาพใจตทุกมิติ ซึ่งความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย
อย่างไรก็ตามปัจจุบันระบบสาธารณสุขอาจจะยังไม่รองรับการดูแลผู้สูงอายุมากนัก เพราะทั้งประเทศไทยมี แพทย์ที่ดูแลผู้สูงอายุ ประมาณ 70 คนทั่วประเทศ โดยจำนวน 13 คนอยู่ที รพ.ศิริราช จึงต้องปรับการกระจายการดูแลและความรู้ไปสู่ชุมชนให้ได้มากขึ้น
ต้องออกแบบระบบให้ แก่ดี-ตายดี
วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และผู้ก่อตั้ง Peaceful Death บอกว่า เราเป็นสังคมสูงวัย ที่น่ากังวลว่า สังคมควรออกแบบอย่างไรให้แก่ดี ตายดี เพราะฉะนี้นถ้าเราอยู่ดี เราก็จะแก่ดี และ ตายดี ถ้าคุณอยากตายดีได้ต้องกลับมาดูว่าวันนี้อยู่ดีหรือยัง ซึ่งสถานการณ์ด้านประชากรสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอดแล้ว และโจทย์เรื่องสังคมสูงวัยมาเร็วกว่าที่คิดที่จะออกแบบให้สารถอยู่ดีได้
“เวลาเราพูดถึงสังคมสูงวัย ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ แต่เกี่ยวข้องกับทุกคน ทำให้การออกแบบเมืองต้องรองรับในการมีส่วนร่วมในการดูแลคนเจ็บป่วยและแก่อย่างไร และคนหนุ่มสาวมีส่วนร่วมอย่างไร เราต้องการะบบความสัมพันธ์บางอย่างที่ให้ช่วยเหลือกันได้”
วรรณา บอกว่า ระบบสุขภาพ ต้องมีการออกแบบเพื่อรองรับผู้สูงอายุ เช่น ระบบคัดกรอง เพื่อป้องกันรักษาก่อนที่ผู้สูงอายุจะมีอาการเจ็บป่วยมากขึ้น เช่น เมื่อผู้สูงอายุเริ่มสมองเสื่อม คัดกรองพบสามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาให้เร็วที่สุดได้
ส่วนระบบข้อมูล ควรเป็นระบบเชื่อมโยงกัน คนสูงอายุต้องมีระบบ และความสามารถสนับสนุนการดูแลเพื่อให้สามารถดูแลกันได้มากขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- เศรษฐกิจสูงวัย โอกาสใหม่หลังเกษียณ
- เกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีซ้อน เสี่ยงเผชิญวิกฤตประชากร ฉุดเศรษฐกิจประเทศ
- ตายโดดเดี่ยว: ปรากฏการณ์ผู้สูงอายุในสังคมไทย




