การศึกษาความยากจน หรือ นโยบายแก้ความยากจน ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ใด ๆ ในสังคมไทย เพราะมีการศึกษาและนโยบายแก้ปัญหามานาน แต่ปัญหาความยากจนก็ยังรุนแรง และความเหลื่อมล้ำรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
ล่าสุด หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ โดยเครือข่ายสถาบันวิชาการในพื้นที่ 20 จังหวัด ด้วยกระบวนการวิจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดวัฏจักรของความยากจนใน 2 มิติที่มีความเชื่อมโยงกัน คือ การเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ (Economic Mobility) และการเข้าถึงโอกาสทางสังคม (Social Mobility) ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามอีกครั้งในการเสนอแนวทางการแก้ปัญหา โดยมีพื้นฐานจาก “งานวิจัย” ไม่ใช่ “การเมือง”
งานวิจัยได้จากการสำรวจและค้นหาสอบทานพบครัวเรือนยากจนทั้งหมด 303,444 ครัวเรือน มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนทั้งหมด 1,243,449 คน (ข้อมูล ณ 1 ธ.ค. 68)
ทั้งนี้ บพท. ได้ขับเคลื่อนงานวิจัยภายใต้แผนงานวิจัย “การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ” ตั้งแต่ปี 2563-ปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างระบบและกลไกบูรณาการการมีส่วนร่วมของพหุภาคีเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน (Multi-Stakeholder Approach) ทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ ในพื้นที่ที่มีรายได้ภาคครัวเรือนต่ำที่สุด
20 จังหวัดนำร่องในแต่ละส่วนภูมิภาคของประเทศ

คนจนลด แต่ไม่ทั่วถึง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี 2566 รายงานว่าประเทศไทยมีประชากรที่อยู่ในกลุ่ม “คนจน” ประมาณ 2.39 ล้านคน ลดลงจากปี 2565 ที่มี 3.79 ล้านคน อัตราความยากจนลดจาก 5.43% เหลือ 3.41% ของประชากรทั้งหมด ถือเป็นแนวโน้มที่ดี แม้การลดลงดังกล่าวจะยังไม่ทั่วถึงในทุกภูมิภาค
จากรายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ปี 2567 ระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีประชากรราว 0.5% ที่อยู่ในภาวะ “ความยากจนหลายมิติ” (Multidimensional Poverty Index: MPI) และอีกกว่า 4.7% อยู่ในกลุ่ม “เสี่ยงยากจน” ซึ่งแม้จะไม่จนตามนิยามด้านรายได้ แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา การสาธารณสุข และที่อยู่อาศัยที่มั่นคง
ภาคชนบทยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความยากจนสูง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่ำกว่าเขตเมืองใหญ่หลายเท่า ขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประเทศ ซึ่งวัดจากค่าดัชนีจีนี (Gini Coefficient) ยังอยู่ที่ระดับ 43-44 ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัญหาความยากจนของไทยมีลักษณะซับซ้อนและมีหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น การกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นบน การขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชนฐานราก ไปจนถึงปัจจัยภายนอก เช่น ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP
แต่ที่สำคัญคือ “กับดักความยากจนเรื้อรัง” ซึ่งเกิดขึ้นในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำและขาดทุนทางสังคม เช่น การศึกษา หรือทักษะอาชีพ ทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน และมักถ่ายทอดปัญหาไปยังรุ่นลูกหลานจนกลายเป็น “ความยากจนข้ามรุ่น” ที่นโยบายแบบเฉพาะกิจไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัฏจักรแห่งความยากจน (Vicious Cycle of Poverty)
วัฏจักรแห่งความยากจน (Vicious Cycle of Poverty) เป็นแนวคิดที่มีการกล่าวถึงในช่วงแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ความทันสมัย (Modernization) โดยชี้ให้เห็นว่า ชุมชนหรือประเทศที่ยังอยู่ในภาวะด้อยพัฒนา หากไม่มีการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นการพัฒนาแล้ว จะต้องเผชิญกับภาวะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแห่งความยากจนอย่างต่อเนื่อง
แนวทางหนึ่งในการหลุดพ้นจากวัฏจักรดังกล่าว คือ มาตรการทางเศรษฐกิจระดับประเทศจะต้องมีการกระตุ้นการลงทุนให้เกิดขึ้นในระดับที่สูงเพียงพอ เพื่อสร้างความสามารถในการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แต่อุปสรรคที่สำคัญ คือ ชุมชนหรือสังคมที่ประสบปัญหาความยากจนมักขาดแคลนทุนที่จะใช้สำหรับการลงทุน ดังนั้น วิธีการแก้ไขปัญหานี้จึงสามารถแบ่งออกเป็นสองแนวทางหลัก
- การเพิ่มการสะสมทุนภายในประเทศ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยากลำบาก เนื่องจากรายได้ของประชาชนในชุมชนยากจนอยู่ในระดับต่ำ
- การพึ่งพาความช่วยเหลือด้านการลงทุนจากแหล่งทุนภายนอกหรือจากต่างประเทศ โดยแนวคิดภาวะนี้สนับสนุนแนวทางที่สอง เนื่องจากเมื่อชุมชนสามารถพัฒนาและหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งความยากจนได้แล้ว ก็จะสามารถดำเนินการชำระคืนเงินทุนและย้อนกลับไปพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไปได้
ส่วนใหญ่แล้ว “วัฏจักรแห่งความยากจน” มักเกิดขึ้นเมื่อบุคคลขาดแคลนทรัพยากรอย่างถาวร ส่งผลให้ไม่สามารถตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ เมื่อบุคคลต้องใช้เวลาและทรัพยากรส่วนใหญ่ไปกับการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ส่งผลให้ไม่มีโอกาสในการพัฒนาตนเองหรือแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นต้นเหตุของความยากจน ซึ่งทำให้ภาวะความยากจนนั้นดำรงอยู่ตลอดชีวิตเป็นความจนเรื้อรัง (Chronic Poverty) และถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป หรือที่เรียกว่า “ความจนข้ามรุ่น” (Intergeneration Poverty) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากวงจรหรือวัฏจักรของปัญหาที่ส่งต่อความยากจนจากคนในรุ่นปัจจุบันส่งทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยและเรื้อรังมาอย่างยาวนาน
แม้ในปัจจุบันสัดส่วนของประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนจะลดลงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายพัฒนาของภาครัฐ แต่ยังมีประชากรจำนวนไม่น้อยที่ติดอยู่ในวังวนของความยากจน โดยไม่ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ความยากจนข้ามรุ่นอย่างต่อเนื่อง
จากการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ โดยเครือข่ายสถาบันวิชาการในพื้นที่ 20 จังหวัด ด้วยกระบวนการวิจัยสามารถนำมาวิเคราะห์ให้เห็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดวัฏจักรของความยากจนใน 2 มิติที่มีความเชื่อมโยงกันคือ การเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ (Economic Mobility) และ การเข้าถึงโอกาสทางสังคม (Social Mobility)
มิติที่ส่งผลต่อวัฏจักรความยากจน
มิติการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ (Economic Mobility) เพื่อเพิ่มความสามารถของคนจนหรือครัวเรือนยากจนในการเปลี่ยนแปลงสถานะไปสู่การมีรายได้ หรือทรัพย์สินมากขึ้นทั้งในปัจจุบันหรือระหว่างรุ่น ยังมีข้อจำกัดที่เป็นข้อค้นพบจากงานวิจัย ดังนี้:
- การถือครองที่ดินทำกิน: ครัวเรือนยากจนไม่มีที่ทำกินสำหรับทำการเกษตร เนื่องจากมีจำนวนสมาชิกมากแต่มีที่ดินเพียงจำนวนน้อย จำนวนที่ดินถือครองในรุ่นลูกหลานจึงมีอย่างจำกัดจนไม่เพียงต่อการผลิต การขายที่ดินเพื่อใช้หนี้สินหรือนำเงินมาใช้ในการดำรงชีวิต การเปลี่ยนแปลงไปประกอบอาชีพอื่นนอกภาคการเกษตรหรืออพยพไปทำงานนอกพื้นที่ ครั้นกลับมายังภูมิลำเนาในช่วงอายุที่มากขึ้นกลับไม่มีที่ดินทำกิน การพึ่งพาการเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีการลงทุนสูง แต่ขาดการวางแผนหรือการพัฒนาองค์ความรู้และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมทำให้ขาดทุนจนต้องขายที่ดิน และในบางกรณีหากครัวเรือนที่สมาชิกมีปัญหาสุขภาพ เช่น เจ็บป่วยเรื้อรังที่ทำให้ขาดแคลนแรงงานจนต้องขายที่ดินเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาในส่วนที่ระบบสวัสดิการสุขภาพไม่ครอบคลุม ปัจจัยด้านการครอบครองทรัพย์สินในการผลิตในระดับต่ำ จึงส่งผลโดยตรงต่อความยากจนของครัวเรือนนั้น ๆ นอกจากนี้ 65,762 ครัวเรือนยังมีที่ทำกินอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ
- ภาวะหนี้สินเรื้อรัง: ครัวเรือนยากจนมีหนี้สินทั้งในระบบที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐและเงินกู้นอกระบบ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริโภคในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะในหมวดอาหาร เครื่องดื่มต่าง ๆ การศึกษา และสุขภาพ รวมทั้งนำไปใช้ลงทุนโดยเฉพาะในกิจกรรมทางการเกษตรที่มีความเสี่ยงในการได้รับผลตอบแทน เนื่องจากมีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม และน้ำแล้ง จนผลผลิตเสียหาย ส่งผลให้ระบบการเงินของครัวเรือนขาดความสมดุลของรายรับ-รายจ่าย จากผลตอบแทนที่ไม่คุ้มกับการลงทุน จนการประสบภาวะการเป็นหนี้ในที่สุด แม้ว่าจะมีนโยบายจ่ายเงินชดเชยจากรัฐ แต่ก็ถือว่ามีสัดส่วนที่ยังไม่เพียงพอกับความเสียหายและเงินทุนที่กู้ยืมมา หนี้สินที่เกิดขึ้นกับครัวเรือนยากจน มักถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เกิดครัวเรือนยากจนที่เริ่มต้นชีวิตด้วยภาระทางการเงิน “หนี้สิน” ไม่ได้เป็นแค่ผลผลิตของความจน แต่เป็น “ตัวขับเคลื่อน” วัฏจักรความยากจน (Debt as a Catalyst)
- การไม่มีเงินออม: ครัวเรือนยากจนส่วนใหญ่ในพื้นที่ 20 จังหวัดไม่มีการออม เนื่องจากการมีรายได้ไม่มั่นคงและไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือน อีกทั้งไม่มีการจัดสรรเงินสำหรับออมไว้บางส่วนก่อนการนำไปใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ การขาดความรู้และทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ได้ส่งผลให้ขาดการวางแผนการเงินและการจัดการค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่มีประสิทธิภาพ
มิติการเข้าถึงโอกาสทางสังคม (Social Mobility) เป็นการเข้าถึงโอกาสและความสามารถที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของการเลื่อนระดับความยากจนและการหลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งพบว่ามีปัจจัยที่ยังเป็นเงื่อนไขข้อจำกัดการเข้าถึงโอกาสทางสังคมของคนจน ครัวเรือนยากจน ส่วนใหญ่จะมาจาก การที่ทุนมนุษย์ขาดการพัฒนา
- ขาดโอกาสทางการศึกษา: พบว่า คนจน ร้อยละ 9.02 เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ (หรือระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตาม พรบ.พระราชบัญญัติ การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545) การเข้าถึงการศึกษาและระดับการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญต่อความจน ซึ่งการเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคลมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ นำไปสู่การยกระดับความรู้และทักษะอาชีพใหม่ๆ (New Skills) จนมีทางเลือกในการประกอบอาชีพที่หลากหลาย สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือนำไปสู่การเลื่อนชั้นทางสังคมได้ แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ “คุณภาพ” ของสถานที่ในพื้นที่ห่างไกลมีความแตกต่างกัน ทำให้โอกาสในการเลื่อนสถานะทางสังคม (Social Mobility) ของเด็กในครัวเรือนยากจนมีจำกัด
- ขาดทักษะการประกอบอาชีพ: พบว่า คนจนกว่า 55.53% ยังขาดทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอและต่อเนื่อง จากการที่ส่วนใหญ่ครัวเรือนยากจนประกอบอาชีพในภาคการเกษตรเป็นหลักทำให้มีรายได้ในระยะสั้น ๆ เพียงบางฤดูกาล (Seasonal Income) ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา การทำงานเลี้ยงชีพจนไม่มีเวลาเพิ่มทักษะให้กับตนเอง การมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ เจ็บป่วย หรือพิการ รวมถึงการออกแบบหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ขาดการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานผู้จัดบริการ ประกอบกับบางส่วนยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติจากน้ำท่วมหรือภาวะแห้งแล้งซ้ำซาก และความผันผวนด้านราคาผลผลิตอีกด้วย สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศ ซึ่งแรงงานในภาคเกษตรเป็นกลุ่มอาชีพที่มีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49%
- ความเปราะบางของคนจนที่ส่งผลต่อการเข้าถึงระบบสวัสดิการ: พบว่า คนจน 41% ยังเข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการของรัฐได้ครบทุกประเภท ตามสิทธิของความเป็นพลเมืองที่พึงได้รับ เนื่องจากความเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ บางส่วนอยู่ในภาวะติดยาเสพติด ไม่รู้สิทธิของตน การเข้าไม่ถึงข้อมูล ข่าวสาร การไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล ที่พักอาศัยอยู่ไกลจากหน่วยงานรัฐ การไม่มีเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน รวมถึงขาดกลไกของรัฐสนับสนุนในการให้คำแนะนำ หรือติดตามช่วยเหลือ เอื้ออำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย สามารถลดช่องว่างของระบบสวัสดิการของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือว่าเป็น ระบบโครงข่ายทางสังคม (Social Safety Net) ที่ทำให้คนจน หรือคนเปราะบางกลุ่มต่าง ๆ เข้าถึงการช่วยเหลือเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น
- ขาดทักษะการจัดการด้านการเงิน (Financial Literacy): ด้วยครัวเรือนยากจนมีรายรับที่ต่ำกว่ารายจ่าย อันเป็นผลมาจากการประกอบอาชีพที่ไม่มั่นคงหรือมีรายได้น้อย ขาดความรู้และทักษะในการบริหารจัดการด้านการผลิตและการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องของการออม อีกทั้งปัจจัยด้านค่านิยมและพฤติกรรมส่วนบุคคล เช่น การใช้จ่ายอย่างไม่มีแบบแผน ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น หรือภาระทางครอบครัวที่สูง อาทิ การมีสมาชิกในครัวเรือนจำนวนมาก และการต้องดูแลสมาชิกที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น ผู้พิการหรือผู้สูงอายุ ตลอดจนภาระหนี้สินที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ทำให้อยู่ในวัฏจักรความยากจน
ปัจจัยและลักษณะปัญหาความยากจนในระดับครัวเรือน/สังคม
- จำนวนสมาชิกของครัวเรือน: จากข้อมูลครัวเรือนยากจน พบว่า กลุ่มคนยากจนอายุ 15-60 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานมีจำนวนมากที่สุดหรือคิดเป็น 50% รองลงมาคือ กลุ่มที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปคิดเป็น 20% และกลุ่มอายุน้อยกว่า 7 ปี มีเพียง 3% ซึ่งจากโครงสร้างอายุของสมาชิกครัวเรือนเช่นนี้ แสดงถึงกลุ่มที่อยู่ในวัยแรงงานมากที่สุด ที่จะต้องเลี้ยงดูคนในอีก 2 กลุ่มคือ เด็กและผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ป่วยหรือผู้ว่างงานอื่น ๆ ในครอบครัว และจากข้อมูลในกลุ่มเด็กที่มีจำนวนน้อย และผู้สูงอายุที่กำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งจากข้อมูลนี้ จะส่งผลต่อจำนวนแรงงานในครัวเรือนที่ลดลงและเพิ่มภาวะพึ่งพิงในครัวเรือนในอนาคตช่วงไม่เกินสิบปีข้างหน้า
- ด้านชาติพันธุ์ และสถานะทางทะเบียน: พบว่า ในพื้นที่วิจัยมีกลุ่มชาติพันธุ์ กระจายอยู่ในพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ดังกรณีพื้นที่วิจัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน เลย มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ที่มีประชากรแฝงทั้งที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ หรือเชื้อชาติอื่นที่อยู่อาศัยอย่างถาวรในพื้นที่ (Permanent resident) หรือ ประชาชนที่เคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไปมากับประเทศเพื่อนบ้าน (People on the Move) จากปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือโรคระบาด จากประเทศต้นทาง จนบางส่วนเข้ามาตั้งถิ่นฐานถาวร แต่ยังเป็นผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (Unregistered Person) ทำให้ไม่สามารถถือครองปัจจัยการผลิต การเข้าถึงระบบสวัสดิการพื้นฐานบางประการ การพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐได้ จึงมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตมากกว่าคนที่มีสถานะทางทะเบียนแล้วในพื้นที่เดียวกัน
- ภาวะพึ่งพิงของครัวเรือน: พบว่า มีเด็กอายุตั้งแต่ 0-8 ปี จำนวน 63,708 คน ที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการ และโครงการช่วยเหลือของภาครัฐ ผู้ป่วยติดเตียง/ ผู้พิการพึ่งตัวเองไม่ได้ จำนวน 19,130 คน ที่ไม่ได้รับสวัสดิการ และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 9,981 คน ที่ยังเข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการ และโครงการช่วยเหลือของรัฐเช่นกัน หากรวมทุกกลุ่มเหล่านี้ จะทำให้คนที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงสูงถึง 1.21% หรือมีอัตราพึ่งพิง 82.64% คน กลุ่มนี้จึงเป็นลักษณะทางประชากรที่ส่งผลต่อภาระพึ่งพิงทั้งในด้านเศรษฐกิจและการใช้เวลาในการเลี้ยงดูจากสมาชิกครัวเรือนที่ยังสามารถประกอบอาชีพได้ ขณะที่ในปี 2567 ประเทศไทยมีอัตราการพึ่งพิงของครัวเรือนยากจนอยู่ที่ 103.69% และครัวเรือนไม่ยากจนมีอัตราพึ่งพิงเพียง 60.06%
- ที่ตั้งบ้านเรือนและที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ: การที่บ้านเรือนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติเช่นนี้ทำให้ครัวเรือนยากจนไม่สามารถออกจากวัฏจักรความยากจนได้ เนื่องจากบริเวณที่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติระบบการผลิตการเกษตรได้รับความเสียหาย รายได้ไม่มีความมั่นคง ไม่สามารถสะสมทุนเพื่อการผลิตในปีต่อไปได้ หรือเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย จนมีภาวะหนี้สินผูกพัน นอกจากนี้ ยังสภาวะแรงกระแทก (Shocks) จากการปะทะกันทางการทหารในจังหวัดที่มีชายแดนติดประเทศกัมพูชาซึ่งมีผลต่อทั้งต่อความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และการดำรงชีพครัวเรือนยากจนที่ไม่สามารถใช้พื้นที่ทำการผลิตกิจกรรมทางการเกษตรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพรวมถึงการค้าขาย หรือการสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรอื่น ๆ หรือการทำให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจท้องถิ่น
- การเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม: เป็นมิติทางสังคม ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่มีการเคลื่อนไหวออกสู่สังคมภายนอกมากขึ้น การที่ชุมชนไม่สามารถไกล่เกลี่ยจัดการปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นร่วมกันได้ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และบทบาทขององค์กร/กลไกของชุมชนในการจัดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยกระบวนการภายในได้น้อยลง แต่อาศัยกลไกจากภายนอกเข้ามาทดแทน ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อคิดเห็นของครัวเรือนยากจนมีการรับฟังหรือการยอมรับจากผู้นำหรือคนในชุมชนน้อยลงเช่นกัน จนอาจถูกกีดกัน (Discriminate) จากกระบวนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและการเข้าถึงทรัพยากรในชุมชนหรือจากภายนอกได้
- มุมมองต่อความยากจนของบุคคล: นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยเชิงพฤติกรรมและชุดความคิดหรือทัศนคติส่วนบุคคล (Mindset) ที่มีต่อความยากจนแบบดั้งเดิม ทำให้มีความซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขยิ่งขึ้น เช่น ความจนมีลักษณะที่หยุดนิ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือความเชื่อในลักษณะ “บุญทำ กรรมแต่ง” เชื่อว่าความยากจนเป็นกรรมเก่าทำมาในอดีตชาติที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงคนจนบางส่วนให้คุณค่าต่อตนเอง (Self-Esteem) น้อย ทำให้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองหรือแสวงหาทางเลือก/โอกาสใหม่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนและครอบครัว ขณะที่บางกลุ่มยังอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนทำให้มีปัญหาทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต ไม่สามารถทำงานได้เป็นการซ้ำเติมความยากจนของครอบครัวมากขึ้นไปอีก
- พลวัตการพัฒนา: นโยบายในระดับมหภาคที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ/การตลาดสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรวดเร็ว หรือนโยบายรัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม ของคนกลุ่มต่าง ๆ ถือว่าเป็นปัจจัยที่เข้ามากระแทก (Shocks) ทำให้เกิดความพลิกผันที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดำรงชีพของครัวเรือนยากจนได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งหากปรับตัวหรือมีกลยุทธ์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี ก็จะสามารถลดทอนผลกระทบด้านลบ (Negative Impact) ต่อการดำรงชีพของครอบครัวให้น้อยลง อย่างไรก็ตาม จากข้อค้นพบจากงานวิจัยระบุว่า ครัวเรือนยากจน/คนจนไม่สามารถรับมือกับพลวัตการพัฒนาเหล่านี้อย่างเท่าทัน ด้วยข้อจำกัดของทุนมนุษย์
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อตัดวัฏจักรความยากจน
ในการบรรเทาหรือลดทอนให้ครัวเรือนสามารถออกจากวัฏจักรความจน และนำไปสู่การลดความจนข้ามรุ่นให้ได้นั้น จะต้องดำเนินการด้วยกลยุทธ์ แผนงาน โครงการที่หลากหลาย สอดคล้องบริบทของความยากจนในแต่ละพื้นที่
ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่อยู่นอกเหนือจากครัวเรือน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีความสลับซับซ้อน (Complexity) และมีพลวัต (Dynamism) สูง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับสังคม โดยควรดำเนินการร่วมกันในหลายระดับและหลายภาคส่วนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ระดับบุคคล/ครัวเรือน และชุมชน
มุ่งเน้นในการปรับเปลี่ยนแนวคิด และพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในระดับบุคคล (Deep Impact) ในระยะยาว ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ เช่น การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การเรียนรู้จากบทเรียนที่ประสบความสำเร็จ การให้คำปรึกษาแนะนำแบบใกล้ชิด (Coaching/ Buddy) การใช้สถาบันทางศาสนา รวมทั้งการปฏิบัติการร่วมกันผ่านกระบวนการกลุ่ม เป็นต้น ส่วนในด้านเนื้อหา ควรประกอบไปด้วย การให้คุณค่าต่อตนเอง (Self-Esteem) การสร้างภาวะผู้นำ (Personal Leadership Development) การตั้งเป้าหมายและวางแผนชีวิต การดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียงสมดุล การมีความเข้าใจและทักษะในการจัดการเงินครัวเรือน (Financial Literacy) การพัฒนาองค์กรเชิงธุรกิจชุมชน/สวัสดิการชุมชนเพื่อช่วยเหลือกันในชุมชน และการวางแผนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้อาจมีความสลับซับซ้อน ต้องดำเนินการเชิงลึกร่วมกัน และยากต่อการปฏิบัติต่อเนื่องแบบแยกส่วนของหน่วยงาน/องค์กร เพราะจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างในแต่ละบุคคลเป็นสำคัญและใช้เวลานานจึงจะเห็นผล แต่หากดำเนินการอย่างจริงจังร่วมกัน ทั้งหน่วยงานสนับสนุนชุมชน และครัวเรือนเป้าหมายจนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับของบุคคลได้แล้ว จะมีผลกระทบไปยังคนอื่น ๆ ครัวเรือนหรือในระดับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
ระดับหน่วยงาน/กลไกปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่
- การบูรณาการระบบข้อมูลจังหวัด: เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบข้ามหน่วยงาน (Cross-Functional) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดควรเป็นผู้นำของกลไกเชิงบูรณาการ เพื่อสนับสนุน และกำกับติดตาม ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการสำรวจ/ติดตาม ความเคลื่อนไหว และจัดทำข้อมูลความยากจนในพื้นที่ให้มีความเป็นปัจจุบัน
- การบูรณาการตัวชี้วัดและแผนของหน่วยงานในระดับจังหวัด: เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานในระดับพื้นที่โดยสนับสนุนให้นายอำเภอในบทบาทประธาน ศจพ.อ. เป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือให้ครอบคลุมทั้งอำเภอ และมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้บูรณาการระดับปฏิบัติการในแต่ละท้องถิ่น ทั้งนี้ควรมีการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัดจากดัชนีความยากจนหลายมิติ (Multidimensional Poverty Index: MPI) เป็นเครื่องมือในการติดตามผลลัพธ์ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และปรับกระบวนการทำงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของครัวเรือนเป้าหมายที่เป็นกลุ่มคนจนเรื้อรังอย่างเป็นรูปธรรมให้สามารถออกจากวัฏจักรความจน และลดความเสี่ยงต่อความยากจนข้ามรุ่น
ระดับนโยบาย ออกแบบนโยบายที่สนับสนุนหรือมุ่งเป้า (Targeting) สำหรับกลุ่มพื้นที่และครัวเรือนเป้าหมายที่มีข้อมูลความยากจนที่ต่อเนื่องเรื้อรัง ด้วยมาตรการที่มีความเจาะจง:
- ส่งเสริมเศรษฐกิจครัวเรือน: ทั้งในและนอกภาคการเกษตร เพื่อให้คนในครัวเรือนมีรายได้ที่ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีการพัฒนาคุณภาพผลผลิตที่ได้มาตรฐาน การแปรรูปเพิ่มมูลค่า เชื่อมโยงกับภาคเอกชน ตลาดท้องถิ่นหรือผู้ซื้อรายใหญ่ให้มีระบบการค้าขายที่เป็นธรรม (Fair Trade) ให้เกิดความมั่นใจในการวางแผนการผลิตและการลงทุน เพื่อลดการว่างงานและการอพยพตามฤดูกาล (Seasonal Migration) ให้มีรายได้ที่มั่นคงขึ้น
- สนับสนุนนโยบายในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างครอบคลุม (Inclusive Policy): รวมถึงลดการออกจากการศึกษากลางคัน (Drop out) โดยมุ่งเน้นการจัดหลักสูตรการศึกษาเพื่อฟื้นฟู เพิ่มทักษะ (Up-skill/Re-skill) หรือพัฒนาทักษะใหม่ (New-skills) ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่จะทำให้มองเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพใหม่ ๆ ที่หลากหลายขึ้น จนสามารถนำมาปรับใช้ในการประกอบอาชีพตามศักยภาพและต้นทุนที่มีอยู่ของตน
- สนับสนุนให้ครัวเรือนยากจนเข้าถึงปัจจัยการผลิตเพื่อสร้างรายได้: เช่น การอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ส่วนร่วมของรัฐภายใต้หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการจัดการผลิตร่วมกันแบบประณีต (Intensive Agriculture) พร้อมกับมีการบูรณาการระบบในการสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติอย่างครบวงจรตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) นอกจากนี้ควรมีนโยบายการประกันความเสี่ยงที่สมดุลกับความเสียหายในภาคการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อมูลภัยพิบัติซ้ำซากต่อเนื่องหลายปี
- สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทในการพัฒนานวัตกรรมเชิงนโยบาย (Innovative Policy): เพื่อจัดระบบสวัสดิการให้ครอบคลุมทุกด้านสำหรับกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีข้อมูลบ่งชี้ว่ามีความยากจนเรื้อรัง ควรมีการกำหนดมาตรการที่มีความเจาะจงให้แตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ
สรุป
วัฏจักรความยากจน จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของปัจเจกบุคคลหรือครัวเรือน หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีผลกระทบต่อสังคมโดยรวม หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีนโยบาย แนวทางการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ
ที่มา: รายงานสถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย (พื้นที่ 20 จังหวัด)
บทความที่เกี่ยวข้อง:




