เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 69 ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) เปิดรายงานประจำปี สถานการณ์เด็กและครอบครัว 2026 “เชื่อมช่องว่างเส้นทางการพัฒนาเด็กไทย: รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจำปี 2026” มุ่งนำเสนอสถานการณ์ของเด็ก เยาวชน และครอบครัวโดยนำเสนอสถานการณ์ใน 8 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- ปัญหาทุพโภชนาการสองทางเรื้อรังในเด็กทุกกลุ่มรายได้ คุณภาพอาหารเป็นโจทย์ใหญ่
- พัฒนาการเด็กปฐมวัยถดถอย แต่การลงทุนพัฒนายังถูกมองข้าม
- เด็ก-เยาวชนป่วยจากโรคติดต่อ-สิ่งแวดล้อม การเข้าถึงบริการสุขภาพรัฐ-เอกชนมีช่องโหว่
- เยาวชนยังถูกคุกคามจากคนรอบตัว-โลกออนไลน์ รัฐยังไม่สามารถสร้างสังคมปลอดภัย
- เยาวชนเข้าบำบัดยาเสพติดมากขึ้น มาตรการรัฐไม่แก้ปัญหาอย่างรอบด้าน-ยั่งยืน
- เยาวชนจะต้องรับภาระดูแลครอบครัวเกินกำลังในอนาคต แต่ขาดการสนับสนุนจากรัฐ
- เยาวชนหญิงถูกสังคมกดทับให้เผชิญปัญหาสุขภาพใจรุนแรง มาตรการยังจัดการปัจจัยเชิงโครงสร้างได้ไม่เพียงพอ
- เด็ก-เยาวชนต้องหนีภัยสู้รบตามแนวชายแดน แต่ไม่ได้รับการป้องกัน-เยียวยาผลกระทบอย่างเหมาะสม
ทุพโภชนาการเรื้อรังในเด็ก-เยาวชน
จากรายงานประจำปีเสนอว่าในปี 2569 พบว่า เด็กปฐมวัยที่มีภาวะเตี้ยแกร็นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12.3 แม้ว่าสัดส่วนจะลดลงเพียงเล็กน้อยและลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 2 หลังจากปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่มีสัดส่วนเด็กปฐมวัยเตี้ยแกร็นสูงที่สุดในรอบ 6 ปี (ร้อยละ 13.0)
แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าช่วงปี 2564-2566 ที่สัดส่วนเด็กปฐมวัยที่มีภาวะเตี้ยแกร็นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ร้อยละ 10.9, 11.9, และ 12.1 ตามลำดับ) สัดส่วนเด็กปฐมวัยที่มีภาวะเตี้ยแกร็นตลอดช่วงปี 2564-2569 ยังเกินค่าเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกินร้อยละ 8.5
ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนอายุ 6-18 ปีมีภาวะน้ำหนักเกิน/อ้วนเป็นวงกว้างกว่าภาวะเตี้ยแกร็น สัดส่วนเด็กและเยาวชนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน/อ้วนมีแนวโน้มค่อนข้างคงตัวอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2565-2569 โดยในปี 2569 มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 14.0 ใกล้เคียงกับสัดส่วนปี 2565-2568 ซึ่งมีสัดส่วนที่ราวร้อยละ 14.3, 13.7, 14.0, และ 14.6 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนเด็กและเยาวชนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน/อ้วนเคยต่ำกว่านี้ โดยในปี 2564 มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 11.9 ก่อนเพิ่มสูงขึ้นในปี 2565 และคงตัวต่อเนื่องในปีต่อ ๆ มา ทั้งนี้ตลอดช่วงปี 2564-2568 ไม่มีปีใดที่สัดส่วนเด็กและเยาวชนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน/อ้วนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกินร้อยละ 10.56
ทั้งนี้ เพราะรัฐขาดการจัดการระบบอาหารให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเด็กเล็กทุกกลุ่มรายได้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและเหมาะสม เช่นไม่ได้บริโภคผักผลไม้ ในรอบวัน ซึ่งกลุ่มที่รายได้ต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 24.8 และกลุ่มรายได้สูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 27.7 ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพเด็กในทุกกลุ่มรายได้
เนื่องจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพมีราคาแพง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานศึกษาและครัวเรือนขาดทรัพยากรจัดการคุณภาพอาหาร รัฐเองยังขาดการกำกับดูแลคุณภาพอาหารและการบังคับใช้มาตรการฉลากที่เหมาะสม
รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารต่ำ มีปริมาณเกลือ น้ำตาล ไขมันสูง หรือให้พลังงานสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะแทนที่อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารแปรรูปขั้นสูง ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการแต่งเติมสารสกัดจากอาหารและสารแต่งเติม
จนคุณค่าทางอาหารเหลือน้อยหรือไม่เหลือเลย ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเสี่ยงมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เสี่ยงที่จะเป็นโรคไม่ติดต่อไม่เรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต
เด็กไทยพัฒนาการสมวัยลดลงต่อเนื่อง
ไม่เพียงแต่ทุพโภชนาการ เด็กปฐมวัยอายุไม่เกิน 5 ปี ยังมีพัฒนาการสมวัยเป็นสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 97.4 ในปี 2562 เหลือเพียงร้อยละ 79.6 ในปี 2568 ทั้งที่กรมอนามัยตั้งเกณฑ์เป้าหมายให้สูงขึ้นตามลำดับ จากเดิมร้อยละ 85 เป็นร้อยละ 87 สะท้อนว่าตัวเลขในปัจจุบันถดถอยลงอย่างมาก และไม่ตรงกับความคาดหวังด้านพัฒนาการเด็กของไทย
แม้ว่าการเรียนรู้ในช่วงปฐมวัยจะเป็นช่วงที่มนุษย์มีพัฒนาการทางสมองอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบสำคัญของพัฒนาการเด็กหลังจากนั้น แต่จากรายงานจากคิด for คิดส์พบว่า เด็กอายุ 3-5 ปีกว่าร้อยละ 17 อยู่นอกระบบการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงได้แก่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
โดยสัดส่วนเด็กนอกระบบในกรุงเทพมหานครและปทุมธานีสูงถึงร้อยละ 45 และ 36 ตามลำดับ รวมทั้งจังหวัดชายแดนฝั่งตะวันตก เช่น ตาก แม่ฮ่องสอน และระนอง มีสัดส่วนที่ร้อยละ 61, 37, และ 30 ตามลำดับ
เด็กไทยสุขภาพร่างกายถดถอย
จากรายงานยังพบว่า เด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี เข้ารักษาพยาบาลด้วยโรคติดต่อเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ระหว่าง ปี 2564-2568 ในกลุ่มโรคประจำถิ่นที่มีมานาน โรคปอดอักเสบมีผู้เข้ารักษาถึง 148,694 คน ในปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัวจากปี 2564 ในขณะที่โรคมือ เท้า ปากมีผู้เข้ารักษาถึง 114,468 คน ในปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าตัวจากปี 2564 ส่วนโรคไข้เลือดออก พบผู้ป่วยจำนวน 26,369 คน เพิ่มขึ้น 3 เท่า โดยมีการเข้ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นและพุ่งสูงในปี 2568 ก่อนค่อย ๆ มีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงเป็นสาเหตุให้คนเสียชีวิตภายใน 5 ปี ถึง 125 คน
นอกจากนี้เด็กไทยมีแนวโน้มป่วยจากโรคมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น ในปี 2568 มีผู้ป่วยถึง 1.8 ล้านคนโดยมีผู้ป่วยกลุ่มอายุไม่เกิน 24 ปี เพิ่มมากขึ้น 2 เท่าตัวจากปี 2565 กลุ่มที่ป่วยมากที่สุดคือเด็กกลุ่มวัย 5-9 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มวัย 10-14 ปี, 15-19 ปี, 20-24 ปี และ 0-4 ปี ตามลำดับ โดยกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับ PM 2.5 สามอันดับที่พบมากที่สุด ได้แก่ โรคทางเดินหายใจ ผิวหนังอักเสบ และตาอักเสบ
โดยในปี 2568 มีผู้ป่วยกระจายอยู่เกือบทุกพื้นที่ พบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือและภาคใต้ตามลำดับ โดยปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กระทบต่อสุขภาพและโรคของเด็กและเยาวชนมาเป็นเวลาหลายปีในทุกพื้นที่ จากข้อมูลปริมาณฝุ่นรายวันย้อนหลัง 3 ปี ระหว่างปี 2565 -2567 ของกรมควบคุมมลพิษ แนวโน้มคุณภาพอากาศของไทยวัดจากแต่ละจังหวัดในภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และสงขลา พบว่าสัดส่วนวันที่คุณภาพอากาศไม่ปลอดภัย/อากาศไม่ดีสูง
วิกฤตโลกรวนสร้างกับดักความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น
นอกเหนือจากรายงานประจำปี คิด for คิดส์ยังได้ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 Public Policy Think Tank: 101 PUB) จัดเสวนาสาธารณะ ‘Research Roundup 2026: เด็กเปลี่ยน บ้านป่วน โลกป่วย’ ซึ่งพบว่า ปัญหาที่เด็กไทยต้องเผชิญในปัจจุบัน เป็นอีกผลกระทบหนึ่งจากวิกฤตโลกรวน
วิกฤตโลกรวนถือได้ว่า เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนโดยตรงและระยะยาว รวมถึงสร้างกับดักความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งรัฐไทยยังขาดนโยบายสาธารณะในการรับมืออย่างเป็นระบบ
โดยด้าน รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) นำเสนอ โครงการวิจัย ‘ความท้าทายของเด็กและเยาวชนที่เติบโตในท่ามกลางวิกฤตโลกรวน’ ระบุว่า เด็ก ๆ ที่เกิดในปี 57 เป็นต้นมาจะต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนมากกว่าผู้ใหญ่ 36 เท่า เผชิญไฟป่าและพายุโซนร้อนมากกว่า 3 เท่าตัว และอุทกภัยมากกว่า 4 เท่า ในกรณีที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส
ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ได้ผลกระทบจากวิกฤตโลกรวนเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยมีดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่สร้างความเสียหายทั้งมิติเศรษฐกิจจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่อันดับที่ 17 และมีดัชนีความพร้อมรับมือกับวิกฤตโลกรวนอันดับที่ 80 จาก 193 ประเทศ
โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ที่ UNICEF ระบุว่า ดัชนีความเสี่ยงต่อสภาพภูมิอากาศสูงเป็นอันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศ ซึ่งเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มเปราะบางเนื่องจากร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ วิกฤตโลกรวนสามารถส่งผลกระทบไปตลอดช่วงชีวิตจากภัยพิบัติหนึ่งครั้งอาจกลายเป็น ‘กับดักความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น’
ภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศ ทั้งอากาศที่ร้อนจัด น้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่น PM 2.5 พายุ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้ง การสูญเสียรายได้จากภาคเกษตร ผลผลิตลดลง ที่อยู่อาศัยเสียหาย แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะ ราคาอาหารสูงขึ้น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย รวมไปถึงต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน
หลายครัวเรือนต้องปรับตัวด้วยการลดคุณภาพหรือปริมาณอาหาร ให้เด็กออกจากโรงเรียน เลือกการรักษาพยาบาล หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กโดยตรง ทำให้เด็กเตี้ยแคระ ผอมแห้ง ขาดสารอาหาร ไม่ได้รับวัคซีน เสียโอกาสในการรักษาความเจ็บป่วย หลุดจากระบบการศึกษา การเรียนรู้ถดถอย เครียดและสูญเสียความมั่นคงในชีวิต
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
- ระยะสั้น (0–2 ปี) ถือวาระเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือ เพิ่มสิทธิเด็กในกฎหมายลดโลกร้อน โดยระบุการคุ้มครองและรับรองสิทธิการประเมินผลกระทบ สำหรับกลไกการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน บรรจุเป้าหมายด้านเด็กและเยาวชนลงในการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด และแผนการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
ในมิติเรื่องการศึกษา บรรจุในหลักสูตรแกนกลางให้เหมาะกับช่วงวัย และต่อยอดทักษะสีเขียวรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีแผนรับมือคลื่นความร้อนทุกโรงเรียน โดยมีระบบการแจ้งเตือนและแนวปฏิบัติที่คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักและสอดคล้องกันทั้งประเทศ
และมิติสุขภาพ ต้องขยายฐานข้อมูลกรมควบคุมโรค สู่ระบบแจ้งเตือนระดับโรงเรียน พร้อมแนวปฏิบัติเชิงรุกสำหรับโรงเรียนและชุมชนโดยรอบ และเพิ่มหลักสูตรผลกระทบภูมิอากาศต่อเด็กและเยาวชนให้เครือข่าย อสม. เดิมทั่วประเทศ
- ระยะกลาง (2–5 ปี) ถือเป็นการดำเนินการภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทุกนโยบายภูมิอากาศต้องผ่านการประเมินผลกระทบต่อสิทธิเด็กพร้อมจำแนกกลุ่มประชากรเด็กและเยาวชนตามระดับความเปราะบาง เพิ่มการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ด้วยการจัดตั้งสภาเยาวชนสภาพภูมิอากาศแห่งชาติที่มีสถานะทางกฎหมายทำหน้าที่ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านโลกรวน
สร้างเกณฑ์การเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง โดยให้นักเรียนกลับมาเรียนได้ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังจากเกิดภัยพิบัติ จัดเตรียมอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า พัฒนาช่องทางการเรียนรู้ทางเลือก เช่น จุดเรียนรู้ในชุมชน แพลตฟอร์มดิจิทัลใช้ได้โดยไม่ต้องมีอินเทอร์เน็ต (Offline-first โดยการดาวน์โหลดข้อมูลเก็บไว้ล่วงหน้า) หรือหน่วยเรียนรู้เคลื่อนที่
เมื่อเกิดภัยพิบัติ รัฐต้องเพิ่มเงินช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยที่มีเด็กหรือเยาวชนในความดูแล ขยายวงเงินอุดหนุนเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยหรืออาชีพให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ โดยใช้โครงสร้างการจ่ายเงินโอนที่มีอยู่เดิมเพียงเพิ่มเงื่อนไขให้จ่ายทันทีเมื่อเกิดภัยพิบัติแบบอัตโนมัติ
- ระยะยาว (มากกว่า 5 ปี) ต้องใช้งบประมาณสูง หรืออาจจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับใหม่ ที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา ให้รัฐกำหนดมาตรฐานด้านการรับมือภัยพิบัติและประหยัดพลังงาน โดยอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เช่น อุณหภูมิห้องภายในเรียนไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส สามารถเผชิญอุทกภัยคาบ 50 ปี (ค่าสถิติทางอุทกวิทยาที่บ่งบอกถึงระดับความรุนแรงของน้ำท่วมที่มีโอกาสเกิดขึ้น 2% หรือ 1 ใน 50 ในทุก ๆ ปี ไม่ได้หมายความว่าน้ำท่วมระดับนี้จะต้องเกิดขึ้นทุกๆ 50 ปี) โดยโครงสร้างหลักไม่เสียหาย มีระดับ PM 2.5 และ CO2 ตามมาตรฐาน WHO และสร้างฐานข้อมูลความเสี่ยงภัยพิบัติรายโรงเรียน และเริ่มปรับปรุงจากโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงสูงเป็นอันดับแรก
และมีกลไกสนับสนุนการย้ายถิ่นฐาน เพราะในบางพื้นที่ซึ่งไม่สามารถอยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพได้อีกต่อไป
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐควรอุดหนุนงบประมาณเพื่อการย้ายถิ่นฐานโดยสมัครใจวงเงินดังกล่าวต้องครอบคลุมค่าที่อยู่อาศัย และการฝึกอบรมอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่แห่งใหม่ พร้อมทั้งดูแลด้านการศึกษาและสุขภาพของเด็กและเยาวชน ในครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- เร่งแผนปรับตัวรับภัยพิบัติ ไทยติดที่ 17 “สภาพอากาศสุดขั้ว”
- พื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ชุมชนต้องตัดสินใจ อยู่ หรือ ย้าย?
- พัฒนาทุนมนุษย์ ต้องไปไกลกว่า ‘ปฏิรูปการศึกษา’




