ปัญหาการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนรูปแบบและขยายตัวจากปัญหาสุขภาพส่วนบุคคลไปสู่ปัญหาของชุมชน โดยเฉพาะการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่ง่ายขึ้น รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ และการแพร่กระจายผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงเข้าสู่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินตั้งแต่อายุน้อยลง
ข้อมูลจากเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้สำรวจการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า 303 พื้นที่ทั่วประเทศ และเก็บข้อมูลประชากร 49,474 คน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พบว่าบุหรี่ไฟฟ้าได้เข้าไปแทรกซึมในระดับชุมชน
บุหรี่ยังเป็นปัญหา บุหรี่ไฟฟ้ากำลังขยายตัว
ภาพรวมจาก 303 พื้นที่พบว่า ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 11.57% สูบบุหรี่เป็นประจำทุกวัน ขณะที่ผู้ที่เลิกสูบแล้วมีเพียง 2.42% สะท้อนว่ามาตรการช่วยให้ผู้สูบเลิกบุหรี่ยังเข้าถึงประชาชนได้ไม่มากพอ
ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวผู้สูบ แต่ยังส่งผลต่อคนรอบข้าง โดยพบผู้สูบบุหรี่ในบ้านเป็นประจำทุกวัน 11.98% และพบเห็นการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะ 38.57% ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่า ทั้งบ้านและพื้นที่สาธารณะยังมีช่องว่างในการสร้างสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่
สถานการณ์ในแต่ละภูมิภาค โดยภาคใต้มีสัดส่วนผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบันสูงที่สุด 18.59% รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13.67% ภาคกลาง 10.70 % และภาคเหนือ 6.20%
ขณะเดียวกัน บุหรี่ไฟฟ้ามีลักษณะการแพร่ระบาดแตกต่างออกไป โดยภาคกลางมีสัดส่วนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 6.21% ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความถี่ในการใช้เฉลี่ยสูงถึง 10 ครั้งต่อวัน สะท้อนว่ามาตรการระดับประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทและรูปแบบการใช้ของแต่ละพื้นที่
“ยังไม่คิดเลิก” ปัญหาสำคัญของการควบคุมการสูบบุหรี่
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ผู้สูบบุหรี่จำนวนมากยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการเลิกอย่างจริงจัง โดย 30.55% ระบุว่าไม่เคยคิดหรือไม่ต้องการเลิกสูบ ขณะที่ 38.39% เคยคิดจะเลิก แต่ยังไม่เคยพยายามเลิก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าโจทย์ของการเลิกบุหรี่ไม่ได้อยู่ที่การรักษาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการสร้างแรงจูงใจ การให้คำปรึกษา และการทำให้บริการช่วยเลิกบุหรี่เข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังพบการแบ่งขายบุหรี่เป็นมวนตามร้านค้าในชุมชน 14.68%และพบการโฆษณาหรือส่งเสริมการขายบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในร้านค้าหรือพื้นที่สาธารณะ 8.21% สะท้อนช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบในระดับพื้นที่
จากบุหรี่สู่บุหรี่ไฟฟ้า: ความเสี่ยงที่กำลังขยับสู่วัยเด็ก
บทเรียนจากการทำงานของเครือข่าย 303 แห่ง ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา พบแนวโน้มการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มเยาวชนและประชาชนในชุมชน โดยบุหรี่ไฟฟ้ามีปัจจัยเอื้อต่อการเข้าถึงหลายด้าน ตั้งแต่รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ ความเชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป ไปจนถึงการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์
ผลที่ตามมาคือการพบผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กที่อายุน้อยลง ขณะที่พื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมยังเป็นช่องทางสำคัญของการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถหยุดการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากพื้นที่ทั้ง 303 แห่งไม่ได้มีเพียงข้อจำกัด แต่ยังแสดงให้เห็นว่า การจัดการปัญหาในระดับท้องถิ่นสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง
พื้นที่ต้นแบบหลายแห่งสามารถลดสัดส่วนผู้สูบบุหรี่ประจำลงได้ภายในเวลา 2–3 ปี และขยายพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่ได้อย่างครอบคลุม ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการจัดกิจกรรมและบริการเพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ควบคู่กับการเสริมศักยภาพสถานศึกษาให้สามารถเฝ้าระวังและจัดการปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ
บทเรียนนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไม่ควรเป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัย “กลไกพื้นที่” ที่เชื่อมโยงท้องถิ่น โรงเรียน ระบบสุขภาพ ครอบครัว ชุมชน และเด็กและเยาวชนเข้าด้วยกัน
เปลี่ยน อปท. จากผู้รับนโยบายสู่ “เจ้าภาพจัดการปัญหา”
นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ระบุว่า มีข้อเสนอเชิงนโยบายจากบทเรียนของเครือข่าย 303 แห่ง มุ่งให้หน่วยงานระดับชาติเข้ามาสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้สามารถนำมาตรการป้องกันและลดการแพร่ระบาดไปปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง
- กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ควรกำหนดให้กองสาธารณสุขของ อปท. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ควรส่งเสริมให้ อปท. จัดทำแผนป้องกันและลดการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าแบบมีส่วนร่วม และบรรจุไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่นและข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินงานมีทั้งงบประมาณ เจ้าภาพ และเป้าหมายที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ควรบรรจุเนื้อหาการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรท้องถิ่น ทั้งสายปฏิบัติการ สายวิชาการ และสายผู้บริหาร รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง อปท.
ที่สำคัญ ควรยกระดับเรื่องนี้เป็นตัวชี้วัดภาคบังคับในการประเมินประสิทธิภาพของ อปท. หรือ LPA เพื่อให้การจัดการปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นภารกิจที่มีความต่อเนื่อง ไม่ขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้บริหารท้องถิ่นแต่ละแห่ง
- กระทรวงศึกษาธิการ: จาก “ลงโทษ” สู่ “ป้องกันและบำบัด”
สำหรับสถานศึกษา ข้อเสนอสำคัญคือการปรับมุมมองต่อเด็กและเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า จากการมองเป็นปัญหาด้านวินัยเพียงอย่างเดียว ไปสู่การมองเป็นปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการคัดกรอง ให้คำปรึกษา ส่งต่อ และบำบัดรักษาอย่างเหมาะสม
ควรสนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาสู่สถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข ควบคู่กับมาตรการป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้กลุ่มและองค์กรเด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการป้องกัน
การป้องกันควรถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของระบบประกันคุณภาพภายใน หรือ IQA ของสถานศึกษาทุกแห่ง เพื่อให้เรื่องสุขภาวะและการป้องกันภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพผู้เรียน ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ
สถานศึกษาควรพัฒนาผู้เรียนให้มีวินัย มีสุขภาวะทางกายและใจ รู้เท่าทันภัยคุกคาม เช่น ยาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า และสามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างได้ พร้อมผสานมาตรการทางสังคมเข้ากับการป้องกันและบังคับใช้กฎหมาย
- กระทรวงสาธารณสุข: ทำให้ “เลิกบุหรี่” เป็นบริการสุขภาพที่เข้าถึงได้
ระบบสุขภาพควรขยับจากการรอให้ผู้สูบเข้ามารับบริการ ไปสู่การคัดกรองและช่วยเหลือเชิงรุกในระดับปฐมภูมิ โดยกระทรวงสาธารณสุขควรร่วมกับ สปสช. สำนักงานประกันสังคม และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กำหนดให้การประเมิน การบำบัด และการให้คำปรึกษาผู้ติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของบริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้หน่วยบริการสามารถเบิกจ่ายค่าบริการและค่ายาได้อย่างเหมาะสม
ควรจัดทำแนวทางการคัดกรอง บำบัด และส่งต่อผู้ติดนิโคติน ตั้งแต่ รพ.สต. ไปยังโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลศูนย์ พร้อมพัฒนาศักยภาพ อสม. และบุคลากร รพ.สต. ให้สามารถทำงานด้านการป้องกัน คัดกรอง ให้คำปรึกษา และส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ควรพัฒนาเครื่องมือสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับผู้นำชุมชน บุคลากรท้องถิ่น ครู เจ้าของกิจการและพนักงาน ตลอดจนผู้นำศาสนา เพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถเป็น “ด่านหน้า” ในการป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในชุมชน
- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์: ให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหา
เด็กและเยาวชนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกลุ่มเป้าหมายของมาตรการ แต่ควรเป็นผู้ร่วมออกแบบและขับเคลื่อนการป้องกันด้วย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงควรผลักดันวาระ “เยาวชนไทยรู้เท่าทันภัยบุหรี่ไฟฟ้า” ให้เป็นแผนปฏิบัติการประจำปีของสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย รวมถึงสภาเด็กและเยาวชนในทุกระดับ พร้อมมีระบบติดตามและประเมินผล
ควรจัดทำคู่มือหรือ Toolkit สำหรับสภาเด็กและเยาวชน เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถนำไปออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ทั้งการสื่อสาร การเฝ้าระวัง การสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ และการสร้างเครือข่ายเยาวชนรู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า
จากนโยบายระดับชาติ สู่การจัดการในระดับพื้นที่
บทเรียนจาก 303 พื้นที่สะท้อนว่า การควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไม่สามารถพึ่งพาการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดเกี่ยวข้องทั้งกับพฤติกรรม ครอบครัว โรงเรียน ร้านค้า ช่องทางออนไลน์ ระบบบริการสุขภาพ และสภาพแวดล้อมของชุมชน
ดังนั้น หัวใจสำคัญของข้อเสนอครั้งนี้คือการทำให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น “เจ้าภาพ” ของการจัดการปัญหาในพื้นที่ โดยมีหน่วยงานส่วนกลางทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน สนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณ ระบบบริการ และเครื่องมือประเมินผล
หากทำให้ อปท. สามารถเห็นข้อมูลปัญหาของพื้นที่ตนเอง มีแผนงานและงบประมาณ มีเครือข่ายโรงเรียนและระบบสุขภาพ มีมาตรการจัดการร้านค้าและพื้นที่สาธารณะ และเปิดให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม การป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ใช่เพียง “นโยบายจากส่วนกลาง” แต่จะกลายเป็นวาระของชุมชนที่สามารถจัดการได้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




