นำไปสู่การจัดตั้ง Human Capital Superboard ที่ดูแลรับผิดชอบโดย รองนายกรัฐมนตรี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ประสานกระทรวงที่เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ตั้งแต่เกิดจนถึงวัยทำงาน อย่าง กระทรวงศึกษาธิการ แรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผนวกเข้ากับภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาทุนมนุษย์ เชื่อมโยงการศึกษากับเศรษฐกิจ สังคมให้กลมกลืนไปด้วยกัน
Policy watch ชวน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนทนาเกี่ยวกับการสร้าง “ทุนมนุษย์” และโครงการ Human Capital Superboard
Policy Watch: การก่อตั้ง Human Capital Superboard ถือเป็นครั้งแรกที่มีการระดมความเห็นจากหลายภาคส่วน และสร้างการมีส่วนร่วม ก้าวข้ามการเมือง เพื่อสร้างทุนมนุษย์ ในทางปฏิบัติ มีอุปสรรคความท้าทายอะไรบ้าง
ยศชนัน: ความจริงแล้วผมเรียก “อุปสรรค” ว่าเป็น “ความท้าทาย” ไม่ว่าจะไปแนวทางไหนก็มีความท้าทาย ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ตอนที่เขาสร้างประเทศขึ้นมา ทรัพยากรแทบไม่มี มีเกาะธรรมดาเกาะเดียวเท่านั้นแหละ แต่สิ่งที่เขาพยายามจะสร้างก็คือทุนมนุษย์ นอกจากจะเป็นทุนทางธรรมชาติที่เขาไม่มี เขาพยายามสร้างทุนมนุษย์ ทำให้เกิดองค์ความรู้ การเรียนรู้ที่มากขึ้น แล้วก็ทำให้ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่สามารถที่จะเกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้
นั่นก็คือการลงทุนในเรื่องของทุนมนุษย์ แล้วเราก็เห็นชัดเจนว่าในเวลา 50 ปี ประเทศเขาเปลี่ยนจากประเทศที่ออกมาจากมาเลเซีย สู่ประเทศที่เป็นมหาอำนาจ ใช้เวลาไม่นาน
วันนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เรามีความจำเป็นต้องพัฒนาทุนมนุษย์ การพัฒนาทุนมนุษย์ก็จะควบคู่ไปกับการพัฒนาทางด้านวิทยาการใหม่ ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทางด้านของทฤษฎีเชิงสังคมต่าง ๆ รวมถึงทางด้านทฤษฎีเชิงกฎหมายที่มีความจำเป็นต้องสอดรับกับการควบคุมการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เรียกว่าต้องทำทั้ง value chain เลย ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ
แนวทางที่เราทำตอนนี้ เราเรียกว่าเป็น Backcasting คือ เทคนิคการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่เริ่มต้นจากการจินตนาการถึงเป้าหมายหรือภาพความสำเร็จในอนาคต จากนั้นให้คิดย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน เพื่อหาเส้นทางและขั้นตอนการทำงานที่จำเป็น วิธีการนี้จะทำให้เราหลุดพ้นจากข้อจำกัดเดิม ๆ
เรามองเรื่องของสังคมกับเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งนะครับ ซึ่งก็ปกติเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว มองว่าต้องน่าอยู่ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ขณะเดียวกันเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ เงิน เรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งบางเรื่องที่มีมาจากปัญหาเศรษฐกิจด้วย ปัญหาสังคมด้วย ซ้อนทับกัน
ทีนี้ถ้า ครม. ทางด้านเศรษฐกิจมองว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องมีเม็ดเงินเท่าไหร่เข้ามาในประเทศ ต้องการที่จะมีอุตสาหกรรมไหนเข้ามาในประเทศเพื่อที่จะช่วยประเทศได้อย่างเต็มที่ แล้วต้องการผลักดันอุตสาหกรรมไหนของประเทศไทยออกไปสู่ข้างนอกเพื่อนำเม็ดเงินกลับเข้ามา
ทีนี้เราก็ต้องย้อนกลับมาแล้วว่าเราต้องมีทุนมนุษย์ปริมาณเท่าไหร่ ในพื้นที่แบบไหน ในจังหวัดไหน ยังไงบ้าง แล้วก็ย้อนกลับมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วก็ย้อนกลับมาที่การศึกษาในระดับปฐมวัย
เราต้องดูอีกว่าจะมองถึงปฐมวัยเท่านั้นก็ไม่ได้ แต่ต้องมองไปถึงเด็กตั้งแต่แรกเกิดเลย ในเรื่องพัฒนาการของเขา เช่น ความสูง โภชนาการ ความแข็งแรง แล้วก็เรื่องสภาพจิตใจต่าง ๆ
เรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์จึงจำเป็นต้องสอดรับกันกับทุกกระทรวงด้วยครับ เราต้องดูทั้งระบบ ทั้งองคาพยพ ดูว่าเป้าหมายเราในปีไหนจะเป็นยังไง แล้วเรามีอะไรต้องสร้างต้องเพิ่มอะไรบ้างในบางเรื่องหรือต้องแก้ปัญหาเรื่องอะไรบ้าง แล้วการจัดสรรเรื่อง การกระจายเงินลงไปในโครงการแต่ละโครงการเพื่อตอบโจทย์ประเด็นนั่นคือความหมายของกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ครับ
Policy Watch: Human Capital Superboard มีที่มา กระบวนการ กรอบระยะเวลา การดำเนินงานอย่างไร
ยศชนัน: เรื่องนี้มองว่าเป็นความยืดหยุ่นในการปรับตัว ตอนนี้เราถ้าเราตามเรื่องพวก generative AI ChatGPT Claude Anthropic ต่าง ๆ เราจะเห็นว่าเขาอัปเดตกันทุกวัน แต่หลักสูตรองค์ความรู้ประเทศเราเปลี่ยนรายปี เปลี่ยนราย 4 ปี เพราะฉะนั้นมันไม่ทันการณ์
ทีนี้ถามว่าแล้วใครล่ะจะเป็นคนบอกในเรื่องการเปลี่ยนหลักสูตร การเปลี่ยนแปลงการพัฒนาทุนมนุษย์ กระทรวงศึกษาเหรอ กระทรวง อว. หรือเปล่า ความจริงอาจจะไม่ใช่นะ ความจริงแล้วทุกคนต่างหาก ทุกคนคือคนที่ต้องการองค์ความรู้ ทุกคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม ทุกคนที่อยู่ในสังคม เขาก็สามารถที่จะ feedback มาได้
เราผลิตคนออกไปทำงานในทุกพื้นที่ในทุกมิติ เพราะฉะนั้นคนที่จะมา feedback ก็คือเราทุกคน ที่อยู่ในทุกสายอาชีพต่างหาก ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของแค่กระทรวงศึกษาหรือกระทรวง อว. หน่วยงานราชการหรือสภาอุตสาหกรรมหรือกลุ่มเกษตรกร ท้องถิ่นหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกคนที่สามารถมีส่วนร่วมในการ feedback
แต่จะทำยังไงเราถึงจะทำให้กระบวนการตรงนี้สามารถที่จะดำเนินการได้แล้วให้ feedback มาเร็ว ๆ เพื่อเราสามารถที่จะปรับปรุงในเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้ง หลักสูตร upskill-reskill หลักสูตรสถาบันการศึกษา อุดมศึกษา ปฐมศึกษา มัธยมศึกษาต่าง ๆ รวมถึงการดูแลเด็กเล็กหรือกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งคนพิการหรือว่าคนสูงอายุ
เพราะฉะนั้นการที่เรามีบอร์ดใหญ่ ๆ ที่รวมคนหลาย ๆ คน ก็จะมาเป็นความรู้ข้อมูลยิงเข้าในบอร์ดเล็ก ๆ ต่ออีกที ดังนั้น Human Capital Super Board จึงเป็นกลไกที่จะทำให้พวกเรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น จากคนที่อยู่หน้างานจริง ๆ แล้วก็ส่งข้อมูลความรู้เข้ามา และมีอำนาจหน้าที่ในการปรับปรุงหลักสูตร ปรับปรุงการศึกษา
เนื่องจาก Human Capital Super Board คือเหมือนสภานโยบายเชิงความคิด การผลิตทุนมนุษย์ เพราะฉะนั้นถ้าเรารอให้แต่ละหน่วยงาน แต่ละกระทรวงองค์กรต่างคนต่างทำ หรือมารอข้อมูลจากแต่ละที่ ก็จะได้คนละเรื่องกัน เพราะแต่ละที่ เขาก็จะมองเฉพาะบทบาหน้าที่ความรับผิดชอบตัวเอง ต่างคนต่างทำงานในพื้นที่ของตัวเองเป็นไซโล ไม่ยอมสื่อสารหรือแชร์ข้อมูลกับทีมอื่น
แต่ถ้าวันนี้เรามี Human Capital Super Board มีคนที่มองทั้งหมดร่วมกันก็จะเข้าใจละว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วยิงลงมาเรื่องเดียวว่า วันนี้ที่ไหนต้องเปลี่ยนเรื่องอะไรยังไงบ้าง อันนี้ก็จะเป็นเป้าหมายของเรื่องเกี่ยวกับ Human Capital Super Board
Policy Watch: ตัวชี้วัดความสำเร็จของ Human Capital Super Board เป็นอย่างไร
ยศชนัน: ตอนนี้ที่ทำเสร็จแล้ว คือกลไกของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) คณะกรรมการระดับชาติที่รวมตัวแทนรัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราใช้กลไกภาครัฐเอกชนร่วมกัน แบ่งเป็น 4 คอลัมน์ คอลัมน์แรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจใหม่ การลงทุน คอลัมน์ที่ 2 เป็นเรื่องการพาณิชย์ คอลัมน์ที่ 3 คือเรื่องกฎหมาย คอลัมน์ที่ 4 เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ผมรับผิดชอบคอลัมน์นี้ ทั้ง 4 คอลัมน์จะร้อยเรียงทำงานประสานกัน รวมแนวทางในการสนับสนุนเรื่องทุนมนุษย์
ในแต่ละกลุ่มพยายามทำเป็นคณะทำงานย่อย เพื่อให้แต่ละคณะทำงานย่อยเขาได้คิดตัวแนวทางของเขาเอง เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้มี roadmap เดียวแล้ว
สำหรับ Human Capital Super Board ซึ่งอยู่ในกลไกของ กรอ. ที่ผมดูแลอยู่แล้ว โดยมี รัฐมนตรี ทั้ง 5 กระทรวงที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับทุนมนุษย์มาร่วมด้วย ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการกระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่สามารถพร้อมที่จะขับเคลื่อนได้เลย
แล้วเราก็ยิงข้อมูลตรงนี้เชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ เชื่อมโยงกับเรื่องพาณิชย์ เชื่อมโยงกับเรื่องกฎหมาย เห็นไหมครับ มันก็จะเป็นองคาพยพที่สามารถที่จะใช้ได้เลย ไม่ได้ต้องรออีกแล้วนะครับ
เรื่องนี้ปัจจุบันเราดำเนินงานแล้ว อยู่ในช่วงการตั้งคณะกรรมการ สำหรับชุดใหญ่ของ กรอ. ตั้งเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำชุดย่อยครับ ซึ่งผมก็จะทยอยตั้งกรรมการแต่ละชุดเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถดำเนินการต่อไป สร้างระบบของ Human Capital Super Board ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
Policy Watch: ภารกิจของ Human Capital Superboard มีหลายเรื่องใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องเร่งด่วน หรือเรื่องไหนต้องคอยไว้ก่อน
ยศชนัน: ทุกเรื่องคือเรื่องเร่งด่วนที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าคน ๆ เดียวทำงาน ทำงานไม่ได้ เราจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่เราพยายามที่จะบอกว่า กระทรวงอย่างเช่น กระทรวง อว. เราต้องไป X กับทุกกระทรวง
เพื่อที่เปิดโอกาสให้คนเก่ง ๆ ในกระทรวงต่าง ๆ ไปทำเรื่องที่ถนัดที่ชำนาญ เพราะทุกคนมีความชำนาญความสามารถและความสนใจไม่เหมือนกัน การกระจายคนที่ดีที่สุดไปสู่คนที่จะเป็นปลายน้ำจึงเป็นกลไกที่ดีที่สุด
อย่างเช่นเรื่องเกษตรกร ปัญหาความยากจน เราก็นำอาจารย์ที่เก่งด้านนี้ X กับกระทรวงเกษตรทันที มีประเด็นเรื่องสาธารณสุข สุขภาพ เราก็นำอาจารย์ที่เป็นทีมแพทย์ของเราไปร่วมกับสาธารณสุข
ถ้าถามว่าเรื่องเกษตรหรือสาธารณสุข อันไหนสำคัญกว่ากัน ก็สำคัญทั้งคู่ครับ ถ้าเกษตรกรไม่สบาย เกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีอาหาร เกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นมันคือการกระจายคนที่ใช่ไปในจุดต่าง ๆ
เรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติสำคัญไหม สำคัญมาก ตรงนี้ก็มีทีมที่ทำเรื่องภัยพิบัติ ทีมที่ทำเรื่องเกี่ยวกับ food security ทีมที่ทำเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารราชการกฎหมาย ทีมที่ปราบคอร์รัปชันต่าง ๆ เราพยายามกระจายตรงนี้เข้าไปพร้อมกัน เพราะฉะนั้นเรามองว่าทุกประเด็นเป็นความเร่งด่วนทั้งหมด
ดังนั้นหน้าที่ของรัฐมนตรีเนี่ยคือการกระจายคนที่ใช่คนที่เก่ง แล้วเราก็หนุนเสริมกำลังให้เขา ทำให้เขาทำงานให้ง่ายที่สุด
Policy Watch: เวลาภาครัฐใช้คำว่า “ทุนมนุษย์” เป็นนโยบาย อาจถูกมองว่า กำลังกำหนดทิศทางของพลเมืองให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐแบบทุนนิยม ทำให้คุณภาพชีวิตมนุษย์กลายเป็นสินทรัพย์ มากกว่าจะมองประชาชนเป็นพลเมือง และดูเป็นนโยบายแบบ Top-Down
ยศชนัน: เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องทำสองด้านไปพร้อมกันดีกว่า แต่ในขณะเดียวกันการสื่อสารนโยบายนี้ มันเป็นการสื่อสารด้านเดียวครับ จากบนลงล่าง ว่านโยบายนี้จะช่วยเพิ่ม GDP อย่างไร จะทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างไร
ขณะเดียวกัน GDP เปลี่ยน ไม่ได้หมายความว่า สังคมกับรายได้ของชุมชนแต่ละท้องถิ่นเขาจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้นถ้าเราซอยย่อยออกมาเป็น GDP ในแต่ละที่ หรือมองว่าเป็นลักษณะของการกระจายตัวของทรัพยากรต่าง ๆ ในเรื่ององค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อทำให้คนตัวเล็กที่สุดมีรายได้เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งต้องทำคู่ขนานกันไปกับเรื่อง ธุรกิจชุมชน (Local Enterprise) ที่ธุรกิจสามารถดำเนินงานในระดับท้องถิ่นได้ ใช้ทรัพยากรและเกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ รายได้จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชน
ในการสร้างธุรกิจชุมชน เราจะต้องเข้าไปการศึกษาถึงชุมชน คนตัวเล็กที่สุด ทำงานวิจัยเชิงสังคม ซึ่งอาจจะพบว่าความจริงแล้ว ความยากจนไม่ได้เกิดจากคน ๆ นั้น แต่อาจจะเกิดจากการขาดองค์ความรู้หรือเปล่า เกิดจากสถานที่ เกิดจากพื้นที่ เกิดจากเรื่องโลจิสติกส์เส้นทางคมนาคมหรือเปล่า เกิดจากปัญหายาเสพติดหรือไม่ เกิดจากภัยพิบัติน้ำท่วมหรือเปล่า
ตรงนี้นักวิจัยในเชิงสังคมก็จะต้องศึกษาวิจัยให้ได้คำตอบมาวิเคราะห์ เพื่อเป็นข้อมูลและแนวทางในการทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหา เราจึงต้องพยายามทำธุรกิจชุมชน พร้อมกับเศรษฐกิจระดับบน ระดับใหญ่
อย่างในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ที่สงครามระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯและอิสราเอลส่งผลต่อราคาน้ำมัน บางประเทศอาจจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะว่าเขาสามารถที่จะมีเศรษฐกิจฐานรากที่ดี แต่ประเทศที่เศรษฐกิจฐานรากไม่ดี ก็จะเกิดปัญหาเยอะ
เราจะเรียนรู้จากในเรื่องนี้ แล้วพยายามที่จะทำให้การพัฒนาทุนมนุษย์เป็นการพัฒนาตั้งแต่เศรษฐกิจฐานราก ไปสู่เศรษฐกิจที่เรียกว่า New Growth Engine แล้วสองอย่างนี้ทั้ง New Growth Engine กับ Local Enterprise ก็จะต้องวิ่งหมุนกลับไปแล้วก็สลับกัน
ยกตัวอย่าง ต้นน้ำของเรื่องยามาจากการเกษตร เช่น ยาสมุนไพรต่าง ๆ ถือว่าเป็นเกษตรมูลค่าสูง ในขณะเดียวกันต้นน้ำก็จะมาจากคนที่ตัวเล็กที่สุด การรักษาป่าต้นน้ำเป็นหลักการที่ต้องทำ การที่เราจะทำให้น้ำมีคุณภาพที่ดีที่สุด ต้องใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ
วันนี้เรามีเวลาสัก 4 ปีในเบื้องต้น เราก็อยากที่จะทำแล้วก็สื่อสารให้เห็นว่าความเป็นจริงแล้วความสำเร็จของข้างบน มีความจำเป็นมากที่จะต้องทำเศรษฐกิจฐานรากให้ดีด้วย เราก็จะพยายามสื่อสารในเรื่องนี้ให้มากขึ้น
Policy Watch: ทาง อว. มีสถาบันวิทยาลัยชุมชน ใกล้ชิดกับชุมชน เข้าถึงท้องถิ่น ทาง อว. มีนโยบายหรือมีโครงการอะไรบ้างที่จะพัฒนาทุนมนุษย์ตามพื้นที่ ชุมชนต่าง ๆ โดยใช้สถาบันวิทยาลัยชุมชน
ยศชนัน: อว. เรามีทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและสถาบันวิทยาลัยชุมชน ซึ่งก็ทำหน้าที่ในเรื่องของการศึกษาด้วย วิทยาลัยชุมชนก็เป็นส่วนที่เชื่อมโยงระหว่างคนที่อยากที่จะ upskill-reskill อยากทำประโยชน์ให้กับชุมชน สามารถเข้ามาได้ โดยที่ไม่ได้มองว่าคนที่เข้ามาเรียนต้องมีอายุเท่าไหร่
มหาวิทยาลัยหรือว่าหน่วยงานที่ให้องค์ความรู้มีความจำเป็นที่จะต้องมองว่า คนที่เข้าเรียนไม่ใช่ 18 จบอายุ 22 แต่ต้องมองว่า ไม่ว่าเขาอายุเท่าไหร่ เขาก็ต้องสามารถกลับมา upskill-reskill เข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้ ตรงนี้ก็ถือเป็นอีกปรัชญาของสถาบันวิทยาลัยชุมชน
แล้วเราก็พยายามยกระดับการเรียนรู้ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏที่อยู่กับชุมชนอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่มทำงานทางด้านเทคโนโลยี แล้วก็มีกลุ่มมหาวิทยาลัยในพื้นที่ที่มีผลงานวิจัย ความรู้และไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา ที่สามารถนำองค์ความรู้มาฉีดที่วิทยาลัยชุมชน เพื่อให้วิทยาลัยชุมชนนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ต่อไป ซึ่งวิทยาลัยชุมชนต่าง ๆ รู้และเข้าใจพื้นที่อยู่แล้วว่าต้องการอะไร นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ยังไง
Policy Watch: ขอยกสถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน ที่น่าจะต้องแก้ไขเร่งด่วน ที่มีบัณฑิตจบใหม่ มากกว่า 280,000 คนต่อปี ต้องเผชิญปัญหาหางานทำไม่ได้ จบมาทำงานไม่ตรงสาย/ทักษะ การจ้างงานเด็กจบใหม่มีน้อยลงเรื่อย ๆ พอจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร
ยศชนัน: เรื่องเกี่ยวกับการทำงานไม่ตรงสาย มันมีมานานแล้ว ไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะยุคสมัยนี้ เพียงแต่ว่าตอนนี้เรามีสื่อที่มากขึ้น ก็เลยเห็นประเด็นนี้ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่ปัญหานี้เปลี่ยนแปลงเร็วเนื่องจากว่าปัจจุบันพอเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามารวดเร็ว ก็จะมีประเด็นเรื่องนี้
ทีนี้เราก็มีแนวทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการพยายามทำระบบนิเวศนวัตกรรม และระบบนิเวศแห่งโอกาสเพิ่มเติมขึ้นมา การที่เราบอกว่าเราทำงานไม่ตรงสาย ใครเป็นคนบอกว่าสายไหนตรงไม่ตรง ผมอยากทำงานแบบนี้ แค่ไม่มีอุตสาหกรรมที่มีคนเป็นเจ้าของ และจะจ้าง skill นี้ต่างหาก แต่ถามว่ามีได้ มันก็มีได้
แต่ถ้าไม่มีเราเป็น business owner ได้ไหม เราเป็น entrepreneur เลยได้ไหม เช่นถ้ามีคนอยากทำเรื่องการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ แต่ไม่มีอุตสาหกรรมรองรับ ก็เลยไปเป็น startup เขาก็เลยเป็นคนคิดนวัตกรรมนี้ขึ้นมา ไประดมทุนจากต่างประเทศเข้ามา แล้วก็สร้างนวัตกรรมที่เชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ เพื่อคนที่มีความพิการหรือความท้าทายทางกายภาพ หรือมีอาการออทิสติก
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าวันนี้ไม่มีอุตสาหกรรมแล้วเขาจะเรียนเรื่องนี้ไม่ได้ คำ ๆ นี้ ใช้ไม่ได้ไม่ 100% ในเรื่องนี้ สิ่งที่เขาอยากเรียน สิ่งที่เป็นความฝันเขา และอาชีพยังไม่มี เขาสามารถเป็น business owner ได้ อันนี้คือโอกาสที่ตอนนี้เราพยายามจะทำ ให้ทุกคนกล้าคิด กล้าฝัน กล้าทำในสิ่งใหม่ ๆ
ถ้าวันนี้เรามองว่าประเทศเรามีตลาดแรงงานเท่านี้ เราก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในกรอบตลาดแรงงานเท่าที่มีอย่างจำกัดในประเทศให้ได้ มันก็อาจจะใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เราจึงต้องเชื่อมตลาดแรงงานกับมหาวิทยาลัย กับหลักสูตรให้คนที่มีทักษะที่ตรงกับงาน ตรงกับทักษะอื่น ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกนี้ ไปพร้อมกับ up-skill re-skill และเราก็ต้องทำเรื่อง innovation ecosystem หรือระบบนิเวศแห่งโอกาสและนวัตกรรม ทำให้เกิดบรรยากาศที่คนเรียนจบมาสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ ซึ่งเรื่องนี้เกิดกับประเทศที่มีรายได้สูงทั้งหมด
เราต้องสร้างระบบนิเวศนี้เพื่อผลักดันให้คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะเฉพาะด้านกล้าก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการหรือสตาร์ตอัปของตนเอง
เนื่องจากว่า เราสามารถนำทรัพยากรท้องถิ่นของเรา หรือ local asset หมายถึงทุกอย่างที่มีอยู่ในชุมชนและสร้างมูลค่าได้ เช่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน วัฒนธรรม ซึ่งคนอื่นรู้น้อยกว่าเรา ทำให้เป็น national agenda เกิดงานเพิ่มเติม เกิดหลักสูตรเพิ่มเติม ให้ประเทศไทยทัดเทียมกับประเทศอื่น
นอกจากนี้เรายังต้องออกแบบนโยบายขยายโอกาสผู้เรียนและเด็กจบใหม่ให้เขาเป็น global citizen ต้องมาพิจารณาว่าจะทำยังอย่างไรถึงจะทำให้หลักสูตรของประเทศไทยสามารถที่จะไปทำงานได้ทั่วโลก เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามนำเรื่องมาตรฐานเข้ามา เรื่องมาตรฐานของปริญญาโท ปริญญาเอก เช่น AUN-QA ซึ่งเป็น มาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศอาเซียน
หรือ ABET ที่เป็นมาตรฐานรับรองคุณภาพหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา หากวิศวะหลักสูตรใดได้ ABET แปลว่าหลักสูตรนั้นเทียบเท่าสากล บัณฑิตที่จบมาจะทำงานหรือเรียนต่อต่างประเทศได้ง่ายขึ้นมาก
เราพยายามปฏิบัติตาม OECD เรื่องนี้ด้วยเช่นกันนะครับ เพื่อที่เราจะมีโปรแกรมการศึกษาทัดเทียมกับประเทศอื่น เพราะถ้าหลักสูตรเรากับหลักสูตรเขา ไม่ได้เป็นหลักสูตรในลักษณะเดียวกันก็ทำไม่ได้ ถือว่าเสียโอกาสพัฒนาทุนมนุษย์ไปนะครับ เราถึงมีนโยบาย science diplomacy นโยบาย education diplomacy หรือนโยบาย technology diplomacy
Policy Watch: วิชาที่อาจไม่ตรงความคาดหวังทุนนิยมอุตสาหกรรม และ neoliberalism เช่น ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา โบราณคดี ถูกมองว่าไม่ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน จะทำอย่างไร สาขาวิชานี้ทั่วโลกก็มีแนวโน้มจะเล็กลง
ยศชนัน: มันเป็นเรื่องเดียวกันเลยกับเรื่องที่ว่า จะทำอย่างไรให้ local asset ของเรามา global issue ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่อง creative economy เพราะความแตกต่างคือความโดดเด่นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
อย่างโครงการที่เราทำ เรื่องแก้จน เปลี่ยนดินที่ไม่มีมูลค่าให้มีมูลค่า 2-3 พันบาท ซึ่งก็คือการปั้น เครื่องปั้นดินเผา แล้วการเพนท์สีต่าง ๆ เพื่อความคิดสร้างสรรค์ ขนาดดินยังทำให้เป็นมูลค่าได้เลย ญี่ปุ่นทำอากาศให้เป็นมูลค่าได้เลย ขายอากาศที่ภูเขาไฟใส่กระป๋องก็เป็นมูลค่าละ เรามีทรัพย์สมบัติทางทุนวัฒนธรรมจะนวนมากทำไมเราจะทำไม่ได้
เรื่องนี้เองเราต้องทลายขอบเขตของสายวิทย์-สายศิลป์ อย่างฝรั่งเศสมีสาขาวิชา Heritage Science คือการศึกษาประวัติศาสตร์ ด้วยวิทยาศาสตร์ แล้วก็ปะติดปะต่อเรื่องราว เกิดเรื่องราวใหม่ ๆ เกิดประวัติศาสตร์ฉบับใหม่ เกิดผลผลิตความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมา
อีกตัวอย่างก็คือภาพยนตร์แอนิเมชันต่าง ๆ ซึ่งก็เป็น creative economy ทั้งนั้น เขียนมาจากคนสายสังคม เขียนมาจากคนสายโบราณคดี แต่ดำเนินการผลิตด้วยคนที่ทำงานด้านภาพยนตร์ ด้านเทคโนโลยี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- การศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์
- ก้าวข้าม ‘ห้องเรียน’ สู่ ‘พัฒนาทุนมนุษย์’ โจทย์ใหม่ พ.ร.บ.การศึกษาไทย
- พัฒนาทุนมนุษย์ ขับเคลื่อนประเทศ




