ตลอดเวลากว่า 30–40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเดินหน้าปฏิรูปการศึกษามาแล้วหลายระลอก ทั้งการออกกฎหมายใหม่ การกำหนดนโยบาย และการปรับโครงสร้างระบบการศึกษา แต่แม้จะทุ่มเททรัพยากรและความพยายามอย่างต่อเนื่อง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างที่สังคมคาดหวัง ตรงกันข้าม รายงานจากทั้งหน่วยงานในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศยังสะท้อนภาพเดียวกันว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยยังคงอยู่ และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อศักยภาพของประชาชน รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ หากแต่นเหตุใดวาระที่คนทั้งประเทศเห็นพ้องถึงความจำเป็น จึงยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ หรือ ทำไมการปฏิรูปการศึกษาถึงเป็นเรื่องยาก
ปฏิรูปการศึกษาไทยไปไม่ถึงไหน
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มองว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดเจตนารมณ์ แต่เกิดจากความไม่ต่อเนื่องของการปฏิรูป และการขาดกลไกเชิงสถาบันที่ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง ขับเคลื่อน และติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนเห็นผลจริง
แม้ประเทศไทยจะมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญเมื่อปี 2542 มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ การกระจายอำนาจ และการปรับหลักสูตร แต่ในช่วงปี 2542–2560 ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง 20 คน หรือเฉลี่ยดำรงตำแหน่งเพียง 10–11 เดือนต่อคน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์เปลี่ยนรัฐมนตรีเพียง 4 และ 5 คนในช่วงเวลา 18 ปีเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงผู้กำหนดนโยบายบ่อยครั้ง ทำให้วาระการปฏิรูปจำนวนมากถูกทบทวน เปลี่ยนทิศทาง หรือยุติลงก่อนเห็นผล เปรียบเสมือนการสร้างบ้านบนผืนทราย ต่อให้วางรากฐานไว้อย่างดี เมื่อคลื่นลูกใหม่ซัดเข้ามา ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จึงวางรากฐานให้เกิดกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผ่านพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 โดยออกแบบให้เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และท้องถิ่น ให้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและขับเคลื่อนการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ผันผวนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
8 ปี กสศ.กับ8 นวัตกรรมเปลี่ยนการศึกษา
ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา กสศ. ได้ทดลอง พัฒนา และเรียนรู้จากการทำงานจริง จนตกผลึกเป็น “8 นวัตกรรม” ที่เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนโฉมการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 9 ขององค์กร ประสาร ได้นำประสบการณ์ดังกล่าวมาถ่ายทอดผ่านปาฐกถาพิเศษ “8 for Infinity: 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทย”
นวัตกรรมที่ 1 “ระบบข้อมูล” จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่ตรงเป้า
การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประเทศไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเชื่อมโยงถึงกัน เพราะการกำหนดนโยบายที่ดีต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึก
ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา กสศ. จึงลงทุนพัฒนาระบบข้อมูลด้านการศึกษาที่อาศัยทั้งความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้สามารถมองเห็นสถานการณ์ของเด็กไทยได้อย่างรอบด้าน
ก้าวสำคัญคือการจัดทำฐานข้อมูลเด็กรายบุคคลระดับประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลจากกว่า 20 หน่วยงาน ทำให้สามารถติดตามเส้นทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงวัยทำงาน ครอบคลุมเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสกว่า 4 ล้านคน นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยสามารถเห็นเส้นทางการศึกษาของเด็กแต่ละคนตั้งแต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจนถึงมหาวิทยาลัย ผ่านระบบ iSEE ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมติดตามและช่วยเหลือเด็กได้อย่างตรงจุด
นอกจากฐานข้อมูลรายบุคคลแล้ว กสศ. ยังดำเนินการสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบติดตามซ้ำต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 10 ปี จนได้ฐานข้อมูลระยะยาวที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ข้อมูลดังกล่าวนำไปสู่การจัดทำงานวิจัยสำคัญหลายชิ้น เช่น รายงานภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงรายงานที่พบว่าพัฒนาการด้านสติปัญญา (IQ) ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างกลับลดลง แม้จะเรียนอยู่ในระบบการศึกษานานขึ้น เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวกับผลการประเมิน PISA ของนักเรียนไทยอายุ 15 ปี กสศ. พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการเรียนรู้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในระดับมัธยมศึกษา แต่เริ่มสะสมมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กจากครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งยังขาดทั้งทรัพยากร บุคลากร และการลงทุนด้านคุณภาพการเรียนการสอนอย่างเพียงพอ
ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า หากประเทศไทยต้องการเปลี่ยนอนาคตของเด็กคนหนึ่ง จำเป็นต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต และลงทุนอย่างเสมอภาคเพื่อปิดช่องว่างของโอกาสทางการศึกษา
นวัตกรรมที่ 2 หลักประกันโอกาสทางการศึกษา ตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือ ความยากจนไม่ใช่เพียงปัญหารายได้ แต่เป็นวงจรที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น หากเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา ก็ยากที่จะพัฒนาทุนมนุษย์และหลุดพ้นจากความยากจนได้
กสศ. จึงพัฒนาระบบ “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” ผ่านนวัตกรรมเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer: CCT) ซึ่งบูรณาการการคัดกรองความยากจน การติดตามพัฒนาการทางร่างกาย และการเข้าเรียนอย่างต่อเนื่องไว้ในระบบเดียว เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงเด็กที่ต้องการจริง
ในปี 2568 ระบบดังกล่าวสนับสนุนนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 1.39 ล้านคน ซึ่งมาจากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน โดยอาศัยการคัดกรองจากครูกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มนี้มีอัตราคงอยู่ในระบบการศึกษาสูงถึงร้อยละ 97
เป้าหมายของ กสศ. ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทำให้เด็กได้เข้าเรียน แต่ต้องการสร้างเส้นทางการศึกษาที่ต่อเนื่องจนสามารถพัฒนาศักยภาพได้สูงสุด จึงออกแบบระบบทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา ทั้งทุนเสมอภาค 12 ปี ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น และทุน ODOS เพื่อให้เด็กจากครอบครัวยากจนสามารถเดินหน้าศึกษาต่อได้ตามความสามารถ
นวัตกรรมที่ 3 Thailand Zero Dropout เมื่อ “เด็กทุกคนต้องได้เรียน” กลายเป็นวาระแห่งชาติ
แม้การช่วยเหลือเด็กยากจนจะเป็นภารกิจสำคัญ แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างสิ้นเชิง และกลายเป็น “เด็กที่มองไม่เห็น” ของระบบ
ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้ง กสศ. การค้นหาและติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาถือเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย กสศ. พยายามรวบรวมข้อมูลและผลักดันการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง เพื่อค้นหาและนำเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ แต่ในระยะแรกยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้
เมื่อข้อจำกัดของภาครัฐยังมีอยู่ กสศ. จึงเลือกเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในองค์กรแรกที่มองเห็นความสำคัญของปัญหานี้ และตัดสินใจลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ผ่านการออกหุ้นกู้เพื่อสังคม ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนจนสามารถจำหน่ายได้หมดภายในเวลาเพียงประมาณ 3 นาที
เงินทุนดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาโครงการ “ราชบุรี Zero Dropout” ซึ่งเป็นต้นแบบของการค้นหา ติดตาม และช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาในระดับจังหวัด ก่อนจะขยายผลสู่การเป็นนโยบายระดับประเทศในชื่อ Thailand Zero Dropout ที่ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า “เด็กทุกคนต้องได้เรียนภายในปี 2570”
ปัจจุบัน Thailand Zero Dropout เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานหลักอย่างน้อย 11 หน่วยงาน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และสามารถพาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่สำรวจพบในปี 2567 กลับเข้าสู่การเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้แล้วกว่า 330,000 คน
นวัตกรรมที่ 4 โรงเรียนพัฒนาตนเอง เปลี่ยนจาก “สั่งการ” เป็น “สร้างศักยภาพ”
การยกระดับคุณภาพการศึกษาไม่สามารถอาศัยคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีบริบทที่แตกต่างกัน ทั้งด้านนักเรียน ครู ชุมชน และข้อจำกัดของพื้นที่
ด้วยเหตุนี้ กสศ. จึงพัฒนาโครงการ โรงเรียนพัฒนาตนเอง (Thailand School Quality Movement : TSQM) เพื่อเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาโรงเรียน จากการเข้าไปสนับสนุนเป็นรายแห่ง ไปสู่การสร้าง “กลไก” ที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาคุณภาพของตนเองได้อย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของ TSQM คือการเปิดโอกาสให้โรงเรียน ครู ผู้บริหาร เครือข่ายการศึกษา ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และออกแบบแนวทางพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง แทนการรอรับคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ในปี 2568 มีโรงเรียนเข้าร่วมกระบวนการโรงเรียนพัฒนาตนเองแล้วกว่า 1,364 แห่ง ใน 48 จังหวัด ขณะเดียวกัน โรงเรียนกว่า 3,661 แห่ง ได้นำระบบ Q-Info มาใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามข้อมูลนักเรียนรายบุคคล ช่วยให้ครูสามารถวิเคราะห์ปัญหา วางแผนช่วยเหลือ และติดตามพัฒนาการของผู้เรียนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
แนวคิดนี้จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่เน้น “การสั่งการ” ไปสู่การสร้าง “ภาวะผู้นำเพื่อการพัฒนาตนเอง” ภายในโรงเรียน เพื่อให้การยกระดับคุณภาพการศึกษาเกิดขึ้นจากพลังของคนในพื้นที่ และสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน แม้บริบทภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
นวัตกรรมที่ 5 “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” สร้างครูจากคนในพื้นที่ เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิด
หนึ่งในปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทย คือการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล แม้รัฐจะพยายามจัดสรรอัตรากำลังและโยกย้ายครูมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลายพื้นที่ยังเผชิญปัญหาครูย้ายออกเมื่อมีโอกาส ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กขาดความต่อเนื่องในการจัดการเรียนการสอน
“จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนได้กลับมาเป็นครูของบ้านเกิดตนเอง”
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่โครงการ ครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งเป็นนวัตกรรมการผลิตครูระบบปิดแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล สนับสนุนทุนการศึกษา บ่มเพาะทักษะวิชาชีพครูระหว่างศึกษาในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการบรรจุกลับเข้าปฏิบัติงานในโรงเรียนของชุมชนเดิม
ปัจจุบัน บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 และ 2 รวม 622 คน ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน 555 แห่ง ครอบคลุม 52 จังหวัด และมีอัตราคงอยู่ในวิชาชีพสูงถึง 99.6% สะท้อนว่าการสร้างครูจากคนในพื้นที่ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู แต่ยังสร้างบุคลากรที่เข้าใจวิถีชีวิต ภาษา วัฒนธรรม และบริบทของชุมชนอย่างแท้จริง
นวัตกรรมที่ 6 การศึกษาที่ยืดหยุ่น เมื่อระบบต้องปรับตัวเข้าหาเด็ก
แม้จะมีครูที่มีคุณภาพและโรงเรียนที่เข้มแข็งมากขึ้น แต่ กสศ. เห็นว่าเด็กจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถเรียนในระบบเดิมได้ เพราะชีวิตของพวกเขามีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน
ระบบการศึกษาแบบเดิมมักกำหนดว่า หากเด็กเรียนไม่ทันเพื่อนก็ต้องซ้ำชั้น หรือหากหลุดออกจากโรงเรียนก็ต้องกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม ทั้งที่ความเป็นจริง เด็กบางคนต้องทำงาน บางคนต้องดูแลครอบครัว หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงการศึกษาได้ยาก
กสศ. จึงเสนอแนวคิดใหม่ว่า ไม่ควรบังคับให้ชีวิตของเด็กยืดตามระบบ แต่ระบบการศึกษาต่างหากที่ต้องยืดหยุ่นเพื่อเดินทางไปหาเด็ก
แนวคิดนี้ถูกพัฒนาเป็นนวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงเรียนจัดการเรียนรู้ได้หลากหลาย ทั้งการเรียนในห้องเรียน การเรียนทางไกล และการเรียนรู้ผ่านชุมชน ควบคู่กับการพัฒนา Mobile School ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา
ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดตั้งหน่วยจัดการเรียนรู้เชิงพื้นที่กว่า 670 แห่ง ใน 71 จังหวัด เพื่อเปลี่ยนชุมชนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เชื่อมโยงการศึกษากับทักษะชีวิต อาชีพ และการพัฒนาท้องถิ่น
ก้าวสำคัญในอนาคต คือการพัฒนา Learning Passport ที่จะรับรองผลการเรียนรู้ซึ่งเกิดขึ้นนอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การฝึกอาชีพ หรือประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้ทุกการเรียนรู้สามารถต่อยอดเป็นคุณวุฒิและโอกาสทางการศึกษาได้ตลอดชีวิต
นวัตกรรมที่ 7 All for Education เปลี่ยนการศึกษาให้เป็นภารกิจของคนทั้งประเทศ
ตลอดระยะเวลา 8 ปีของการดำเนินงาน กสศ. ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณมาโดยตลอด งบประมาณที่คณะกรรมการเสนอให้รัฐบาลพิจารณามักถูกปรับลดลงเฉลี่ย 20–25% ทุกปี และนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร กสศ. ก็ยังไม่เคยได้รับงบประมาณเต็มตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ กสศ. ต้องปรับวิธีคิดจากการพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว ไปสู่การระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนของสังคม
แนวคิด All for Education จึงเกิดขึ้นบนความเชื่อว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนเกินกว่าจะปล่อยให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบเพียงลำพัง
อนาคตของเด็กไทยจึงไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงใด องค์กรใด หรือกองทุนใด แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคน
นวัตกรรมที่ 8 การวิจัยเชิงประจักษ์ ใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจ
นอกจากการสร้างความร่วมมือแล้ว กสศ. ยังยืนยันว่าการปฏิรูปการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยงานวิจัยที่มีคุณภาพเป็นฐานในการกำหนดนโยบาย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กสศ. ใช้วิธีวิจัยที่หลากหลาย ทั้งการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial: RCT) การประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน และการวิเคราะห์ข้อมูลระยะยาว เพื่อนำข้อค้นพบมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดีในปีงบประมาณล่าสุด กสศ. ถูกตัดงบประมาณด้านการวิจัยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ การตัดงบวิจัยอาจดูเหมือนประหยัดในระยะสั้น แต่เปรียบเสมือนการถอดเข็มทิศออกจากเรือที่กำลังแล่นอยู่กลางทะเล เราจะยังแล่นต่อไปได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่ากำลังแล่นไปในทิศที่ถูกต้องหรือเปล่า และเมื่อถึงวันที่รู้ว่าหลงทาง ต้นทุนที่เราต้องจ่ายจะไม่ใช่เพียงแค่งบประมาณ แต่คือโอกาสในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคต
8 นวัตกรรม ที่เกิดจากพลังของทุกภาคส่วน
ประสาร กล่าวทิ้งท้ายว่า นวัตกรรมทั้ง 8 ด้านที่นำเสนอในวันนี้ ไม่ใช่ความสำเร็จของ กสศ. เพียงองค์กรเดียว หากเป็นผลลัพธ์ของความร่วมมือจากครูกว่า 400,000 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,850 แห่ง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการทั้งในและต่างประเทศ และภาคประชาสังคมที่ร่วมกันขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
สำหรับ กสศ. เป้าหมายของ “8 for Infinity” จึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ แต่คือการวางรากฐานของระบบการศึกษาที่มีความต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลและงานวิจัยเป็นเข็มทิศ เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
เพราะการลงทุนกับการศึกษาในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่ง แต่คือการสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




