การที่กลุ่มอดีตผู้บริหารระดับสูงออกมาอ้างเรื่องระบบธรรมาภิบาลในกระทรวงที่ตกต่ำที่สุด พร้อมกับสวมหมวกผู้พิทักษ์ความถูกต้องในการสร้างแพลตฟอร์มรับเรื่องร้องเรียนในทางลับอย่าง “Save MOPH” เพื่อเตรียมส่งเรื่องต่อไปยัง ป.ป.ช.
ด้านหนึ่งมองได้ว่าเป็นกลไกภาคประชาชน/อดีตข้าราชการที่เข้ามาช่วยคานอำนาจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง สังคมและคนในแวดวงสุขภาพต่างก็ตั้งคำถามตรงๆ แบบไม่เกรงใจว่า นี่คือการตื่นรู้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริง ๆ หรือเป็นเพียงบทบาทของ “กลุ่มอำนาจเก่า” ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำในการจัดสรรงบประมาณและเก้าอี้บริหาร?
เพราะในอดีต ยุคที่ขั้วนี้มีอำนาจ การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูง การจัดซื้อจัดจ้างตามข้อกำหนด TOR ราคาแพง หรือระบบอุปถัมภ์ที่สืบทอดกันมา ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่พวกเขากำลังออกมาโจมตีในวันนี้

ย้อนดูจากเดิมที่โครงสร้างการเมืองในแวดวงสาธารณสุขถูกมองว่ามีเพียง 2 ขั้วหลัก คือ “หมอกระทรวง” กับ “หมอแพทย์ชนบท” แต่ในปัจจุบัน พลวัตทางการเมืองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และได้แตกตัวกลายสภาพเป็น “สามก๊กในสาธารณสุข” ดังนี้
1. ก๊กหมอกระทรวง (กลุ่มอำนาจเก่า) ประกอบด้วยอดีตผู้บริหารระดับสูง อดีตปลัด อดีตอธิบดี และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) บางส่วน กลุ่มนี้เคยเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายและควบคุมงบประมาณของกระทรวงมาอย่างยาวนาน มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือข่ายเดิม แต่ในปัจจุบันเริ่มสูญเสียบทบาทการบริหารและกลไกการสั่งการใน ”ตึกใหญ่“
2. ก๊กหมอกระทรวง (กลุ่มอำนาจใหม่) คือกลุ่มผู้บริหารชุดปัจจุบัน นำโดยปลัดกระทรวงและทีมบริหารที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายในรอบล่าสุด ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนักว่า เป็นการขยับตำแหน่งตามสายสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น “มุ้งนครสวรรค์” หรือ “บ้านใหญ่เพชรบูรณ์”
แม้ภายนอก กลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มอำนาจใหม่จะถูกมองว่าอิงอยู่กับ “ขั้วสีน้ำเงิน” เหมือนกัน แต่เมื่อผลประโยชน์ใน TOR และการจัดสรรเก้าอี้ระดับเกรด A ไม่ลงตัว สีเดียวกันก็เปิดศึกปะทะกันเองอย่างเฉียบขาด
3. หมอแพทย์ชนบท เป็นกลุ่มแพทย์สายสำนักงานหลักประกันแห่งชาติ (สปสช.) และ “หมอต่างจังหวัด” ซึ่งก็มีอดีตผู้บริหารกระทรวงยุคเก่าที่เกษียณไปแล้ว แต่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในกลุ่มตระกูล ส. และมูลนิธิต่างๆ มีฐานอำนาจเข้มแข็ง และทำงานเชื่อมโยงแนบแน่นกับสปสช. มีอำนาจต่อรองสูงมากในเชิงนโยบายสุขภาพ
ที่ผ่านมากลุ่มนี้คือคู่ขัดแย้งหลักของหมอกระทรวงมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากกรณีศึก ATK ตรวจโควิด-19 และการตั้งกรรมการสอบวินัยย้ายด่วน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองในกระทรวงอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ความน่าสนใจของพลวัตใหม่ในเวลานี้นี้คือ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ก็ออกมาขานรับและพร้อมที่จะส่งข้อมูลการทุจริตในพื้นที่ให้กับ “ชมรมรักษ์สาธารณสุข” นำไปดำเนินการต่อผ่านแพลตฟอร์ม Safe Mode เพื่อทดสอบดูว่าจะเปิดโปงตรวจสอบกันจริงจังแค่ไหน
ปรากฏการณ์นี้ทำให้เห็นภาพ “พันธมิตรชั่วคราว” ระหว่างหมอกระทรวงกลุ่มอำนาจเก่า กับหมอชนบท ซึ่งเคยเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาก่อน แต่ต้องมาร่วมมือกันเฉพาะหน้าเพื่อเขย่าและคานอำนาจกลุ่มอำนาจใหม่ที่กำลังกุมอำนาจการบริหารในกระทรวงเวลานี้หรือไม่ เพราะขึ้นชื่อว่าการเมือง ไม่ว่าจะในสภาหรือในกระทรวง “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร มีแต่ผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น”
ถ้าให้ประเมินในอนาคต หากกลุ่มหมอกระทรวงอำนาจเก่าและอำนาจใหม่สามารถตกลงโควตาตำแหน่ง การจัดหมวดหมู่งบประมาณ หรือเคลียร์เค้กกันได้ลงตัว รอยร้าวนี้ก็อาจถูกประสาน และสองกลุ่มนี้ก็พร้อมจะกลับมาจับมือเป็น “หมอกระทรวง” ขั้วเดียวกันเหมือนในอดีต
ขณะที่ หมอชนบทอาจมองเกมนี้เป็นการใช้จังหวะที่ หมอกระทรวงตีกันเอง เพื่อผลักดันวาระเรื่องบัตรทอง การปกป้อง สปสช. หรือการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ไม่ให้ถูก “หมอกระทรวง” ยึดอำนาจการบริหารกลับไปเหมือนเดิม
การแบ่งกลุ่มแบ่งก๊วนในกระทรวงสาธารณสุขรอบนี้ กลายเป็น “ศึกสามก๊ก” แม้จะมีการอ้างเรื่อง “ธรรมาภิบาล” และ “การปราบปรามทุจริต” แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น และเป็นระบบที่มีมานานภายในกระทรวงสาธารณสุข แต่การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เป็นเหมือนการขับเคี่ยวทางการเมืองภายในกระทรวง เพื่อคานและจัดระเบียบอำนาจใหม่
การแบ่งกลุ่มแบ่งก๊วนในระบบราชการไทย โดยเฉพาะในกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่ “ปรากฏการณ์ใหม่” แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ปรากฏออกมาสู่สาธารณะเป็นระยะ ตราบใดที่การจัดสรร “อำนาจ“ ไม่ลงตัว และยิ่งมี “อำนาจทางการเมือง” ช่วยเติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้ง สถานการณ์ก็ยิ่งดุเดือดมากขึ้น
การตรวจสอบการบริหารงานของภาครัฐ นับว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนของสังคมไทย ยิ่งกระทรวงสาธารณสุข ก็ยิ่งต้องตรวจสอบและช่วยกันสอดส่องการทำงานอย่างใกล้ชิด หาไม่แล้ว ผลกระทบต่อประชาชนจะรุนแรงมากกว่าด้านอื่น ๆ เพราะเป็นเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนทั้งประเทศ
การเล่น ”การเมือง“ แบบหลับหูหลับตา ย่อมส่งผลกระทบต่อบริการสุขภาพของประชาชน และการบริหารงานแบบ “มีนอกมีใน” ก็ยิ่งทำให้การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อยากจำกัดเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ
เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ดังตัวอย่างในอดีตที่กระทรวงนี้เป็นกระทรวงเดียวที่อดีตรัฐมนตรีติดคุก เพราะการทุจริตคอร์รัปชัน เราต้องจำบทเรียนว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เพราะถึงที่สุดแล้ว คนเสียประโยชน์คือ “ประชาชน” แต่คนได้ประโยชน์ คือ กลุ่มก้อนการเมือง ไม่ว่าจะมาจาก ”ก๊กไหน“
ถึงเวลานั้น เราคงกลับมาตั้งคำถามว่า มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร กับหน่วยงานที่มีคนระดับหัวกะทิมากที่สุดและเป็นอาชีพที่คนไทยเชื่อถือไว้วางใจที่สุด
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




