ในงานเสวนา “Policy Forum : ผ่าตัด 30 บาทรักษาทุกโรค ออกแบบอนาคตระบบสุขภาพ” ซึ่งจัดโดยวุฒิสภาร่วมกับ Policy Watch – Thai PBS โดยมีตัวแทนจาก 6 พรรคการเมืองได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอนโยบายเพื่อรองรับความท้าทายของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอนาคต ท่ามปัญหาสังคมสูงวัย ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น งบประมาณจำกัด และต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ทุกพรรคการเมืองบนเวทีเสวนาดังกล่าวเห็นพ้องร่วมกันว่าควรจะต้องแก้ไข พระราชบัญญัติหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 (พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ) เนื่องจากเป็นกฎหมายหลักของระบบบัตรทองที่ใช้มาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ อาจไม่เอื้อต่อการบริหารจัดการกองทุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางงบประมาณที่เริ่มมีจำกัดในปัจจุบัน และการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย
เสนอให้แก้ตั้งแต่โครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ให้เกิดความโปร่งใสและสามารถทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขไปพร้อมกันได้ เพื่อให้การบริหารงบประมาณและการกำหนดนโยบายด้านหลักประกันสุขภาพมีประสิทธิภาพ รองรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวได้
ปรับโครงสร้างบอร์ด ปิดช่องนั่งยาว 20 ปี
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ระบุว่า สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ เป็นอันดับแรก คือ มาตรา 13/1 ที่กำหนดสัดส่วนกรรมการบอร์ด สปสช. ให้มีจำนวน 18 คน แต่ปรากฏว่ามีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพียงคนเดียวที่มาจากกระทรวงสาธารสุข (สธ.) และที่เหลือมาจากภาคส่วนอื่น
ดังนั้นต้องปรับส่วนนี้ใหม่ เพื่อให้ทั้งสองหน่วยงานร่วมมือกันกำหนดนโยบายกองทุนฯ ในการดูแลสุขภาพประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมามักเกิดปัญหา เช่น สธ. ต้องการให้ สปสช. ฉีดวัคซีน PCV กับเด็ก แต่ถ้าบอร์ดสปสช. ไม่เห็นชอบ ก็ไม่สามารถทำได้
นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังเสนอให้แก้ไขมาตรา 48 ที่บัญญัติจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข (บอร์ดควบคุมมาตรฐาน) โดยเห็นว่าควรปิดช่องว่างที่เอื้อให้บุคคลกลุ่มเดิมสามารถสลับตำแหน่งระหว่างคณะกรรมการต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา แม้บอร์ด สปสช. และบอร์ดควบคุมคุณภาพและมาตรฐานฯ จะดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ แต่ในทางปฏิบัติมีการสลับไปดำรงตำแหน่งข้ามคณะกรรมการ คือ เมื่อครบวาระในบอร์ด สปสช. ก็ย้ายไปอยู่บอร์ดควบคุมมาตรฐาน และเมื่อครบวาระจากบอร์ดดังกล่าว ก็กลับมาดำรงตำแหน่งในบอร์ด สปสช. อีกครั้ง และวนเวียนอยู่ในตำแหน่งมาตลอด 20 ปี ดังนั้งจึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว และไม่ให้กองทุนฯ นี้ กลายเป็นสมบัติของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
เอกภพ เพียรพิเศษ คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย ก็เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมองว่า แม้ พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบัน จะมีหลักการที่ดีและเขียนไว้สวยงาม แต่บังคับใช้มานานกว่า 24 ปี จนปัญหาในทางปฏิบัติหลายประการ โดยเฉพาะโครงสร้างคณะกรรมการ สปสช. แม้กฎหมายกำหนดให้กรรมการดำรงตำแหน่งวาระละไม่เกิน 4 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีบุคคลบางรายอยู่ในบอร์ดต่อเนื่องยาวนานถึง 20 ปี ส่งผลให้แนวคิดและวิธีการทำงานเดิม ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในองค์กร
โดยเฉพาะตัวแทนภาคประชาสังคมที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. หากดูไส้ในจะพบว่าภาคประชาสังคมหลายองค์กรจดทะเบียนที่อยู่เดียวกัน และสลับสับเปลี่ยนกันไปเป็นตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ด สปสช.
ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ได้ถูกแต่งตั้วด้วยอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ในกฎหมายกำหนดให้ บอร์ด สปสช. เป็นผู้เลือกผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน เสนอให้ ครม. แต่งตั้ง จึงทำให้เกิดการล็อบบี้จากคนบากลุ่ม เพื่อให้ได้ตัวแทนภาควิชาชีพมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งบางคนก็มีผลประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องของการได้สิทธิประโยชน์บางอย่างในคลินิก หรือการบริการของคนเหล่านั้นเอง ทำให้เกิดความไม่โปรงใส จึงต้องไขเรื่องโครงสร้างนี้
อีกประเด็นสำคัญคือโครงสร้างผู้แทนภาคประชาชนในคณะกรรมการ สปสช. โดยในช่วงเริ่มต้นบังคับใช้ พ.ร.บ. เมื่อปี 2545 การคัดเลือกผู้แทนจากองค์กรภาคประชาชน องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร ถือว่าเหมาะสมกับบริบทในขณะนั้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่สะท้อนเสียงของประชาชนได้ดีที่สุด
แต่หลังผ่านมากว่า 20 ปี พบว่ามีข้อกังวลว่าการจัดบริการหรือการดำเนินงานบางด้านของ สปสช. อาจเอื้อประโยชน์ต่อบางกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้อง จึงเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องปรับโครงสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
ข้อเสนอคือให้ผู้แทนจาก สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ และเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. แทนสัดส่วนขององค์กรเอ็นจีโอ (NGO) บางส่วน เพื่อให้การสะท้อนเสียงของประชาชนเป็นไปอย่างแท้จริง สร้างความยั่งยืนให้ระบบ และสร้างผลประโยชน์ให้กับประชาชนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ให้บริการ และผู้จัดซื้อบริการ ซึ่งปัจจุบันแยกบทบาทกัน ให้สามารถทำงานร่วมกันในลักษณะของคณะกรรมการ เพื่อดูแลการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ ซึ่งยังช่วยแก้ปัญหาการบริหารของบอร์ด สปสช. ได้ เนื่องที่ผ่านมา ปัญหาของบอร์ดนอกจากเรื่องการบริหารระบบแล้ว อาจมีเรื่องการใช้อำนาจในการบริหารงบประมาณ โดยแม้งบประมาณจะได้รับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณ แต่ปัญหาคือไม่สามารถควบคุมได้ว่าหลังจากนั้น สปสช.จัดการอย่างไรหลังได้รับการจัดสรรแล้ว ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ต้องไปแก้ไข
เสนอเพิ่มนักการเงินนั่งบอร์ดสกัดรายจ่าย
สกลธี ภัททิยกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการ สปสช. โดยมองว่าควรเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินหรือเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณงบเหมาจ่ายรายหัว การจัดสรรงบประมาณ และการพิจารณาความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล โดยการบริหารงบประมาณของ สปสช. จำเป็นต้องอาศัยความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ เนื่องจากหากขาดผู้เชี่ยวชาญ การจัดสรรงบประมาณอาจให้น้ำหนักกับการรักษาพยาบาลมากกว่าการป้องกันโรค ซึ่งปัจจุบันงบประมาณด้านการป้องกันโรคมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ขณะที่งบกว่า 90% ถูกใช้ไปกับการรักษา
หากโครงสร้างการใช้งบประมาณยังเป็นเช่นนี้ ท่ามกลางสังคมสูงวัยที่มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการงบประมาณด้านการรักษาจะยิ่งเพิ่มขึ้นจนไม่เพียงพอในระยะยาว
ดังนั้น จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขเข้ามาช่วยออกแบบระบบ ทั้งการคำนวณงบเหมาจ่ายรายหัว การจัดสรรงบประมาณ รวมถึงการพิจารณาความเหมาะสมในการอนุมัติรายการรักษาและยาต่าง ๆ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรด้านสาธารณสุขมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น
ขณะที่อิทธิพลทางการเมือง ก็มีผลต่อการตัดสินใจของบอร์ด สปสช. ในการออกสิทธิประโยชน์และนโยบายต่าง ๆ เช่น สิทธิการรักษา ต้องยอมรับว่านักการเมืองไม่มีใครอยากตัดออก เนื่องจากจะกระทบคะแนนนิยมทางการเมือง แต่หากไม่เริ่มปรับโครงสร้างการเงิน ระบบอาจเผชิญปัญหา
ดังนั้น เสนอให้ใช้ระบบร่วมจ่าย (Co-payment) เหมือนในประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น ที่ให้คนรายได้สูงต้องร่วมจ่ายบางส่วน ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน หรืออาจดึงเงินจากส่วนอื่นมาช่วย นอกเหนือจากใช้เงินอุดหนุนของรัฐบาลเพียงอย่าวเดียว
หนุนรื้อกฎหมาย เชื่อม สธ.-ปฐมภูมิ-สร้างเสริมสุขภาพ
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส. พรรคประชาชน กล่าวว่า ทางพรรคประชาชน มีนโยบายสนับสนุนแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ โดยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมกับระบบสุขภาพอื่น ๆ รวมถึงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การยกระดับระบบสาธารณสุขไม่สามารถพึ่งพาระบบบัตรทองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่กับการลงทุนในระบบบริการปฐมภูมิ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอย่างจริงจัง ตลอดจนการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่มุ่งเน้นคุณค่าของการรักษา เพื่อให้ทุกภาคส่วนในระบบสุขภาพทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย โดยย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องปรับปรุงนอกเหนือจากนี้ ทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข (กมธ.) อยู่ระหว่างรวบรวมข้อคิดเห็นและคำถาม เพื่อนำไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในชั้นคณะอนุกรรมาธิการ ทั้งในด้านโครงสร้างระบบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดรับข้อเสนอและข้อมูลจากทุกภาคส่วน โดยสามารถส่งเอกสารหรือข้อมูลประกอบให้คณะกรรมาธิการใช้ในการศึกษาได้
นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรในระบบสาธารณสุขควรถูกพิจารณาควบคู่กับการบริหารงบประมาณของภาครัฐในภาพรวม โดยเฉพาะการลดการทุจริต การลดความสูญเสียและการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งหากสามารถแก้ได้ จะช่วยทำให้กองทุนฯ มีเงินเพียงพอสำหรับการดูแลคุณภาพชีวิตงประชาชน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของบุคลากรทางการแพทย์ได้มากขึ้น
ต้องยึดข้อมูล ฟังเสียงประชาชน
ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตั้งแต่ชื่อเดิม “30 บาทรักษาทุกโรค” จนพัฒนามาเป็น “30 บาทรักษาทุกที่” ในปัจจุบัน เพื่อดูแลประชาชน ยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน
ขณะที่ สปสช. ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบ โดยที่ผ่านมาการพัฒนานโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการของประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนหน่วยบริการนวัตกรรมจากกว่า 5,000 แห่ง เป็นมากกว่า 10,000 แห่ง ส่งผลให้จำนวนการเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นจากระดับกว่า 100,000 ครั้ง เป็นกว่า 600,000 ครั้ง หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า ภายในระยะเวลา 1 ปี ภายใต้รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ
ทั้งนี้เห็นด้วยกับการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้องปรับปรุงนโยบายยึดข้อมูลเป็นหลัก ไม่ใช่อาศัยความรู้สึกหรือกรณีตัวอย่างเพียงไม่กี่กรณี เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัจจุบันระบบเผชิญการขาดแคลนบุคลากร สภาพคล่องทางการเงินและหนี้สินของหน่วยงานบริการ เช่น รายรับไม่เพียงพอ ภาระหนี้สะสม ได้รับเงินชดเชยล่าช้า ภาระงานสูง เป็นต้น
ในระยะเร่งด่วน สธ. และสปสช. ควรร่วมมือกันบริหารจัดการเบื้องต้นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ส่วนการแก้ไข พ.ร.บ. ถ้าเป็นเรื่องที่จำเป็นก็ต้องทำ เนื่องจากโลกได้เปลี่ยนแปลงไปและปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจจะนำมาช่วยลดค่าใช้จ่ายของกองทุนฯ ได้ด้วย
อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนให้ครอบคลุมด้วย เนื่องจากโครงการนี้เป็นนโยบายขนาดใหญ่ที่จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




