ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” กำลังเดินหน้าขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาโรคมะเร็งครั้งสำคัญ หลังคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบสนับสนุนการใช้ “ยารักษามะเร็งนวัตกรรมไทย” ที่ผลิตโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ให้ผู้ป่วยในระบบบัตรทองสามารถเข้าถึงได้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงให้ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ
การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของระบบบัตรทอง ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การตรวจพบโรคระยะแรก ไปจนถึงการเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาที่เหมาะสม
เพิ่มสิทธิผู้ป่วยบัตรทอง เข้าถึง “ยามะเร็งนวัตกรรมไทย”
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บอกภายหลังการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 7/2569 เมื่อ 6 ก.ค. 69 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้สนับสนุนการใช้ยารักษามะเร็งในบัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่งผลิตโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูงได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเหมาะสม ลดข้อจำกัดที่เกิดจากราคายาซึ่งยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และยาชีววัตถุ (Biologics) ที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก
โรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย การที่ประเทศไทยสามารถศึกษาวิจัยและผลิตยารักษามะเร็งได้เอง จึงเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาผู้ป่วย การบริหารงบประมาณ และการสร้างความมั่นคงด้านยาในระยะยาว
ยกระดับการเข้าถึงยารักษามะเร็ง
การพัฒนายานวัตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นตามพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งสนับสนุนให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพการผลิตยาของประเทศอย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มุ่งให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างเป็นธรรม
หัวใจของระบบบัตรทองคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การสนับสนุนยามะเร็งนวัตกรรมไทยจึงไม่เพียงเพิ่มทางเลือกในการรักษา แต่ยังเชื่อมโยงศักยภาพด้านการวิจัยและการผลิตยาของประเทศเข้ากับระบบบริการสุขภาพให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
สปสช. เห็นชอบสนับสนุน ยานวัตกรรม
ยาที่บอร์ด สปสช. เห็นชอบให้สนับสนุนครั้งนี้ เป็นยาที่ได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว ประกอบด้วย
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
- ยาอิมครานิบ (Imcranib) ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ Imatinib
- ยาเจฟครานิบ (Gefcranib) ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ Gefitinib
- ยาทั้งสองชนิดเป็นยามุ่งเป้าชนิดโมเลกุลขนาดเล็ก (Small Molecule Targeted Therapy) ที่ผลิตภายใต้โครงการโรงงานผลิตยาในพระราชดำริ
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
- ยาเฮอร์ดารา (Herdara) ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ Trastuzumab
- ยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilar) ที่พัฒนาภายใต้ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ
วางแผนจัดหายาล่วงหน้า 3 ปี ลดขาดแคลน ควบคุมงบประมาณ
นอกจากการสนับสนุนการใช้ยาแล้ว บอร์ด สปสช. ยังเห็นชอบให้จัดทำแผนความต้องการใช้ยาล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงการขาดแคลนยา ควบคุมต้นทุนและราคายา รวมถึงบริหารงบประมาณของกองทุนบัตรทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ สปสช. ยังได้รับมอบหมายให้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแนวทางการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์รูปแบบใหม่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
สอดรับนโยบาย “Cancer Anywhere”
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของ สปสช. ในการบริหารกองทุนบัตรทองให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้กลไกการรวมซื้อรวมจ่าย การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนความต้องการยาล่วงหน้า
ปัจจุบัน ระบบบัตรทองได้พัฒนาการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “Cancer Anywhere มะเร็งรักษาได้ทุกที่” ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่มีศักยภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การให้ยา เคมีบำบัด รังสีรักษา ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษา
การสนับสนุนยานวัตกรรมไทยครั้งนี้จึงถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยให้ระบบรักษาผู้ป่วยมะเร็งมีความมั่นคงและต่อเนื่องมากขึ้น
สิทธิคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ “ฟรี” ทุกสิทธิรักษา
นอกจากการเพิ่มโอกาสเข้าถึงยารักษาแล้ว สปสช. ยังเดินหน้าส่งเสริมการป้องกันโรคผ่านบริการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงด้วยชุดตรวจ FIT Test
บริการนี้เป็นสิทธิประโยชน์ด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ครอบคลุมประชาชนไทยอายุ 50-70 ปี “ทุกสิทธิการรักษา” ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือบัตรทอง โดยสามารถรับบริการได้ฟรี 1 ครั้ง ทุก 2 ปี
หากผลตรวจผิดปกติ หน่วยบริการจะส่งต่อเพื่อรับการตรวจยืนยันด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) รวมถึงการตัดชิ้นเนื้อหรือตัดติ่งเนื้อหากมีข้อบ่งชี้
ปี 2568 คนไทยตรวจแล้วกว่า 1.38 ล้านคน
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. บอกว่า การตรวจ FIT Test ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง
- ปีงบประมาณ 2566 มีผู้รับบริการ 1,450,656 ราย
- ปีงบประมาณ 2567 จำนวน 1,331,915 ราย
- ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 1,387,573 ราย
ในปี 2568 พบผู้มีผลตรวจผิดปกติ 102,450 ราย หรือร้อยละ 7.38 ของผู้เข้ารับบริการทั้งหมด
เฉพาะผู้ใช้สิทธิบัตรทอง มีผู้รับบริการ 1,104,325 ราย พบผลผิดปกติ 81,066 ราย และมีผู้เข้ารับการส่องกล้อง Colonoscopy แล้ว 37,314 ราย หรือร้อยละ 46.03 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30.27 ในปี 2566 และร้อยละ 38.51 ในปี 2567 ใกล้เคียงเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
ปี 2569 เดินหน้าคัดกรองต่อเนื่อง
ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 พบว่ามีประชาชนเข้ารับการตรวจ FIT Test แล้ว 857,266 ราย พบผลผิดปกติ 81,296 ราย ในจำนวนนี้ ผู้ใช้สิทธิบัตรทองมีผู้รับบริการ 767,371 ราย พบผลผิดปกติ 71,511 ราย และเข้ารับการตรวจ Colonoscopy แล้ว 22,710 ราย คิดเป็นร้อยละ 31.8
สปสช. ระบุว่า แม้การเข้าถึงการตรวจยืนยันจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังมีความท้าทายด้านศักยภาพของระบบบริการในบางพื้นที่ ทั้งจำนวนบุคลากร เครื่องมือ ห้องตรวจ และระบบส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งจะต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม
มุ่งลดการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง
สปสช. ยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนบริการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างต่อเนื่อง พร้อมสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า “ผล FIT Test เป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง” แต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจยืนยันเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที
ขณะเดียวกัน จะใช้ฐานข้อมูลบริการในการติดตามผู้ที่มีผลตรวจผิดปกติให้เข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่อง
การเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านยานวัตกรรมควบคู่กับการขยายบริการคัดกรองโรค สะท้อนให้เห็นว่าระบบบัตรทองกำลังพัฒนาไปสู่การดูแลโรคมะเร็งแบบครบวงจร ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น การวินิจฉัยที่รวดเร็ว ไปจนถึงการเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศในระยะยาว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




