กระแสถกเถียงเรื่องการนำ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังมีคำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อมกันคือ ระบบสาธารณสุขไทยสร้างความเหลื่อมล้ำ หรือ เลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTQ+ จริงหรือไม่
ดูเหมือนว่า ปัญหาที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดไม่ใช่ปฏิเสธการรักษาโดยตรง แต่เป็นเรื่องของการบริจาคโลหิต และการจัดวอร์ดผู้ป่วย ซึ่งล้วนมีบริบทและเหตุผลเฉพาะที่ต้องทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน ซึ่งอาจไม่ได้เข้าข่ายว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
อย่างเรื่องการจำกัดสิทธิบริจาคโลหิตสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ โดยอ้างอิงข้อมูลทางระบาดวิทยาที่พบอัตราการติดเชื้อเอชไอวีในบางกลุ่มสูงกว่าประชากรทั่วไปนั้น ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา กรณีสภากาชาดไทย ไม่รับบริจาคเลือดกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 เมื่อ 19 ก.ย. 2568 โดยเห็นได้ว่า สภากาชาดไทยมีความจำเป็นที่จะต้องทำการคัดกรองโลหิตเพื่อให้ได้โลหิตที่มีความปลอดภัย
คำตัดสินของศาลปกครองกลาง ชี้ให้เห็นว่าข้อถกเถียงระหว่าง “สิทธิ” และ “ความปลอดภัย”ทางสาธารณสุข ศาลฯให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัย”มากกว่า
แต่ในอีกมุม ของหมอโรคติดเชื้อรายหนึ่ง ก็เคยบอกว่า LGBTQ+ มีความหลากหลายมากไม่สามารถตัดสินได้จากการแต่งกาย รูปลักษณ์ภายนอก ว่าใครมีความเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ทุกคนควรจึงเข้าสู่ระบบการคัดกรองมาตรฐานเดียวกัน หากพบเชื้อก็เข้าสู่กระบวนการรักษา เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้บริจาค” มาเป็น “ผู้ป่วย” ที่ต้องได้รับการดูแล ซึ่งจะดีกว่าหรือไม่ที่จะได้รักษาและควบคุมโรคไปพร้อมกัน
ระบบสาธารณสุขไม่เลือกปฏิบัติ LGBTQ+
ขณะที่ การจัดวอร์ดผู้ป่วยสำหรับคนข้ามเพศ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ท้าทาย โรงพยาบาลหลายแห่ง เคยกรณีที่ผู้ป่วยข้ามเพศ ซึ่งมีเพศสภาพเป็นหญิง แต่ยังมีอวัยวะเพศกำเนิดเป็นชาย ถูกจัดให้อยู่ใน “วอร์ดชาย” จนเกิดปัญหาการถูกคุกคามจากผู้ป่วยชายคนอื่น แต่เมื่อย้ายไป “วอร์ดหญิง” ก็เกิดความกังวลจากบุคลากรบางส่วน เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ป่วยหญิงคนอื่น
กลายเป็นโจทย์ที่โรงพยาบาลต้องหาตรงกลาง ระหว่างสิทธิของผู้ป่วยข้ามเพศ กับความปลอดภัยของผู้ป่วยคนอื่น ซึ่งไม่ง่าย และต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ซึ่งเชื่อว่า ในทางปฏิบัติ รพ.ส่วนใหญ่ ก็คงยืดหยุ่น โดยพิจารณาจากสภาพร่างกาย ความสมัครใจของผู้ป่วย และสภาพแวดล้อม มากกว่าการยึดหลักเกณฑ์ตายตัว
ในภาพรวม ต้องถือว่า ประเทศไทย เปิดกว้างต่อกลุ่ม LGBTQ+ มากกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีข้อจำกัดทางศาสนาหรือวัฒนธรรมอย่างเข้มงวด
แต่ในหลายส่วนของโลก LGBTQ+ ยังเผชิญแรงกดดันทางสังคมจนไม่กล้าเข้ารับบริการสุขภาพ เช่น ชายบางคนติดเชื้อ HIV แต่ไม่กล้ามาโรงพยาบาล ไม่กล้ามารับยา หรือต้องหาวิธีนัดรับยาแบบลับๆ เพราะกลัวถูกตีตราจากศาสนา และครอบครัวที่เคร่งครัด
ดังนั้นเมื่อพูดถึงการบรรจุฮอร์โมนข้ามเพศ ในระบบสิทธิประโยชน์บัตรทอง ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่นี้ จึงมีมุมมองหลากหลาย แล้วแต่คนจะมอง ฝ่ายหนึ่งมองว่าทรัพยากรสาธารณสุขควรถูกจัดสรรให้กับโรคร้ายแรงที่คุกคามชีวิตโดยตรง เช่น มะเร็ง ขณะที่อีกฝ่ายชี้ว่า ฮอร์โมนข้ามเพศใช้งบประมาณไม่มาก แต่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของผู้รับบริการ
ขณะที่ นิยามของคำว่า “โรค” ในปัจจุบันได้ขยายครอบคลุมไปถึงสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เฉพาะความผิดปกติทางร่างกายอย่างเดียวแล้ว จึงทำให้การพิจารณาเรื่องนี้มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการถกเถียงอย่างรอบด้านจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในสถานการณ์งบประมาณแผ่นดินที่ตึงตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องอคติ หรือไม่อคติ แต่มีเรื่องการจัดลำดับความสำคัญในยามขับขัน เข้ามาเกี่ยวข้อง
บุคลากรทางการแพทย์ในระบบสุขภาพไทย ยืนยันเจตนาได้ว่า ไม่เลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTQ+ แน่นอน แต่ความท้าทายยังอยู่ที่การแยกให้ได้ระหว่าง “การคุ้มครองผู้ป่วยทุกฝ่าย” กับ “การเลือกปฏิบัติ” เพราะสิ่งที่ระบบสาธารณสุขมองว่าเป็น “มาตรการเพื่อความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง” อาจถูกตีความจากมุมผู้รับบริการว่าเป็น “กำแพงแห่งการกีดกัน” ได้เสมอ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




