ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน และกำลังเข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความซับซ้อน
แม้แต่วงการแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการตัดสินใจที่มีผลโดยตรงต่อชีวิตผู้ป่วย ก็เริ่มนำ AI เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานในหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้ในการแพทย์ไปถึงระดับใดแล้ว และในอนาคต AI จะสามารถเข้ามาแทนที่แพทย์ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่

นพ.สุรสิทธิ์ ซอและห์ อิสสระชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเลือดและโรคมะเร็ง โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ กล่าวกับ Policy Watch ว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ เนื่องจากสามารถรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งมาไว้ด้วยกันได้ รวมถึงข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันบางครั้งกูเกิล (Google) ก็มีการนำ AI มาใช้รวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะงานวิจัยและการศึกษาทางการแพทย์ ที่อ้างอิงได้ว่าปัจจุบันมาตรฐานการรักษาโรคต่าง ๆ เป็นอย่างไร หรือความก้าวหน้าของยารุ่นใหม่ (Breakthrough) เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามแพทย์ก็ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้าย
“มันใช้อยู่แล้ว ใช้ในการช่วยค้นหาข้อมูล แต่ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังไงก็ต้องเป็นหมอเลือกอยู่ดี บางที AI ให้ข้อมูลได้ว่าโรคนี้รักษาได้กี่แบบ สุดท้ายหมอก็ต้องเป็นคนเลือกว่าคนไข้เราจะเลือกอันไหนเขา”
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากหากกรอกข้อมูลลักษณะของโรคและอาการของผู้ป่วย เพื่อให้ AI เป็นผู้วินิจฉัยโรคและกำหนดแนวทางการรักษา หรือแนะนำการใช้ยาให้กับผู้ป่วยโดยที่ไม่มีแพทย์กำกับดูแล เชื่อว่าในปัจจุบันคงมีไม่กี่คนที่จะเชื่อผลลัพธ์จาก AI ทั้งหมด และยังต้องอาศัยการพิจารณาของแพทย์ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและบริบทของผู้ป่วย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากผู้ใช้เชื่อคำแนะนำของ AI ทั้งหมดจนเกิดความผิดพลาดในการรักษา ส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ป่วยหรือถึงขั้นเสียชีวิต รวมถึงเกิดผลข้างเคียงจากการรักษา คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และ AI สามารถถูกฟ้องร้องหรือรับผิดทางกฎหมายได้หรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในอนาคตเหมือนกัน
ทำไม AI ยังแทนหมอไม่ได้
ปัจจุบันการทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึง AI ได้นั้น นพ.สุรสิทธิ์ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขั้นตอนการรักษาผู้ป่วย ก็ยังคงต้องใช้สติปัญญา ประสบการณ์ และดุลยพินิจของแพทย์อยู่ดี
เขาอธิบายว่า ในทางการแพทย์มีคำที่เรียกว่า “ประกอบโรคศิลป์” ซึ่งหมายถึงการประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด รักษา ป้องกันโรค หรือฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์ โดยอาศัยองค์ความรู้ทางการแพทย์หรือสาธารณสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
นพ.สุรสิทธิ์ ระบุว่า มนุษย์มีความซับซ้อน เกินกว่าที่ AI จะรับรู้ (Sense) ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะสัญญาณหรือรายละเอียดบางอย่างที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าระหว่างการพบผู้ป่วย ซึ่งแพทย์ที่มีประสบการณ์อาจมีความรู้สึกบางอย่างหรือประเมินจนสามารถรู้ว่าผู้ป่วยแต่ละรายมีอาการอย่างไรและควรต้องได้รับการรักษาแบบไหน
นอกจากนี้ การรักษาพยาบาลยังไม่ได้มีเพียงการวินิจฉัยและสั่งยาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลด้านจิตใจ การให้กำลังใจ และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการรักษาและการฟื้นตัวของผู้ป่วย และยังเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้
ด้วยเหตุนี้ แม้ AI จะสามารถเสนอทางเลือกในการรักษาหรือช่วยค้นหาข้อมูลได้ แต่แพทย์ยังคงเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการพิจารณาและเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ตอนนี้ AI ใช้ทำอะไรได้แล้วในวงการแพทย์
นพ.สุรสิทธิ์ อธิบายว่า ปัจจุบัน AI สามารถเข้ามามีบทบาทเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้ในบางขั้นตอน โดยเฉพาะงานที่มีแนวปฏิบัติหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น การวินิจฉัยโรคหรือการวิเคราะห์ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างหนึ่งคือการอ่านสไลด์เซลล์จากกล้องจุลทรรศน์ ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์และจำแนกเซลล์ตามเกณฑ์ที่กำหนดได้อย่างรวดเร็ว และในบางกรณีอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเมื่อเทียบกับการตรวจด้วยสายตาของมนุษย์เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ AI จะถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติทางการแพทย์ จะต้องผ่านการศึกษาวิจัยและการประเมินผลในวงกว้าง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบกับมาตรฐานการตรวจวินิจฉัยที่ใช้ในปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่า AI มีความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และให้ผลลัพธ์ไม่น้อยกว่าหรือดีกว่ามาตรฐานเดิม หากมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับอย่างเพียงพอ AI ก็อาจเข้ามามีบทบาทช่วยเสริมหรือทดแทนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในบางขั้นตอนได้ในอนาคต
IBM Watson กับความล้มเหลว AI ทางการแพทย์
แม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่การพัฒนาในระยะแรกยังต้องอาศัยมนุษย์ในการฝึกและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง หากย้อนดูพัฒนาการของ AI ในวงการแพทย์ มีตัวอย่างกรณีหนึ่ง คือ IBM Watson ซึ่งเป็น AI ของบริษัท IBM ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ โดยเฉพาะการแนะนำแนวทางรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่สุดท้ายโครงการดังกล่าวก็ต้องยุติลงเมื่อปี 2565 เนื่องจากผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่ดีพอตามเป้าหมาย ทั้งจากข้อจำกัดของเทคโนโลยี การใช้ข้อมูลฝึกที่ยังไม่เพียงพอ การให้คำแนะนำที่คลาดเคลื่อนในบางกรณี และความไม่คุ้มค่าในการนำไปใช้งานจริง
แต่หากมีการสอนและระบบการเรียนรู้ที่ดี นพ.สุรสิทธิ์ เชื่อว่า AI จะสะสมการเรียนรู้และเก่งได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังต้องใช้แพทย์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เนื่องจากการรักษาพยาบาลเป็นมากกว่าการให้บริการหรือการซื้อขายทั่วไป แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย ที่ต้องใช้ความเชื่อถือและความไว้วางใจในการรับฟังอาการ สอบถามสารทุกข์สุกดิบ และการเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งมีความสำคัญที่ส่งผลต่อการรักษาและการฟื้นตัวของผู้ป่วย
AI ทางการแพทย์ กฎเกณฑ์ยังตามไม่ทันเทคโนโลยี
นพ.สุรสิทธิ์ ยอมรับว่า ยังไม่มีหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่ออกมากำกับการใช้ AI ของบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะ แม้ AI จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการทำงานด้านการแพทย์มากขึ้นก็ตาม
แม้ปัจจุบัน AI จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน ทั้งการค้นหาข้อมูล เขียนบทความ หรือสร้างคลิปวิดีโอสั้น แต่ในทางการแพทย์ AI ยังไม่ถูกนำมาใช้ถึงขั้นวินิจฉัยหรือรักษาผู้ป่วยแทนแพทย์โดยลำพังได้ทั้งหมด และเชื่อว่ายังไม่มีบุคลากรทางการแพทย์รายใดกล้าใช้ AI ในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากการรักษาผู้ป่วยเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางกฎหมายจากการให้บริการทางการแพทย์ (Medical liability)
อย่างไรก็ตาม แพทยสภาได้รับทราบถึงบทบาทและพัฒนาการของ AI ในวงการแพทย์แล้ว แม้กระทั่งในการประชุมวิชาการทางการแพทย์ระดับนานาชาติในหลายสาขา ก็เริ่มมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และติดตามความก้าวหน้าของ AI อย่างต่อเนื่อง เช่น การประชุมด้านเวชศาสตร์ความปวด (Algology) ในสหรัฐอเมริกา ที่มีการนำเสนอความก้าวหน้าของ AI เครื่องมือใหม่ ๆ ตลอดจนแนวทางและเทคนิคที่บุคลากรทางการแพทย์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน
สุดท้ายแม้ AI จะยังไม่สามารถทดแทนแพทย์ได้ทั้งหมดในปัจจุบัน แต่ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย ขณะเดียวกันศักยภาพของเทคโนโลยีก็ไม่ใช่ความท้าทายเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงมาตรฐานการนำมาใช้งาน การกำกับดูแล ความรับผิดทางกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะปลอดภัยและมีประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




