แม้ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะดูแลคนละภารกิจ แต่ทั้งสองฝ่ายกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพ (Medical Economy) ของภูมิภาค โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวนำ ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จีโนมิกส์ และการแพทย์แม่นยำ (Precision Health)
จุดร่วมที่ชัดเจนที่สุดคือ ทั้งสองกระทรวงมองว่าอุตสาหกรรมสุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องการรักษาโรค แต่เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของประเทศ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
ATMP เทคโนโลยีร่วมที่ทั้งสองกระทรวงผลักดัน
ทั้ง ยศชนัน และ พัฒนา ต่างให้น้ำหนักกับ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) หรือการรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัด ในฐานะเทคโนโลยีแห่งอนาคต
- อว.: มองว่า ATMP เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ต้องพัฒนาควบคู่กับเครื่องมือแพทย์ ชุดตรวจ ยา และสมุนไพรไทย
- สาธารณสุข: ระบุชัดว่า ATMP เป็นหนึ่งในสามเทคโนโลยีหลักที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ ควบคู่กับหุ่นยนต์การแพทย์ โดยปัจจุบันเซลล์บำบัดรักษามะเร็งเม็ดเลือดมีความก้าวหน้ามากที่สุด
พัฒนา ยังตอบคำถามสำคัญเรื่อง “เงินเฟ้อทางการแพทย์” หรือ ค่ารักษาพยาบาลแพง โดยยืนยันว่า ต้นทุนเริ่มต้นของเทคโนโลยีใหม่ที่สูงนั้นต้องประเมินร่วมกับความคุ้มค่าตลอดช่วงชีวิตของผู้ป่วย ไม่ใช่มองเฉพาะค่าใช้จ่ายในระยะแรก และเชื่อว่ายิ่งมีการผลิตและเข้าถึงในวงกว้างมากเท่าไร ต้นทุนเฉลี่ยจะยิ่งลดลงตามหลัก Economy of Scale
ปฏิรูปกฎระเบียบ หัวใจที่ทั้ง อว.-สธ. เห็นตรงกัน
ประเด็นที่ทั้งสองกระทรวงเน้นย้ำตรงกันคือ ความจำเป็นในการ เร่งปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลให้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ลดมาตรฐานความปลอดภัย
ยศชนัน ระบุว่า อว. มีแผนปรับปรุงข้อตกลงการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial Agreement) ให้เป็นมาตรฐานเดียวของประเทศ เพื่อให้การอนุมัติโครงการวิจัยมีความรวดเร็วและโปร่งใสขึ้น ขณะที่นายพัฒนาเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแลเพียงอย่างเดียว มาเป็น “พี่เลี้ยง” ที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยตั้งแต่ต้นทาง พร้อมตั้งเป้าให้ไทยขึ้นทะเบียนนวัตกรรมการแพทย์ได้เร็วที่สุดในอาเซียน
ทิศทางนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากเวที Global HealthTech Showcase ที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์และนักลงทุนต่างชาติเห็นตรงกันว่า ความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้ป่วยเพื่อทดลองทางคลินิกคือปัจจัยดึงดูดนักลงทุนที่สำคัญที่สุด โดย Ryan Neely จาก Skribe Medical ยกตัวอย่างว่าการเริ่มทดลองทางคลินิกในไทยใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์ เร็วกว่าการทำสัญญากับมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ อย่าง Stanford
ดึงทุนต่างชาติและความร่วมมือมหาวิทยาลัย
ทั้งสองรัฐมนตรีเห็นพ้องว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ยศชนัน เน้นการดึงบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศมาตั้งฐานวิจัยในไทย และใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นกลไกต่อรองให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะที่ พัฒนา ผลักดันการเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit ปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพไทยในเวทีโลก
ประเด็นนี้สอดรับกับมุมมองของนักลงทุนในเวที HealthTech ที่ระบุว่า สตาร์ตอัปจำเป็นต้องเข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญาจากมหาวิทยาลัย ผ่านสำนักงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer Office) ที่มีความยืดหยุ่นเรื่องการถือหุ้นมากกว่าการเก็บค่าลิขสิทธิ์ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะช่วยให้เกิดงานวิจัยใหม่และโอกาสเชิงพาณิชย์ร่วมกัน
เป้าหมายร่วม จากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ผู้ผลิตเทคโนโลยี
ทั้งสองกระทรวงมีเป้าหมายเดียวกัน คือการเปลี่ยนสถานะของไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” เป็น “ผู้ผลิตและเจ้าของนวัตกรรม” พัฒนากล่าวว่า ต้องการให้ไทยมีศักยภาพรักษาโรคได้ทัดเทียมประเทศชั้นนำของโลก ขณะที่ ศ.ยศชนันเน้นการเพิ่มงบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งจากภาครัฐและเอกชน
มุมมองนี้สอดคล้องกับข้อเสนอจากนักลงทุนในเวทีนานาชาติ ที่ชี้ว่า อนาคตของ HealthTech จะไม่ถูกวัดด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ผลลัพธ์ทางสุขภาพ (Health Outcomes) ที่จับต้องได้จริง และเตือนว่าแม้แต่ AI ก็ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป เพราะการพัฒนายาใหม่ยังมีอัตราความล้มเหลวสูง สิ่งสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลชั้นนำ
แม้ทิศทางของทั้งสองกระทรวงจะสอดคล้องกัน แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามต่อ ทั้งเรื่องงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ต้องรองรับผู้ป่วยซึ่งจะเข้าถึง ATMP ในอนาคต ความสามารถในการแข่งขันกับจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้าน Biotech ซึ่งผู้ร่วมเสวนาเสนอว่าไทยควรเน้นจุดแข็งด้าน “ความน่าเชื่อถือ” แทนการแข่งขันด้านความเร็ว รวมถึงความท้าทายในการปฏิรูปกฎระเบียบให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หากความร่วมมือระหว่างสองกระทรวงนี้ ผนวกกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และนักลงทุน สามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นระบบ ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาคได้ตามเป้าหมายที่ทุกฝ่ายวางไว้ในอนาคต
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ (Medical Economy) และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Medical and Wellness Hub ของโลก โดยบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคเอกชน และนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย และผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้พัฒนาและเจ้าของนวัตกรรม” ที่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้
“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของไทย สร้างโอกาสการลงทุน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงานคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคอย่างยั่งยืน”
20 ปี จาก “ศูน์กลางสุขภาพ” สู่ “เศรษฐกิจสุขภาพ” นโยบายมุ่งแต่ “เม็ดเงิน”
รัฐบาลที่ผ่านมา พยาามผลักดันเศรษฐกิจผ่านบริการสาธารณสุขมานาน โดยผลักดัน นโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ครั้งแรกในปี 2546 ที่แวดวงธุรกิจและรัฐบาลนิยมใช้ “การตลาด” ทำให้เกิดคำว่า “ฮับ” อย่างแพร่หลาย แม้แต่ปัจจุบัน รัฐบาลก็มักจะพูดถึงความเป็น “ฮับโน้นฮับนี่” จนนับไม่ถ้วน
นโยบายในยุคแรก มุ่งไปที่สร้างรายได้เข้าประเทศ โดยโรงพยาบาลเอกชนไทยหลายแห่งมีศักยภาพสูงมากและมีมาตรฐานระดับสากล ภายใต้แนวคิด การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) เพื่อดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง
ต่อมา มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2559 รัฐบาลสมัยนั้นเห็นชอบ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2560–2569)” ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทหลักที่เปลี่ยนผ่านจากการทำตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบกระจัดกระจาย มาเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
ยุทธศาสตร์ มีการกำหนด 4 เสาหลัก หรือ 4 Hubs เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสุขภาพที่ครบวงจร
-
- Wellness Hub: ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (สปา, นวดไทย, การแพทย์ทางเลือก, ชะลอวัย)
- Medical Service Hub: ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (การรักษาโรคซับซ้อนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ)
- Academic Hub: ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (การฝึกอบรมบุคลากรและการวิจัยทางการแพทย์)
- Product Hub: ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (การพัฒนาสมุนไพร เครื่องสำอาง และอุปกรณ์การแพทย์)
ต่อมา ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ใช้คำศัพท์การพัฒนาใหม่ ชื่อว่า “New S-Curve” แต่ผู้ผลักดันนโยบายเป็นคนเดียวกับยุค “4 Hubs” คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง
จากวิกฤตการณ์โควิด-19 รัฐบาลกลับมาทบทวนและเร่งรัดนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพใหม่ ในปี 2563 ครม.เห็นชอบการปรับกลไกขับเคลื่อน และจัดตั้ง คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานแบบบูรณาการ
ล่าสุด รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับเคลื่อน Medical Economy ในยุคเทคโนโลยีกำลังมาแรง ใช้ชื่อใหม่ว่า “เศรษฐกิจนวัตกรรมสุขภาพ” เน้น 3 ด้าน
-
- Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs): การส่งเสริมการแพทย์ขั้นสูง เช่น เซลล์บำบัด ยีนบำบัด และการรักษาโรคมะเร็ง/โรคพันธุกรรมที่ซับซ้อน
- Genomics & AI: การบูรณาการข้อมูลพันธุศาสตร์ (Genomics) ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวินิจฉัยและรักษาแบบแม่นยำ (Precision Medicine) ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
- การอำนวยความสะดวกเชิงนโยบาย: การออก Medical Visa และการผ่อนปรนกฎระเบียบเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและการลงทุนจากต่างประเทศ เข้ามาตั้งฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์และยีนบำบัดในไทย
ข้อสังเกตเชิงนโยบาย: ตลอดเส้นทางของนโยบายเศรษฐกิจการแพทย์ สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญและถกเถียงกันมาตลอดคือ “การรักษาสมดุล” ระหว่างการเปิดเสรีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการดูแลไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทยว่ารัฐบาลมีนโยบายอย่างไร เพื่อป้องกัน “สมองไหล” ของบุคลากรทางการแพทย์จากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน ที่มุ่งรองรับต่างชาติ และค่ารักษาพยาบาลแพง หรือ ที่เรียกว่า “เงินเฟ้อทางการแพทย์”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




