ความแออัดบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน (Emergency Room) หรือ ER ของโรงพยาบาลภาครัฐนอกเวลาราชการ เป็นปัญหาที่วิกฤตเรื้อรังมานานหลายสิบปี ซึ่งปะปนไปทั้งผู้ป่วยวิกฤตและไม่วิกฤต จนเกิดความตรึงเครียดระหว่างญาติผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ได้กลายเป็นดราม่าบนโลกออนไลน์หลายครั้ง
ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งเริ่มทยอยประกาศจัดเก็บค่าบริการนอกเวลาราชการสำหรับผู้ป่วยกลุ่ม “ไม่ฉุกเฉิน” ในอัตรา 100 – 300 บาท ที่เข้ามาใช้บริการห้องฉุกเฉินนอกเวลา แต่มาตรการนี้จะเป็นการ “ผลักภาระให้ประชาชน” หรือเป็น “กุศโลบายเชิงระบบ” เพื่อคืนพื้นที่ให้กับการยื้อชีวิตผู้ป่วยวิกฤตกันแน่
ขณะที่โรงพยายาบาลย้ำเป้าหมายหลักของมาตรการนี้ คือการคัดแยกประเภทผู้ป่วยให้สอดคล้องกับทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด และไม่มีผลกระทบต่อผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินวิกฤต (เคสสีแดง) ตามสิทธิ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) ผู้ป่วยวิกฤตจริงยังคงได้รับการรักษาพยาบาลทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างโรงพยาบาลที่เริ่มเก็บเงินผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินที่มาใช้บริการห้องฉุกเฉินนอกเวลา เช่น
- โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย) ค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน 300 บาท/ครั้ง
- โรงพยาบาลสมุทรปราการ (โรงพยาบาลศูนย์) ค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน 150 บาท/ครั้ง
- โรงพยาบาลกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ (โรงพยาบาลชุมชน) ค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน 100 บาท/ครั้ง
- โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช (โรงพยาบาลศูนย์) ค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ประมาณ 100 บาท/ครั้ง
- โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ (โรงพยาบาลทั่วไป) ค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ประมาณ 100 บาท/ครั้ง
- โรงพยาบาลกาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี (โรงพยาบาลชุมชน) ค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ประมาณ 100 บาท/ครั้ง
- โรงพยาบาลโพธาราม จ.ราชบุรี (โรงพยาบาลทั่วไป) ค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ประมาณ 100 บาท/ครั้ง
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าอัตราการจัดเก็บเงินสะท้อนถึงระดับของสถานพยาบาลและค่าครองชีพในพื้นที่ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 100 บาทในโรงพยาบาลระดับอำเภอ ไปจนถึง 300 บาทในโรงพยาบาลระดับโรงเรียนแพทย์
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเกณฑ์อนุมัติให้สถานพยาบาลในสังกัดสามารถจัดเก็บค่าบริการนอกเวลาราชการสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน โดยมียุทธศาสตร์รองรับคือ
- ลดความแออัดในห้องฉุกเฉิน สกัดกั้นและคัดกรองผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง ไม่ให้เข้าไปเบียดบังพื้นที่ อุปกรณ์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทุ่มเทให้กับการช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤต
- ชดเชยค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา นำรายได้จากการจัดเก็บค่าบริการไปบริหารจัดการจ่ายเป็นค่าตอบแทนล่วงเวลา (OT) แก่บุคลากรด่านหน้า เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับการจัดสรรมีจำกัดและไม่ครอบคลุมภาระงานจริง
- ขยายทางเลือกในการใช้บริการ ส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเข้าห้อง ER เปลี่ยนไปใช้บริการคลินิกนอกเวลาราชการ ซึ่งเปิดให้บริการช่วง 16.00 – 20.00 น. แทน
“กุศโลบายเชิงเทคนิค” ในมุมมองนักบริหารโรงพยาบาล
พญ.ลลิดา วีระวิทยานันต์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการหน้างานโรงพยาบาลภาครัฐ ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของ ER ไทยคือ ประชาชนจำนวนมากตีความคำว่าห้องฉุกเฉินเป็นเพียง ช่องทางตรวจโรคทางเลือกนอกเวลา
“จุดที่เป็น Pain Point สำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งและลดประสิทธิภาพการดูแล คือการที่ประชาชนนิยามห้องฉุกเฉินว่าคือ ‘การตรวจนอกเวลา’ ทำให้มีผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวหรือกลุ่มที่ไม่เร่งด่วน ทะลักเข้ามาสูงถึง 2 ใน 3 (ประมาณ 70%) ของคนไข้ ER ทั้งหมด เช่น มารอรับยาเดิม มาขอใบรับรองแพทย์ หรือมาด้วยความสะดวกของญาติ” พญ.ลลิดา กล่าว
พญ.ลลิดา บอกว่า แม้ในคืนหนึ่งจะมีเคสสีแดง (วิกฤต) เพียง 20 คนจากผู้ป่วยทั้งหมด 100 คน แต่ทีมแพทย์และพยาบาลคัดกรองต้องใช้เวลาและทรัพยากรประเมินคนไข้ทั้ง 100 คน ส่งผลให้การรักษาเคสสีแดงที่คุกคามต่อชีวิตล่าช้า การจัดเก็บเงิน 150–300 บาท จึงไม่ใช่มาตรการแสวงหากำไรของรัฐ หากแต่เป็น “กุศโลบายเชิงเทคนิค” เพื่อให้ผู้ป่วยหยุดคิดและประเมินความจำเป็นก่อนเดินทางมา ER
ระบบคัดแยกความเร่งด่วน 5 ระดับสี
อย่างไรก็ตามความขัดแย้งหน้าห้องฉุกเฉินมักเกิดจากความฉุกเฉินของหมอกับคนไข้ไม่ตรงกัน หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน” ระหว่างมาตรฐานการแพทย์และเกณฑ์ความวิตกกังวลของประชาชน ทางการแพทย์ใช้ระบบการคัดแยกผู้ป่วยตามความหนักเบาของโรค แบ่งออกเป็น 5 ระดับสี
- สีแดง ฉุกเฉินวิกฤต ภาวะคุกคามชีวิตอย่างเฉียบพลัน
ตัวอย่าง: หัวใจหยุดเต้น, หยุดหายใจ, หมดสติ, ช็อก, เลือดออกไม่หยุด
ต้องรักษาทันที - สีชมพู ฉุกเฉินหนัก มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต
ตัวอย่าง: เจ็บหน้าอกเฉียบพลันสงสัยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกเฉียบพลัน, สับสน
ตรวจรักษาภายใน 10 นาที - สีเหลือง ฉุกเฉินเร่งด่วน หากปล่อยไว้อาจทรุดลงและเป็นอันตราย
ตัวอย่าง: ปวดท้องรุนแรงสงสัยไส้ติ่งอักเสบ, กระดูกหัก, ข้อเคลื่อน, แผลฉกรรจ์
ประเมินและรักษาภายใน 30 นาที - สีเขียว อาการไม่รุนแรง สัญญาณชีพปกติ อาการไม่ซับซ้อน
ตัวอย่าง: ไข้หวัด, ปวดศีรษะเล็กน้อย, ปัสสาวะแสบขัด, แผลถลอกเล็กน้อย
รอรับการรักษาภายใน 60 นาที - สีขาว ทั่วไป / ไม่ฉุกเฉิน ไม่มีภาวะฉุกเฉินและสามารถรับบริการในเวลาปกติได้
ตัวอย่าง: ล้างแผล, รับยาต่อเนื่อง, ฉีดยาตามนัด, ขอใบรับรองแพทย์
แนะนำให้รับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก (OPD)
นั่นหมายความว่าการใช้บริการห้องฉุกเฉิน ไม่ใช่การให้บริการตามคิวมาก่อนหรือมาหลัง แต่จะให้บริการผู้มีอาการวิกฤตตามระดับสีก่อน แต่ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 เพียงเดือนเดียวก็มีถึง 2 เหตุการณ์ ที่โรงพยาบาลต้องออกแถลงการณ์กรณีห้องฉุกเฉิน
โรงพยาบาลแม่จัน จ.เชียงราย เกิดกรณีดราม่าผู้ป่วยปวดท้องเดินทางมา ER นอกเวลา สัญญาณชีพปกติ พยาบาลคัดกรองจัดยาบรรเทาอาการและแนะนำให้พบแพทย์ในวันถัดไป แต่ผู้ป่วยปฏิเสธเนื่องจากต้องการ “ใบรับรองแพทย์เพื่อนำไปลางาน” นำไปสู่การโพสต์วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย สะท้อนปัญหาสังคมที่ใช้ ER เพื่อวัตถุประสงค์ทางเอกสารมากกว่าการรักษาพยาบาล
ขณะที่โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวร้องเรียนการรอคอยที่ยาวนาน แต่เบื้องหลังหน้างาน คืนนั้นทีมแพทย์ต้องรับเคสสีแดงพร้อมกันถึง 6 ราย ทั้งผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตก/ตีบ (Stroke), ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และเคสอุบัติเหตุทางถนนที่ต้องผ่าตัดสมองด่วน ทำให้ทรัพยากรทั้งหมดถูกดึงไปใช้ยื้อชีวิต
โครงสร้างค่าตอบแทนบุคลากรฯ ค่าเวร 150 บาท/ชม. กับภาระชีวิต
ปัญหา ER ล้นไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ป่วย แต่ยังทำให้เกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) ของบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ทั้งพยาบาลคัดกรอง เจ้าหน้าที่ธุรการ เภสัชกร เวรเปล และแพทย์ จากความเหลื่อมล้ำของค่าเวรโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่ต่างกันหลายเท่า
- อัตราค่าเวรนอกเวลาแพทย์ภาครัฐ = 150 บาท/ชั่วโมง (1,200 บาท / 8 ชม.)
- อัตราค่าเวรแพทย์เอกชนทั่วไป = 600 บาท/ชั่วโมง
- อัตราค่าเวรแพทย์เฉพาะทาง ER = 1,000 บาท/ชั่วโมง
ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อดีตนายกแพทยสภา และอาจารย์แพทย์ด้านกฎหมายการแพทย์ ยืนยันว่าการเก็บเงินผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินนอกเวลาราชการ สามารถทำได้ตามกฎหมาย และเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขปฏิรูประบบค่าตอบแทนอย่างเร่งด่วน
“ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา (OT) ให้แพทย์ ER เพียง 1,200 บาทต่อ 8 ชั่วโมง หรือตกชั่วโมงละ 150 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของวิชาชีพเฉพาะทางอย่างมาก ขณะที่ภาคเอกชนจ่ายให้แพทย์ทั่วไปชั่วโมงละ 600 บาท และแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน (EP Board) สูงถึง 1,000 บาทต่อชั่วโมง”
“รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มค่าตอบแทนแพทย์เวร ER ให้ได้อย่างน้อย 300 บาทต่อชั่วโมง เพื่อให้สะท้อนความเครียดและความรับผิดชอบในการกดปั๊มหัวใจ (CPR) ยื้อชีวิตผู้ป่วยหลายรายต่อคืน หากไม่แก้ที่โครงสร้างนี้ เราจะเสียแพทย์และพยาบาลออกจากระบบรัฐไปเรื่อยๆ” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อำนาจ กุสลานันท์ กล่าว
โมเดล Sandbox การสื่อสารระหว่างรพ.กับผู้ป่วย
เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างระบบสาธารณสุขยั่งยืน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ระบบประสาทและผ่าตัดสมอง (ผู้จัดทำช่อง Dr. V Channel) ได้เสนอแนวทางปฏิบัติและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไว้ 3 ข้อ
- ทดลองนำร่องด้วยโมเดล “Sandbox” (1–6 เดือน)
เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขใช้โอกาสนี้ทดลองดำเนินนโยบายจัดเก็บค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินในรูปแบบ Sandbox เป็นเวลา 1–6 เดือนในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม เพื่อเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าสามารถลดจำนวนผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว/สีขาวได้ 50% ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ พร้อมทั้งประเมินความปลอดภัยของผู้ป่วยว่ามีข้อผิดพลาดในการวินิจฉัย หรือไม่
- ยึดหลักการสื่อสาร 3 ข้อสำหรับบุคลากรด่านหน้า
- มุ่งประโยชน์และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก อธิบายเหตุผลการคัดกรองเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ ไม่ใช่แสดงอาการหงุดหงิดเนื่องจากตนเองเหนื่อยล้า
- อิงหลักฐานและมาตรฐานทางการแพทย์ ใช้เกณฑ์การคัดแยกระดับสี ที่เป็นสากลอธิบายอย่างตรงไปตรงมา
- สื่อสารด้วยความสุภาพและเอื้ออาทร ลดการใช้อารมณ์แม้จะผ่านการทำงานหนักต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ชั่วโมง
- คงไว้ซึ่งความยืดหยุ่นทางสังคม
สำหรับประชาชนทั่วไป นพ.วีระพันธ์ แนะนำว่าหากรู้สึกว่าตนเองหรือญาติมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าจะเป็นอันตราย ให้เดินทางมาโรงพยาบาลทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน 100–300 บาท เพราะหากแพทย์ประเมินแล้วว่าเป็นเคสฉุกเฉิน จะได้รับการรักษาฟรีตามสิทธิทันที
ส่วนกลุ่มเปราะบาง ผู้ยากไร้ หรือผู้ที่ไม่มีเงินชำระค่าธรรมเนียมจริงๆ ระบบสาธารณสุขไทยและโรงพยาบาลรัฐยังมีกลไกการอนุเคราะห์และยืดหยุ่นทางสังคม โดยพิจารณายกเว้นค่าบริการตามความเหมาะสม ไม่มีการปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยอย่างแน่นอน
การจัดเก็บค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินนอกเวลาราชการ 150–300 บาท ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารเงินคลังโรงพยาบาล หากแต่เป็น เครื่องมือจัดระเบียบสังคมเพื่อคืนพื้นที่ห้องฉุกเฉินให้กลับมาทำหน้าที่หลักในการยื้อชีวิตผู้ป่วยวิกฤตอย่างแท้จริง
ทว่า การดำเนินมาตรการนี้จะประสบความสำเร็จได้ รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรด่านหน้าให้เหมาะสม การจัดตั้งระบบคลินิกนอกเวลาที่เข้าถึงง่าย และการสร้างความเข้าใจเรื่องระบบคัดแยกผู้ป่วยตามสีให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐเป็นที่พึ่งอันปลอดภัยที่สุดในวินาทีชีวิตของทุกคนอย่างเท่าเทียม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




