ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ครบจำนวน 35 คน เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” ที่ยังคงนั่งเก้าอี้ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข” ต่อเนื่องขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการยังคงว่าง
การยังอยู่ในตำแหน่งของ “พัฒนา” ไม่ได้เหนือความคาดหมายมากนัก แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายจับตามองคือการที่ “หน้าเดิม” นั่งบริหารงานจะเกิดความต่อเนื่อง หรือเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายหรือไม่ เพราะนับเป็นโอกาสที่จะมีเวลาอย่างเต้มที่ที่จะแก้ไขปัญหาที่ค้างคามานาน ซึ่งปัญหาที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยังไม่มีใครแก้ไม่ได้สักที
โจทย์ข้อแรก: บุคลากรทางการแพทย์กำลังแบกภาระจนหัวไหล่แทบหัก
ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์และอายุรแพทย์ระบบประสาทชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กรายงาน 9 ประเด็นสำคัญถึงรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ โดยประเด็นแรกที่เขาหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องที่ทุกคนในวงการรู้ดี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ ภาวะขาดแคลนและความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์
ความเหนื่อยล้าของบุคลากรในระบบสาธารณสุขนั้นสะสมมานานหลายปี แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และนักวิชาชีพสาธารณสุขหลายคนต้องทำงานล่วงเวลาอย่างหนัก รับผิดชอบผู้ป่วยมากกว่าที่ควร และยังต้องรับมือกับภาระงานเอกสาร รายงาน และตัวชี้วัดคุณภาพที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ศ.นพ.สมศักดิ์ เสนอว่าควรมีการทบทวนวิธีคำนวณอัตรากำลังคน โดยไม่ยึดติดกับสูตรคำนวณแบบเดิม (FTE) ที่ใช้กันมานาน เพราะภาระงานจริงของแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกันมาก โรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ห่างไกลกับโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเมืองใหญ่ ย่อมไม่สามารถวัดด้วยสูตรเดียวกันได้
นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ลดภาระงานเอกสารที่ไม่จำเป็น โดยเสนอให้มีหน่วยงานประเมินคุณภาพโรงพยาบาลเพียงหน่วยงานเดียว และเชื่อมตัวชี้วัดเข้ากับฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้บุคลากรต้องรายงานข้อมูลเดิมซ้ำหลายครั้งในหลายระบบ
ด้าน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ก็มองตรงกันว่าปัญหากำลังคนเป็นโจทย์เร่งด่วนอันดับหนึ่ง และพูดตรงไปตรงมาว่า
“การทำงานของบุคลากรตอนนี้หนักเกินมนุษย์ เมื่อภาระงานมากเกินไป โอกาสเกิดความผิดพลาดก็เพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดอาจกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายตามมา”
ขณะที่ นพ.ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร ตัวแทนสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน นำเสนอมุมมองที่ลงลึกกว่านั้น โดยชี้ว่าปัญหาบุคลากรไม่ได้อยู่แค่เรื่องจำนวนหรือภาระงาน แต่อยู่ที่ความเป็นธรรมในการจ้างงานขั้นพื้นฐาน เพราะในระบบสาธารณสุขยังมีลูกจ้างบางกลุ่ม ทั้งลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายวัน และบุคลากรสนับสนุนบางตำแหน่ง ที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ หรือต้องทำงานเกิน 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
“ระบบสุขภาพที่เป็นรัฐสวัสดิการ ไม่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกดทับแรงงาน เพราะจะไม่สามารถยั่งยืนได้ในระยะยาว” นพ.ณัฐ กล่าว
สหภาพแพทย์ยังเสนอให้ภาครัฐก้าวข้ามแนวคิด “ค่าแรงขั้นต่ำ” ไปสู่ “Living Wage” หรือค่าจ้างที่สอดคล้องกับต้นทุนชีวิตจริง โดยผู้ที่ทำงานเต็มเวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ควรมีรายได้เพียงพอเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวขนาดเล็กได้โดยไม่ต้องหารายได้เสริม ซึ่งบางการศึกษาประเมินว่าอัตรา Living Wage อาจอยู่ที่ราว 500 บาทต่อวัน
วงการแพทย์สะท้อนไปที่ความจริงเดียวกัน คือหากระบบสาธารณสุขยังดูดทรัพยากรมนุษย์โดยไม่ดูแลให้เพียงพอ คลื่นการลาออกที่กำลังเกิดขึ้นจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือผู้ป่วย
โจทย์ข้อสอง: โรงพยาบาลรัฐกำลังขาดเงินสดหมุนเวียน
ถ้าปัญหาบุคลากรคือวิกฤตที่มองเห็นได้ชัด ปัญหาการเงินของโรงพยาบาลคือวิกฤตที่อาจเงียบแต่อันตรายกว่า
พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร ประธานองค์กรแพทย์ โรงพยาบาลพุทธชินราช อธิบายสถานการณ์ว่า “หลายโรงพยาบาลไม่ได้ขาดศักยภาพในการรักษา แต่กำลังขาดเงินสดหมุนเวียน ทำให้ยิ่งรักษามาก ยิ่งขาดทุน”
ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากโครงสร้างของระบบการเงินสุขภาพที่การชดเชยค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนต่าง ๆ ไม่ได้ปรับตามต้นทุนจริงที่โรงพยาบาลแบกรับ เมื่อต้นทุนพลังงาน ยา และเวชภัณฑ์ปรับสูงขึ้น แต่รายรับต่อหัวผู้ป่วยยังเท่าเดิม โรงพยาบาลจึงตกอยู่ในกับดักทางการเงินที่ทางออกยากขึ้นทุกที
ขณะที่ นพ.วีระพันธ์ ยกกรณีโรงพยาบาลอุ้มผางขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม โดยระบุว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะที่อุ้มผาง แต่โรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน โดยบางแห่งใช้จ่ายงบประมาณไปเกือบหมดแล้ว ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสิ้นปีงบประมาณ
“อุ้มผางเป็นเพียงภาพที่เห็นชัด แต่เชื่อว่าจะมีโรงพยาบาลอื่น ๆ เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน” นพ.วีระพันธ์ ย้ำ
ศ.นพ.สมศักดิ์ มองว่าปัญหานี้ต้องแก้ด้วยการปรับโครงสร้างการทำงานของสามกองทุนสุขภาพหลัก ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สปสช. ที่ต้องปรับกลไกการจ่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนบริการจริงของโรงพยาบาล รวมทั้งพิจารณารูปแบบการร่วมจ่ายที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ
นพ.วีระพันธ์ เสริมอีกว่า นอกจากเรื่องการขอเพิ่มงบประมาณแล้ว อาจต้องพิจารณาการจัดสรรงบที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเร่งผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณและโครงสร้างบอร์ดที่เกี่ยวข้อง
โจทย์ข้อสาม: วิกฤตพลังงานซ้ำเติมระบบสุขภาพที่แบกรับอยู่แล้ว
หากสองโจทย์แรกเป็นปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานาน โจทย์ข้อสามคือตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
พญ.รัชริน ชี้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวน ต้นทุนยาและเวชภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่งบประมาณไม่ได้ปรับตาม ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกชั้น เธอจึงเสนอให้มีกลไก “buffer” เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานและยา พร้อมระบบจัดซื้อที่ยืดหยุ่นและการเจรจาระดับนโยบายเพื่อควบคุมราคายาจำเป็น
ฝั่งภาคประชาชน วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพ มองวิกฤตพลังงานในมิติที่กว้างกว่า โดยชี้ว่าผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ระบบโรงพยาบาล แต่ลามมาถึงตัวผู้ป่วยโดยตรง
เธออธิบายว่าในบางพื้นที่ โรงพยาบาลเริ่มจำกัดปริมาณการจ่ายยาให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต รวมถึงผู้ป่วยฟอกไต เหลือเพียงระยะเวลาสั้นลง ทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางไปโรงพยาบาลถี่ขึ้น ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานแพง
“เมื่อผู้ป่วยต้องไปโรงพยาบาลถี่ขึ้น ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น และอาจทำให้บางคนขาดโอกาสรับการรักษาต่อเนื่อง หรือควบคุมอาการได้ไม่ดี” วรรณาระบุ
ทางออกที่เธอเสนอรวมถึงการจัดระบบส่งยาถึงบ้าน การขยายบริการ Telemedicine เพื่อลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น และการประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจัดบริการรับส่งผู้ป่วย
โจทย์ข้อสี่: สังคมสูงวัยมาถึงแล้ว แต่ระบบยังไม่พร้อม
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว และนั่นหมายความว่าความต้องการด้านการดูแลระยะยาวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบที่รองรับยังตามไม่ทัน
ศ.นพ.สมศักดิ์ เสนอให้พัฒนาบริการดูแลระยะยาว (Long-term care) ในชุมชน รวมถึงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับตำบล และการพัฒนาศักยภาพของผู้ดูแล (caregiver) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้สามารถดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อมได้อย่างเหมาะสม
วรรณา จารุสมบูรณ์ จากกลุ่ม Peaceful Death เน้นย้ำในทิศทางเดียวกัน โดยชี้ว่างบประมาณสนับสนุนการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในปัจจุบันมีข้อจำกัดและอาจไม่เพียงพอในระยะยาว เธอเสนอให้พิจารณาพัฒนากองทุนเฉพาะด้าน หรือออกแบบระบบประกันการดูแลระยะยาวที่มีส่วนร่วมจากทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน
ปัญหาที่เธอชี้ว่าน่าห่วงเป็นพิเศษคืองานดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) หรือการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ซึ่งในหลายพื้นที่ยังไม่มีบุคลากรประจำ ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตโดยไม่มีการสนับสนุนที่เพียงพอ
หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจของวรรณาคือการพัฒนาบทบาท “care coordinator” หรือผู้ประสานการดูแลในชุมชน เพื่อเชื่อมโยงผู้ป่วย ครอบครัว หน่วยบริการสุขภาพ และทรัพยากรในพื้นที่เข้าหากัน เนื่องจากปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยสูงอายุหลุดออกจากระบบการดูแล คือการที่ไม่มีใครทำหน้าที่ประสานงานระหว่างส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
โจทย์ข้อห้า: เทคโนโลยีช่วยได้ ถ้าเอาจริง
ในยุคที่เทคโนโลยีสุขภาพพัฒนาก้าวกระโดด ระบบสาธารณสุขไทยก็ไม่ควรล้าหลัง ประเด็นนี้ถูกพูดถึงในหลายเวที และ นพ.วีระพันธ์ หยิบขึ้นมาเป็นหนึ่งใน 3 โจทย์เร่งด่วน
เขามองว่าการผลักดัน Telemedicine หรือบริการการแพทย์ทางไกลเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่อยู่ในเอกสารนโยบาย เพราะหากทำได้จริง จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดภาระบุคลากร และช่วยให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการดูแลได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล
ศ.นพ.สมศักดิ์ เสริมด้วยข้อเสนอให้พัฒนาระบบแฟ้มสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Health Record หรือ EHR) รูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ ที่เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยข้ามสังกัดได้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการรักษา ลดการตรวจซ้ำ และทำให้แพทย์มีข้อมูลครบถ้วนเมื่อต้องตัดสินใจรักษา
โจทย์ข้อหก: สุขภาพเริ่มต้นก่อนถึงโรงพยาบาล
นพ.ณัฐ จากสหภาพแพทย์ หยิบยกประเด็นที่มักถูกละเลยในการพูดคุยเรื่องระบบสุขภาพ นั่นคือ “สุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว”
เขาเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขขยายมุมมองไปสู่ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่กำหนดสุขภาพ ตั้งแต่คุณภาพอากาศ ความปลอดภัยของอาหาร ไปจนถึงสภาพการทำงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพประชาชน และการจัดการที่ดีจะช่วยลดภาระการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้มาก
ในเรื่องนี้ นพ.ณัฐ ยกตัวอย่างสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและกรุงเทพมหานคร และเสนอให้เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดอย่างจริงจัง พร้อมบูรณาการนโยบายสุขภาพกับนโยบายสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
ศ.น.พ.สมศักดิ์ เสนอในแนวทางเดียวกันว่าควรเพิ่มงบประมาณและกำลังคนด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) โดยทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ มหาดไทย และเกษตรฯ รวมถึงใช้มาตรการภาษีหรือกฎหมายควบคุมสินค้าที่มีความเสี่ยง เช่น บุหรี่ เครื่องดื่มหวาน และแอลกอฮอล์ เพื่อนำรายได้กลับมาลงทุนในระบบสุขภาพ
ไม่ต้องการคำสัญญาใหม่ แต่ต้องการการแก้ปัญหาจริง
พญ.รัชริน ขอพูดแทนบุคลากรหน้างานว่า “บุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้คาดหวังคำสัญญาใหม่ แต่ต้องการเห็นปัญหาที่ค้างคาได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง” เพราะพวกเขาเห็นมาแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องใช้เวลาและความตั้งใจมากแค่ไหน
และในครั้งนี้ที่รัฐมนตรีคนเดิมกลับมา ความคาดหวังจึงไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวยงาม แต่คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ บุคลากรสาธารณสุขที่ลาออกไม่ได้ไปเพราะไม่รักงาน พวกเขาออกไปเพราะระบบไม่ได้รองรับให้อยู่ได้ ภาระงานเกินขีดจำกัด ชั่วโมงทำงานที่ไม่มีสิ้นสุด ค่าตอบแทนที่ไม่สะท้อนความรับผิดชอบ และเส้นทางความก้าวหน้าในระบบรัฐที่ยังไม่ชัดเจน
พญ.รัชริน สรุปความต้องการพื้นฐานของเพื่อนร่วมวิชาชีพว่า “บุคลากรไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษ แต่ขอเพียงมาตรฐานพื้นฐาน เช่น ภาระงานที่ปลอดภัย ชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม และเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนในระบบรัฐ”
ระบบสุขภาพ คือโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย
จากการรวบรวมและพูดคุยกับคนในแวดวงสาธารณสุข แม้ความคิดเห็นมุมมองจะมาจากคนละมุม ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ประธานองค์กรแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนสหภาพ หรือเครือข่ายภาคประชาชน คือการที่ระบบสาธารณสุขไม่ควรถูกมองเป็นเพียงรายการค่าใช้จ่ายในงบประมาณ
ทุกฝ่ายยอมรับว่าระบบสุขภาพไม่ใช่เพียงต้นทุนงบประมาณ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ ที่ต้องได้รับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ในแง่หนึ่ง “พัฒนา พร้อมพัฒน์” กลับมาพร้อมกับความต่อเนื่องเชิงนโยบาย แต่ก็กลับมาพร้อมกับโจทย์หนักที่สะสมมานาน ทั้งปัญหาบุคลากรที่หมดแรง โรงพยาบาลที่ขาดสภาพคล่อง วิกฤตพลังงานที่ซ้ำเติมต้นทุน สังคมสูงอายุที่รอการรองรับ และเทคโนโลยีที่ยังไม่ถูกใช้ให้เต็มศักยภาพ
การได้กลับมานั่งในตำแหน่งเดิมอาจเป็นข้อได้เปรียบ เพราะไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจปัญหาใหม่ตั้งแต่ต้น แต่ข้อได้เปรียบนั้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำไปสู่การลงมือแก้ปัญหาจริง ไม่ใช่การรับรู้ปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สำหรับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขทุกคนที่ยังยืนหยัดอยู่ในระบบ และผู้ป่วยทุกคนที่ต้องพึ่งพาระบบนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า รมว.สธ. คนนี้มีนโยบายอะไร แต่คือ “นโยบายเหล่านั้นจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้จริงหรือไม่ และเมื่อไหร่”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




