แบตเตอรี่สำรอง (เพาเวอร์แบงก์) กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ต้องจับตาด้านความปลอดภัย ทั้งจากความร้อนสะสม การชาร์จเกิน การตกกระแทก และคุณภาพของแบตเตอรี่ที่แตกต่างกันในท้องตลาด โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้จำนวนมาก แต่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ยาก
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. จึงอยู่ระหว่างยกระดับมาตรฐานเพาเวอร์แบงก์ โดยไม่ได้มองเฉพาะตัวผลิตภัณฑ์ แต่ขยายไปถึงระบบกำกับดูแล การตรวจสอบสินค้าในตลาด และการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ปรับมาตรฐานให้ทันเทคโนโลยีและความเสี่ยง
เอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า การปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของไทยต้องพิจารณาทั้งประสบการณ์จากการใช้งานในอดีตและมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เพื่อให้มาตรฐานของไทยทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง
การปรับมาตรฐานเพาเวอร์แบงก์ครั้งนี้ จึงนำมาตรฐานของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานทางไฟฟ้า หรือ IEC มาใช้เป็นแนวทาง พร้อมปรับรายละเอียดให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
สาระสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการกำหนดคุณสมบัติของสินค้า แต่เป็นการเพิ่มระดับการทดสอบด้านความปลอดภัย เพื่อให้มาตรฐานสามารถตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
บวรวิทย์ อัครจันทโชติ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 2 กล่าวว่า การปรับมาตรฐานใหม่มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ประเด็นแรก ขยายขอบข่ายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมแบตเตอรี่ที่อยู่ในอุปกรณ์ประเภทต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งของเล่น เครื่องมือช่างไร้สาย และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือ
- ประเด็นที่สอง ขยายช่วงแรงดันไฟฟ้าจากเดิมไม่เกิน 6 โวลต์ เป็นไม่เกิน 20 โวลต์ เพื่อให้ครอบคลุมเพาเวอร์แบงก์ขนาดใหญ่ และรองรับเทคโนโลยีการใช้งานรูปแบบใหม่
- ประเด็นที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด เพิ่มความเข้มงวดในการทดสอบด้านความปลอดภัย ได้แก่ การทดสอบการสะสมความร้อนระหว่างการชาร์จ จำนวนรอบการชาร์จ และการตกกระแทก รวมทั้งควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่กำหนด
มาตรฐานใหม่ยังให้ความสำคัญกับการชาร์จเกิน หรือโอเวอร์ชาร์จ (Overcharge) โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์มีระบบป้องกันและตัดการทำงานเมื่อระดับการชาร์จถึงเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงจากความร้อนสูงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
จาก “ได้มาตรฐาน” สู่ “ตรวจสอบได้จริง”
โจทย์ของ สมอ. ไม่ได้จบลงที่การกำหนดมาตรฐาน เพราะแม้จะมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัย แต่หากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานยังสามารถเข้าสู่ตลาดและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย การคุ้มครองผู้บริโภคก็ยังมีช่องว่าง
โดยเฉพาะเพาเวอร์แบงก์ ซึ่งปัจจุบันมีการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก สมอ. จึงต้องติดตามเส้นทางของสินค้าตั้งแต่การนำเข้า คลังสินค้า ไปจนถึงช่องทางจำหน่าย เพื่อค้นหาจุดเสี่ยงและสกัดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากตลาด
หนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้คือระบบ “มอก. วอทช์” (มอก. Watch) ซึ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) เข้ามาช่วยตรวจสอบข้อมูลสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบได้ด้วยกำลังคนเพียงอย่างเดียว
ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ระบบสามารถตรวจสอบข้อมูลได้มากกว่า 500,000 ยูอาร์แอล (URL) และพบรายการที่เข้าข่ายผิดมาตรฐานเป็นจำนวนหลักหมื่นรายการ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอีกด้านของตลาดออนไลน์ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการมีหรือไม่มีมาตรฐาน แต่รวมถึงความสามารถของรัฐในการเฝ้าระวังตลาดที่มีขนาดใหญ่และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ไม่ไล่จับเฉพาะผู้ขาย แต่ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกันผู้บริโภค”
สมอ. มองว่าการดำเนินการกับผู้ขายที่กระทำผิดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อผู้ขายรายหนึ่งถูกดำเนินการ สินค้าอาจกลับเข้าสู่ตลาดผ่านช่องทางอื่นได้อีก การกำกับดูแลจึงต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างความรู้ให้ผู้บริโภคสามารถคัดกรองสินค้าได้ตั้งแต่ก่อนซื้อ
แนวทางหนึ่งคือการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่ง สมอ. มีการประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกเดือน เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบสินค้าและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน
ขณะเดียวกัน ยังขยายความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่รายใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อช่วยคัดกรองสินค้าที่นำมาจำหน่าย โดย สมอ. สนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน
อีกกลุ่มที่ถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญคือผู้มีอิทธิพลทางความคิด หรืออินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เนื่องจากมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า สมอ. จึงมีแผนสร้างความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อสื่อสารเรื่องการเลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานไปยังผู้บริโภค
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจากการกำกับดูแลแบบ “ตรวจจับเมื่อเกิดปัญหา” ไปสู่การสร้างระบบเฝ้าระวังและป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนสินค้าไปถึงมือผู้บริโภค

ผู้บริโภคตรวจสอบเองได้ 3 จุด
สำหรับผู้บริโภค สมอ. แนะนำให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เบื้องต้นก่อนซื้อ โดยสังเกตเครื่องหมาย มอก. และคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนสินค้า จากนั้นสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบใบอนุญาต
อย่างไรก็ตาม การมีคิวอาร์โค้ดเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าสินค้าถูกต้อง ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลในใบอนุญาตให้ตรงกับสินค้าจริง โดยเฉพาะยี่ห้อ รุ่น และข้อมูลจำเพาะ
ตัวอย่างเช่น หากเพาเวอร์แบงก์ระบุความจุ 10,000 มิลลิแอมแปร์-ชั่วโมง ข้อมูลดังกล่าวควรตรงกับข้อมูลในใบอนุญาต รวมทั้งรุ่นและยี่ห้อต้องตรงกันด้วย
หลักง่าย ๆ คือ ต้องมีเครื่องหมาย มอก. มีคิวอาร์โค้ด และข้อมูลต้องตรงกับสินค้า หากไม่มีเครื่องหมาย มอก. หรือไม่มีคิวอาร์โค้ด ควรหลีกเลี่ยงและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
ขณะที่การตรวจสอบคุณภาพเชิงลึกยังเป็นหน้าที่ของห้องปฏิบัติการและหน่วยงานกำกับดูแล เพราะผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่หรือระบบป้องกันภายในผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเอง
เพาเวอร์แบงก์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
การยกระดับมาตรฐานเพาเวอร์แบงก์เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่ สมอ. ต้องการขยายไปยังสินค้าที่มีความเสี่ยงและเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวัน
เบื้องต้น สมอ. ให้ความสำคัญกับ 3 กลุ่ม ได้แก่ เพาเวอร์แบงก์ ไดร์เป่าผม และปลั๊กไฟ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประชาชนใช้ในครัวเรือน และเคยเกิดเหตุที่สร้างความเสียหายและอันตรายต่อผู้บริโภค รวมถึงกรณีไดร์เป่าผมที่เคยเกิดเหตุจนมีผู้เสียชีวิต
หลังจากนั้น จะขยายการตรวจสอบไปยังผลิตภัณฑ์อื่น เช่น อะแดปเตอร์สำหรับชาร์จโทรศัพท์ หมวกกันน็อก กระทะไฟฟ้า และหม้อทอดไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สมอ. อยู่แล้ว แต่จะเพิ่มน้ำหนักการตรวจติดตามในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและอาจกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ประมาณ 150 รายการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สมอ. ดังนั้น ความท้าทายต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนมาตรฐาน แต่คือการทำให้มาตรฐานถูกนำไปใช้จริง สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานถูกสกัดออกจากตลาด และผู้บริโภคสามารถตรวจสอบสินค้าได้ด้วยตนเอง
การปรับมาตรฐานเพาเวอร์แบงก์จึงอาจมองได้ว่าเป็นมากกว่าการปรับข้อกำหนดทางเทคนิค แต่เป็นการทดลองวางระบบกำกับดูแลสินค้าในยุคดิจิทัล ตั้งแต่มาตรฐาน การตรวจสอบ แพลตฟอร์มออนไลน์ เอไอ ผู้ค้าปลีก สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงผู้บริโภค
โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ระบบทั้งหมดเชื่อมต่อกันได้จริง เพราะความปลอดภัยของผู้บริโภคไม่ได้เกิดขึ้นจาก “เครื่องหมาย มอก.” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากระบบที่ทำให้สินค้าที่ได้มาตรฐานอยู่ในตลาด และสินค้าที่ไม่ปลอดภัยถูกสกัดออกไปก่อนสร้างความเสียหาย
บทความที่เกี่ยวข้อง:




