กระแสลักลอบส่งออกกัญชา จุดชนวนถกเถียงรอบใหม่ “กัญชาไทย” ที่ทางแยก เมื่อ “ยาเสพติด” กับ “พืชเศรษฐกิจ” ยังหาจุดลงตัวไม่ได้
หากจะย้อนหาคำอธิบายว่าเหตุใดประเทศไทยจึงเผชิญปัญหาการลักลอบค้ากัญชาข้ามชาติ การเปิดร้านกัญชาจำนวนมาก และการบังคับใช้กฎหมายที่เต็มไปด้วยความสับสนในวันนี้ หลายฝ่ายต่างชี้ไปยังจุดเริ่มต้นเดียวกัน นั่นคือการประกาศปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เมื่อ 9 มิ.ย. 65
แม้เจตนารมณ์ที่ประกาศต่อสาธารณะในขณะนั้น จะอธิบายว่าเพื่อเปิดทางให้ใช้กัญชาทางการแพทย์และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็น “สุญญากาศทางกฎหมาย” ครั้งใหญ่ เพราะทันทีที่กัญชาไม่เป็นยาเสพติด การครอบครอง การผลิต การแปรรูป และการซื้อขายจำนวนมากก็ไม่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดอีกต่อไป ขณะที่กฎหมายหลักที่จะเข้ามาควบคุมกลับยังไม่มีผลบังคับใช้
ผลลัพธ์คือ ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี ประเทศไทยต้องอาศัยเพียงกฎกระทรวงและประกาศที่ออกภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกำกับดูแลพืชที่มีทั้งมิติทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านอาชญากรรมข้ามชาติในเวลาเดียวกัน
“เป็น รมว.สธ. มา 4 ปี ไม่เห็นมีใครบอกว่ากัญชาไม่ดี ยืนยันว่าจะ โหวตโน แน่นอน หากในอนาคตปรับ ครม. พรรคภูมิใจไทย กลับไปเป็น รมว.สธ. วันนั้นจะดึงกัญชาออกจากยาเสพติดอีก”
นั่นสิ่งที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ยุคที่ร่วมกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงโหวตของที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่ลงมติว่าจะให้ “กัญชา” กลับเข้าไปในบัญชียาเสพติดอีกหรือไม่ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ซึ่งครั้งนั้นเสียงส่วนใหญ่ก็ยังไม่ดึงกัญชากลับสู่บัญชียาเสพ
แต่ล่าสุด อนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวเมื่อ 3 ก.ค. 69 ว่า “ผมขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ จากข้อมูลของส่วนราชการ และทำทุกอย่างภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ… ถ้าไม่ดีก็พร้อมปิด แต่ต้องดูให้ครบทุกมิติ”
ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า การผลักดันนโยบายกัญชาเป็นเพียงข้อเสนอของ “ส่วนราชการ” จริงหรือ? เพราะหากย้อนดูข้อเท็จจริง ฝ่ายการเมืองต่างหากที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย ประกาศนโยบายต่อประชาชน และตัดสินใจเดินหน้าปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ทั้งที่กฎหมายควบคุมเฉพาะยังไม่แล้วเสร็จ
ในช่วงที่ อนุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างปี 2562-2566 มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติหน้าที่ถึง 3 คน ได้แก่ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต และ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ แต่ไม่ว่าปลัดกระทรวงจะเป็นใคร กลไกราชการก็มีหน้าที่เสนอข้อมูลและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ขณะที่ผู้กำหนดทิศทางและตัดสินใจเชิงนโยบาย ย่อมเป็นฝ่ายการเมือง
ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปดูช่วงการเลือกตั้งปี 2565 จะเห็นว่านโยบายกัญชา ของพรรคภูมิใจ ไม่เคยถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะนโยบาย “ปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้น” และสื่อสารถึงโอกาสสร้างรายได้ โดยระบุว่าดอกกัญชาสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 70,000 บาท ภาพจำที่ถูกส่งต่อในเวลานั้นจึงเป็นเรื่องเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ มากกว่าการใช้รักษาโรค
ที่สำคัญ อนุทิน เคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า หากผลักดันนโยบายกัญชาไม่สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยอาจ “สูญพันธุ์” เพราะนโยบายนี้คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและก้าวเข้าสู่อำนาจ
เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ ภาพจึงค่อนข้างชัดว่า นโยบายกัญชาเป็นนโยบายทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงวิชาการจากระบบราชการ
ในทางการเมือง เมื่อผลงานประสบความสำเร็จ ผู้กำหนดนโยบายย่อมพร้อมรับเครดิต แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การโยนความรับผิดชอบให้ระบบราชการเพียงฝ่ายเดียว ย่อมไม่ใช่คำตอบที่ทำให้สังคมคลายข้อสงสัยได้
กัญชาควรกลับเป็น “ยาเสพติด” หรือออก ”พ.ร.บ.ควบคุม“
ท่ามกลางแรงกดดันจากกรณีลักลอบส่งออกกัญชา ปรากฏจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างสองกลุ่มหลัก
กลุ่มแรกคือ เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด ซึ่งออกแถลงการณ์เมื่อ 7 ก.ค. 69 เสนอให้รัฐบาลนำกัญชากลับไปอยู่ภายใต้การควบคุมของประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นการเร่งด่วนก่อน แล้วจึงค่อยผลักดันกฎหมายกัญชาเฉพาะในระยะยาว เครือข่ายนี้มองว่าการเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้ทันท่วงที เนื่องจากกระบวนการนิติบัญญัติต้องใช้เวลานาน
ขณะที่ปัญหาการลักลอบส่งออกกำลังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศอยู่ในเวลานี้ พวกเขาเสนอกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ ให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดออกประกาศนำกัญชากลับเข้าบัญชี ”ยาเสพติด“ เสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. เห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วจึงเปิดให้รัฐสภาและประชาชนร่วมพิจารณา พ.ร.บ.กัญชา กัญชง อย่างรอบด้านในลำดับถัดไป
กลุ่มที่สอง คือ ภาคประชาชน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกัญชารายย่อย ที่เรียกตัวเองว่า ”เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย“ ซึ่งมีตัวแทนอย่าง น.ส.ช่อขวัญ ช่อผกา ประธานเครือข่ายฯ เข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ 8 ก.ค. 69
พวกเขาคัดค้านแนวคิดการนำกัญชากลับไปเป็น ”ยาเสพติด“ โดยเห็นว่าปัญหาของพืชกัญชาไม่ได้เกิดจากตัวพืชเอง แต่เกิดจากกฎหมายที่ผูกขาดไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และมองว่าการลักลอบส่งออกเป็นผลพวงจากการที่กฎหมายผลักผู้ประกอบการที่ต้องการทำถูกต้องออกไปอยู่นอกระบบ จนเกิดการซื้อขายนอกกลไกของรัฐ ซึ่งหากนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดจะยิ่งซ้ำเติมปัญหามากกว่าเดิม
ความขัดแย้งระหว่างสองแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่ที่เป้าหมายปลายทาง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่าปัญหาการลักลอบส่งออกเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องแก้ไข แต่ความเห็นต่างอยู่ที่วิธีการ
ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าต้องควบคุมด้วยกฎหมายยาเสพติดที่มีบทลงโทษรุนแรงเพื่อสร้างความยับยั้งชั่งใจในทันที ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าการเพิ่มความเข้มงวดจะยิ่งผลักผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมายให้เข้าสู่ตลาดใต้ดินมากขึ้น และผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่าเครือข่ายลักลอบส่งออกรายใหญ่
ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายกัญชาเฉพาะในระยะยาว แต่รายละเอียดของกฎหมายที่จะออกมากลับเป็นอีกข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติ ปัจจุบันมีร่างพระราชบัญญัติกัญชาอยู่ในระบบไม่น้อยกว่า 7-8 ฉบับ ทั้งจากภาคประชาชน พรรคการเมือง และหน่วยงานราชการ
โดยสองร่างหลักที่มีหลักการแตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ ร่างของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเน้นกัญชาทางการแพทย์เป็นหลัก และร่างของภาคประชาชนซึ่งเปิดช่องให้ใช้กัญชาได้กว้างขวางกว่า โดยควบคุมเฉพาะการสูบในที่สาธารณะ และให้อำนาจรัฐมนตรีในการกำหนดพื้นที่สำหรับการใช้กัญชา
เครือข่ายแพทย์ฯ แสดงความกังวลว่า หากร่างของภาคประชาชน กลายเป็นร่างหลักที่รัฐสภาใช้พิจารณา ประเทศไทยอาจได้กฎหมายที่เปิดทางให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะยิ่งขยายผลกระทบทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ฝั่งกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกก็เดินหน้าร่างกฎหมายของตนเอง โดยมีกำหนดเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
ข้อกังวลหลักที่ถูกหยิบยกคือการที่ร่างกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนปลูกกัญชาเพื่อใช้ส่วนตัว ต่างจากร่างที่ภาคประชาชนเคยเสนอซึ่งอนุญาตให้ปลูกได้ภายใต้ระบบการลงทะเบียน
อีกทั้งยังมีข้อกังวลเรื่องบทลงโทษที่กำหนดค่าปรับสูงสุดถึง 60,000 บาท สำหรับการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ทั้งที่ยังไม่มีการนิยามคำว่า “ใช้เพื่อสันทนาการ” ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการตีความและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมในทางปฏิบัติ
หากประเมินตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ แม้ร่างกฎหมายจะเดินหน้าอย่างราบรื่นตั้งแต่ขั้นการรับฟังความคิดเห็น แต่การผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรทั้งสามวาระ ก็อาจต้องใช้เวลาอีกราว 2-3 ปี จึงจะประกาศใช้เป็นกฎหมายได้จริง สิ่งนี้เป็นเหตุที่เครือข่ายแพทย์ฯ ใช้สนับสนุนข้อเสนอให้นำกัญชากลับเข้าบัญชี ยาเสพติดในทันทีเป็นมาตรการชั่วคราว เพราะมองว่าปัญหาการลักลอบส่งออกไม่อาจรอกระบวนการกฎหมายที่ยาวนานขนาดนั้นได้
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
สิ่งที่น่าจับตาในระยะต่อไปมีอย่างน้อยสามประเด็น ประเด็นแรกคือ ท่าทีของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดและคณะกรรมการ ป.ป.ส. ซึ่งนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะตอบรับข้อเสนอให้นำกัญชากลับสู่บัญชียาเสพติด เป็นมาตรการชั่วคราวหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลเลือกเดินตามแนวทางของฝ่ายใด
ประเด็นที่สอง คือชะตากรรมของร่างพระราชบัญญัติกัญชาที่กรมการแพทย์แผนไทยฯ เตรียมเสนอ 24 ก.ค.นี้ ว่าเนื้อหาจะตอบโจทย์ข้อกังวลของทั้งฝ่ายแพทย์และภาคประชาชนได้มากน้อยเพียงใด หรือจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถกเถียงรอบใหม่ในชั้นกรรมาธิการ
ประเด็นที่สามคือ ผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ในการสกัดกั้นเครือข่ายลักลอบส่งออก จะสามารถลดตัวเลขคดีลงได้จริงหรือไม่ ก่อนที่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติจะได้รับผลกระทบมากไปกว่านี้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




