“กรุงเทพมหานคร” ผู้ถือสิทธิบัตรทองกว่า 3.56 ล้าน แต่มีประมาณ 1.08 ล้านคน อยู่ในระบบโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ซึ่งสามารถเข้าถึงเครือข่ายการส่งต่อภายในเมืองได้
อีกประมาณ 3.7 แสนคน อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่น ทั้งโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลทหาร และโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับ เพราะหน่วยบริการเหล่านี้มีศักยภาพรองรับประชาชนได้จำกัด
ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมระบบบัตรทอง ดูแลประชาชนเพียงประมาณ 1.8 แสนคน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับขนาดของเมืองหลวง
แต่กลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด คือประชาชนกว่า 1.9 ล้านคน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ถือบัตรทองทั้งหมด ที่ต้องพึ่งพา “คลินิกชุมชนอบอุ่น” ของภาคเอกชนเป็นหน่วยบริการประจำ
คนกลุ่มนี้เปราะบาง มากกว่าทุกกลุ่ม เพราะบางคลินิกต้องส่งต่อผู้ป่วยนอกเขต เช่น คนไข้จากบางซื่อหรือดอนเมือง ต้องเดินทางไกลเกือบ 10 กิโลเมตรฝ่ารถติดไปถึงโรงพยาบาลเอกชนในใจกลางเมือง และถ้าหาก คลินิกถอนตัวจากบัตรทอง ก็แทบจะหากคลินิกใหม่มารองรับได้ยาก
แต่ กทม. ก็ยังต้องพึ่ง คลินิกเอกชนเหล่านี้อยู่ดี เพราะไม่สามารถเปิดหน่วยบริการปฐมภูมิ มารองรับและดูแลประชากรบัตรทองได้ครบ 100% ด้วยตัวเอง
ท่ามกลางข้อจำกัดอันหนักหน่วงนี้ กทม. จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์โดยดึงทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ทั้งโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ และศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) 69 แห่ง มาดีไซน์ระบบใหม่
สิ่งที่ กทม. ทำได้ดีที่สุดคือการสวมหมวกเป็น ”เจ้าภาพและแม่ข่ายใหญ่“ ในการดูแลระบบปฐมภูมิและระบบส่งต่อทั้งหมด โดยดึงคลินิกชุมชนอบอุ่นของเอกชนเข้ามาบูรณาการร่วมกัน

ถอดโมเดล 7 โซนสุขภาพ (Bangkok Health Zoning)
ในต่างจังหวัด ระบบสาธารณสุขมีความเป็นเอกภาพสูงเพราะมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพหลัก มี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ดูแลขั้นปฐมภูมิ ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลชุมชน (ระดับอำเภอ) และโรงพยาบาลศูนย์ (ระดับจังหวัด) เป็นทอด ๆ อย่างไร้รอยต่อ
สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ หากนำแนวคิดนี้มา ปฏิรูประบบสุขภาพเมืองผ่านแผนยุทธศาสตร์ “Bangkok Health Zoning” ก็จะแบ่งพื้นที่รับผิดชอบออกเป็น 7 โซนสุขภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนการแบ่งเป็น 7 อำเภอใหญ่ และกำหนดให้มีโรงพยาบาลแม่ข่ายหลักทำหน้าที่ดูแลประชาชนในแต่ละพื้นที่ เชื่อมโยงคลินิกเอกชนและศูนย์บริการสาธารณสุขเข้าด้วยกัน ดังนี้
- โซนกรุงเทพฯ ตะวันตก มี รพ.ราชพิพัฒน์ (850 เตียง) เป็นแม่ข่ายหลัก ร่วมกับ รพ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ และ รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน ครอบคลุมพื้นที่ เช่น ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน บางแค ภาษีเจริญ หนองแขม บางบอน บางขุนเทียน
- โซนกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี มี รพ.ตากสิน (633 เตียง) เป็นแม่ข่ายหลัก โดยมี รพ.ศิริราช (โรงเรียนแพทย์) มาร่วมเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ครอบคลุมพื้นที่ เขตบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ คลองสาน ธนบุรี และจอมทอง
- โซนกรุงเทพฯ ใต้ มี รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ (531 เตียง) เป็นแม่ข่ายหลัก ร่วมกับ รพ.เลิดสิน และ รพ.จุฬาลงกรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ชั้นในและตอนใต้ เช่น ปทุมวัน สาทร บางรัก วัฒนา คลองเตย พระโขนง ยานนาวา บางคอแหลม ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ
- โซนกรุงเทพฯ ชั้นใน มี รพ.วชิรพยาบาล เป็นแม่ข่ายหลัก (ดุสิตโมเดล) แก้ปัญหาพื้นที่ขาดแคลนโรงพยาบาลรัฐ ครอบคลุมพื้นที่ เขตบางซื่อ บางพลัด ดุสิต และพระนคร
- โซนกรุงเทพฯ กลาง มี รพ.กลาง (637 เตียง) เป็นแม่ข่ายหลัก ร่วมกับ รพ.รามาธิบดี และ รพ.ราชวิถี ครอบคลุมพื้นที่ ป้อมปราบฯ สัมพันธวงศ์ พญาไท ราชเทวี ดินแดง และห้วยขวาง
- โซนกรุงเทพฯ เหนือ มี รพ.กลาง และเครือข่ายช่วยดูแล โดยมีแผนเติมเต็มด้วยโรงพยาบาลใหม่อย่าง รพ.บุรฉัตรไชยากร (300 เตียง) ในพื้นที่ดอนเมือง ร่วมกับ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช และ รพ.มงกุฎวัฒนะ ครอบคลุมพื้นที่ ดอนเมือง สายไหม หลักสี่ บางเขน จตุจักร ลาดพร้าว วังทองหลาง
- โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก มี รพ.สิรินธร เป็นแม่ข่ายหลัก พร้อมโรงพยาบาลในเครือข่ายอย่าง รพ.ลาดกระบัง, รพ.เวชการุณย์รัศมิ์, และโรงพยาบาลใหม่อย่าง รพ.คลองสามวา (300 เตียง), รพ.นคราภิบาล (197 เตียง) และ รพ.บางนา กทม. (324 เตียง) ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางแถบชานเมือง เช่น หนองจอก คลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง คันนายาว สะพานสูง สวนหลวง ประเวศ บางนา และบึงกุ่ม
ในแต่ละโซนสุขภาพจะมี Area Manager (โดยศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่) ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการ ดึงเอาศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. และ “คลินิกชุมชนอบอุ่นของเอกชน” ที่ดูแลประชากรส่วนใหญ่ 1.9 ล้านคนนั้น เข้ามาผูกเชื่อมกับโรงพยาบาลแม่ข่ายประจำโซนอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้คนไข้ต้องถูกส่งตัวไปรักษาไกลข้ามฝั่งเมืองอีกต่อไป

รพ.กทม. ในฐานะ “กันชน” ก่อนถึงมือโรงเรียนแพทย์
ภายใต้โครงสร้าง 7 โซนสุขภาพนี้ บทบาทของโรงพยาบาล กทม. จะทำหน้าที่เป็น “จุดรับส่งต่อขั้นกลาง (Intermediate Node)” เพื่อแก้ปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาลใหญ่
เมื่อคนไข้สิทธิบัตรทองเข้ารับการรักษาที่คลินิกเอกชนหรือศูนย์บริการสาธารณสุข (ระดับปฐมภูมิ) แล้วพบว่าเป็นโรคที่เกินขีดความสามารถ ระบบโซนนิ่งจะส่งต่อคนไข้รายนั้นเข้าสู่โรงพยาบาลแม่ข่ายของ กทม. ในโซนของตนเองทันทีเพื่อรับตัวไว้ดูแล (ระดับทุติยภูมิ/ตติยภูมิเบื้องต้น)
หากเคสนั้นหนักหนาสาหัสหรือเป็นโรครักษายากราคาแพงเกินศักยภาพ โรงพยาบาล กทม. จึงจะรับหน้าที่ประสานส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ (ระดับตติยภูมิขั้นสูง) เช่น จุฬาฯ รามาฯ หรือศิริราช เป็นลำดับถัดไป
หน้าที่”กันชน” ของ กทม. ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด
- ลดภาระโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลใหญ่อย่างศิริราช รามาฯ หรือจุฬาฯ มีภารกิจหลักในการรองรับผู้ป่วยหนักจากทั่วประเทศอยู่แล้ว การที่ กทม. ช่วยสกัดและรักษาเคสระดับกลางไว้ จะช่วยลดความแออัดได้อย่างมหาศาล
- กระจายเตียงออกสู่ชานเมือง แผนการสร้างและขยายโรงพยาบาลใหม่ของ กทม. ไปยังพื้นที่รอบนอก (เช่น คลองสามวา, บุรฉัตรไชยากร ดอนเมือง, นคราภิบาล คันนายาว, บางนา) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงการรักษาใกล้บ้าน ลดการกระจุกตัวของผู้ป่วยในเขตใจกลางเมือง
โมเดล Bangkok Health Zoning 7 โซนสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่พยายามกันตั้งแต่ ยุคอ.ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯแล้ว แต่เกิดขึ้นเพียงที่โซน 1 หรือที่รู้จักว่า ”ราชพิพัฒน์โมเดล“ ขณะที่โซนอื่นยังไม่เห็นเด่นชันว่าทำได้ตามนี้ ขณะที่การขยายโรงพยาบาลของ กทม. จะยังต้องใช้เวลาในขั้นตอนการออกแบบและก่อสร้าง
เพราะเรื่องนี้ กทม. ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องกำลังขับเคลื่อนร่วมกับ สปสช. เพราะเป็นผู้จ่ายเงิน รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพดิจิทัล คือทางออกที่มีประสิทธิภาพที่สุดภายใต้ข้อจำกัด
ทัศนะจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากสามารถพัฒนาเครือข่ายบริการตามโมเดลแม่ข่าย 7 โซนนี้ได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ กทม. รองรับประชากรได้เพิ่มขึ้นทันทีมากกว่า 2 ล้านคน ช่วยให้เมืองพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และลดการพึ่งพาคลินิกเอกชนในระยะยาว
และนำมาสู่ข้อเสนอที่ตรงกันทั้ง สภาองค์กรของผู้บริโภค และ สมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น ที่บอกว่า ”ผู้ว่าฯ กทม“ ต้องนั่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขตกรุงเทพมหานคร (อปสข. กทม.) เพราะ จะได้มีอำนาจ พร้อมงบประมาณของ กทม. มาอุดรอยรั่วตรงนี้ได้
สรุปคือ กทม. อาจไม่มีงบประมาณหรือโรงพยาบาลมากพอที่จะรักษาคนบัตรทอง 3.5 ล้านคนด้วยตัวเองแบบ 100% แต่สิ่งที่ กทม. ทำได้ดีและเห็นความพยายามอย่างยิ่งยวด คือการทำหน้าที่เป็น “เจ้าภาพและแม่ข่าย” จัดการระบบปฐมภูมิและระบบส่งต่อผ่าน 7 โซนสุขภาพ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณสุขเมืองกรุงให้เข้าถึงง่าย
หลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นี่จึงเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ต้องจับตา “ผู้ว่าฯ กทม.“ คนใหม่ จะทำให้ระบบบัตรทองของคนกรุงเทพฯ เปลี่ยนไปได้จริงหรือไม่ .
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




