แม้กรุงเทพมหานครจะเป็นเมืองที่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และบุคลากรทางการแพทย์หนาแน่นที่สุดของประเทศ แต่คำถามสำคัญที่ยังค้างคาอยู่ในระบบสุขภาพเมืองหลวงคือ เหตุใดประชาชนจำนวนมากยังต้องแออัดอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ขณะที่บริการสุขภาพใกล้บ้านกลับยังไม่สามารถเป็นด่านหน้าให้คนเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่
คำถามนี้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเวที “เสนอนโยบายระบบสุขภาพกรุงเทพมหานคร : ถอดรหัสนโยบายสุขภาพ เลือกผู้ว่าฯ อย่างไรให้ได้ระบบสุขภาพที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ” ซึ่งจัดโดยศูนย์วิชาการเวชศาสตร์ครอบครัว เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569
ข้อเสนอจากนักวิชาการ ผู้บริหาร และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวบนเวทีสะท้อนตรงกันว่า ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนแพทย์หรือโรงพยาบาล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การจัดสรรงบประมาณ และการขาดเจตจำนงทางการเมืองในการผลักดันระบบสุขภาพปฐมภูมิให้เป็นฐานรากของระบบอย่างแท้จริง
กทม.มีหมอเกือบครึ่งประเทศ แต่ไม่ใช้บริการหมอใกล้บ้าน
พญ.สายรัตน์ นกน้อย นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและเวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีแพทย์จำนวนมาก มีคลินิกจำนวนมาก และเป็นพื้นที่ที่มีแพทย์เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศทำงานอยู่
โดยมีแพทย์ใช้ทุนจำนวนไม่น้อย รวมถึงแพทย์ที่ลาออกจากระบบราชการ ต่างเลือกทำงานต่อในกรุงเทพมหานคร แต่คำถามคือ เหตุใดชุมชนที่มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวนมาก จึงยังขาดแพทย์ประจำพื้นที่
สำหรับเธอ คำตอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนบุคลากร แต่เป็นเพราะระบบสุขภาพยังให้คุณค่าและแรงจูงใจกับบริการเฉพาะทางและโรงพยาบาลมากกว่างานปฐมภูมิ
“ถ้าหมอไปอยู่ในชุมชน กลับถูกมองว่าเป็นงานที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีความก้าวหน้า สุดท้ายคนก็เลือกไปทำงานด้านอื่น เช่น คลินิกความงาม เพราะนั่นคือสิ่งที่ระบบให้คุณค่า”
ข้อสังเกตนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าการขาดแคลนบุคลากร เพราะแม้จะมีแพทย์จำนวนมาก แต่ระบบกลับไม่สามารถดึงกำลังคนเหล่านั้นเข้าสู่การดูแลประชาชนในระดับชุมชนได้
งบประมาณเมือง 5 ล้านคน แต่ภาระจริงเกือบ 10 ล้านคน
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความไม่สอดคล้องระหว่างจำนวนประชากรจริงกับการจัดสรรทรัพยากร พญ.สายรัตน์ ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนบ้านประมาณ 5 ล้านคน แต่หากรวมประชากรแฝง แรงงานย้ายถิ่น และผู้ที่เข้ามาทำงานหรือใช้ชีวิตในเมืองหลวง จำนวนประชากรอาจสูงถึง 8-10 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพจำนวนมากยังอิงจากประชากรตามทะเบียนบ้านเป็นหลัก ทำให้ทรัพยากรที่ลงสู่พื้นที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานที่แท้จริง
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หน่วยบริการจำนวนมากต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขณะที่ความต้องการบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการขยายตัวของเมืองและการเข้าสู่สังคมสูงวัย
ปมใหญ่ไม่ใช่คลินิกไม่ดี แต่ระบบไม่เอื้อให้ดี
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คลินิกชุมชนอบอุ่นและหน่วยบริการปฐมภูมิในกรุงเทพมหานครมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคุณภาพบริการ แต่ พญ.สายรัตน์ มองว่า การโยนความผิดให้หน่วยบริการเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เป็นธรรม
เธออธิบายว่า หน่วยบริการจำนวนมากได้รับงบประมาณในระดับที่แทบเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขั้นพื้นฐาน ทำให้เหลือทรัพยากรน้อยมากสำหรับการพัฒนาคุณภาพบริการ
“แค่เปิดคลินิกก็แทบใช้งบหมดแล้ว ยังไม่ทันได้จัดบริการหรือพัฒนาคุณภาพบริการอย่างเต็มที่”
เบื้องหลังปัญหานี้คือระบบการเงินการคลังที่หน่วยบริการปฐมภูมิจำนวนมากมองว่าไม่สอดคล้องกับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ กับดักค่าเหมาจ่ายรายหัว และการถอนตัวของคลินิก
พญ.สายรัตน์ ชี้ว่า งบเหมาจ่ายรายหัวที่ใช้สนับสนุนบริการปฐมภูมิทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่เพียงพอหน่วยบริการจำนวนมากต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันทางการเงินสะสม
ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในช่วงปี 2567 เมื่อมีคลินิกชุมชนอบอุ่นบางส่วนทยอยถอนตัวออกจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของผู้ให้บริการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการเงินที่ทำให้หน่วยบริการขนาดเล็กแบกรับความเสี่ยงมากเกินไป
ปัญหากทม. ไม่ใช่ขาดโรงพยาบาล แต่เป็น “พีระมิดหัวกลับ”
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจากเวทีคือการปรับสมดุลการลงทุนด้านสุขภาพ พญ.สายรัตน์ อธิบายว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพไทยมีลักษณะคล้าย “พีระมิดหัวกลับ” คือทุ่มทรัพยากรไปยังบริการระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่เป็นหลัก ขณะที่บริการปฐมภูมิซึ่งควรเป็นฐานรากของระบบกลับได้รับงบประมาณเพียงประมาณ 8.9%
ผลที่เกิดขึ้นคือโรงพยาบาลขนาดใหญ่มีผู้ป่วยล้น รอคิวนาน บุคลากรเผชิญภาวะหมดไฟ ขณะที่บริการใกล้บ้านไม่เข้มแข็งพอที่จะช่วยคัดกรอง ดูแล และแก้ปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่ในระดับชุมชน
“ถ้าฐานรากไม่แข็งแรง ยอดพีระมิดก็รับน้ำหนักไม่ไหว”
ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับแนวคิดของหลายประเทศที่ลงทุนในระบบปฐมภูมิอย่างจริงจัง เพื่อให้โรงพยาบาลทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยซับซ้อน ขณะที่ประชาชนสามารถรับบริการทั่วไปได้ใกล้บ้าน
ทำอย่างไรให้ปฐมภูมิเป็นเหมือน “เซเว่น”
หนึ่งในภาพเปรียบเทียบที่ได้รับความสนใจจากเวทีคือการเปรียบบริการปฐมภูมิกับ “ร้านสะดวกซื้อ” พญ.สายรัตน์ กล่าวว่า เวลาประชาชนต้องการซื้อของในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปห้างสรรพสินค้าทุกครั้ง เพราะมีร้านสะดวกซื้อที่เข้าถึงง่าย อยู่ใกล้บ้าน และสร้างความมั่นใจว่าจะได้รับบริการที่ต้องการ
ระบบสุขภาพก็ควรมีลักษณะเดียวกัน ประชาชนควรมีหน่วยบริการใกล้บ้านที่เชื่อมั่นได้ มีแพทย์และทีมสุขภาพประจำ สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่
นี่คือหัวใจของระบบปฐมภูมิที่หลายฝ่ายอยากเห็นในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เพียงมีหน่วยบริการจำนวนมาก แต่ต้องเป็นหน่วยบริการที่ประชาชนไว้วางใจเหมือนการเดินเข้าร้านสะดวกซื้อในชีวิตประจำวัน
ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเป็นมากกว่าผู้บริหารเมือง
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น หากขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาประจำสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ปัญหาสำคัญของระบบสุขภาพกรุงเทพฯ คือการขาดความมุ่งมั่นในการแสวงหาอำนาจและเครื่องมือที่จำเป็นต่อการจัดการระบบสุขภาพ
เขาตั้งคำถามว่า กรุงเทพมหานครมักอ้างข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ แต่กลับไม่เห็นความพยายามอย่างจริงจังในการเรียกร้องอำนาจหรือผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
“ถ้าวันนี้ผู้ว่าฯ กทม. คนไหนก็ตามมัวแต่บอกว่ามีข้อจำกัด ผมคิดว่าระบบสุขภาพปฐมภูมิเราอย่าฝันเลย”
รศ.ดร.ธนพร ยังเปรียบเทียบกับหลายองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่รับถ่ายโอน รพ.สต. และเดินหน้าพัฒนาระบบปฐมภูมิอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำท้องถิ่นในการขับเคลื่อนนโยบาย
ปฐมภูมิไม่ใช่เรื่องของหมอ แต่คือระบบทั้งเมือง
พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า หัวใจของปฐมภูมิไม่ใช่เพียงการรักษาโรค แต่คือการดูแลประชาชนแบบองค์รวม ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ครอบครัว และบริบททางสังคม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของกรุงเทพมหานครคือข้อจำกัดด้านกำลังคน เพราะภารกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อัตรากำลังยังคงเดิม
ขณะที่ นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เห็นว่า การปฏิรูประบบสุขภาพต้องไม่หยุดอยู่ที่การรักษา แต่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการสร้างสุขภาวะในระดับชุมชน
“สังคมส่วนใหญ่จะตื่นตัวเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทำงานก่อนที่จะเจ็บป่วย”
การอภิปรายบนเวทีครั้งนี้สะท้อนว่า กรุงเทพมหานครไม่ได้ขาดแพทย์ ไม่ได้ขาดโรงพยาบาล และอาจไม่ได้ขาดงบประมาณเสียทั้งหมด แต่สิ่งที่ยังขาดคือระบบที่สามารถเชื่อมทรัพยากรเหล่านั้นเข้าหากันอย่างมีประสิทธิภาพ ขาดกลไกที่ทำให้แพทย์อยากทำงานในชุมชน ขาดการลงทุนในฐานรากของระบบ และขาดเจตจำนงทางการเมืองที่จะยกระดับปฐมภูมิให้เป็นวาระสำคัญของเมือง
สร้างโรงพยาบาลเพิ่มคงไม่ใช่ทางออกเดียว แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนในทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร มี “หมอประจำตัว” และมีหน่วยบริการใกล้บ้านที่ไว้วางใจได้ เพราะหากระบบปฐมภูมิสามารถทำหน้าที่ได้ดี ประชาชนจำนวนมากอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ตั้งแต่แรก และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาโรงพยาบาลแออัด บุคลากรหมดไฟ และค่าใช้จ่ายสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การสร้างระบบสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ไว้วางใจได้ และอยู่ใกล้บ้าน “เหมือนเซเว่น” เป็นส่วนสำคัญของการเป็นมหานครแห่งสุขภาวะในอนาคต ที่จะรับมือกับทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยของ กรุงเทพมหานคร .
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




