แม้ประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตการระบาดของโควิด-19 มาแล้วหลายปี แต่บทเรียนสำคัญจากช่วงเวลานั้นยังคงส่งเสียงเตือนต่อระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เมืองที่มีโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากที่สุดของประเทศ ทว่าในอีกด้านหนึ่งกลับยังเผชิญโจทย์สำคัญเรื่องการเข้าถึงการดูแลสุขภาพเชิงรุก การป้องกันโรค และการสร้างสุขภาวะในระดับชุมชน
เวที Policy Forum “50 เขตสู่มหานครแห่งสุขภาวะ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านสุขภาพในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพอนาคตของกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่จาก “สังคมสูงวัย” และ “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)” ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นวิกฤตเงียบที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนเมืองในระยะยาว
สุขภาพไม่ได้ถูกสร้างในโรงพยาบาล
นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สะท้อนว่า แนวคิดเรื่องสุขภาพในปัจจุบันจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบเดิมที่มุ่งเน้นการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว
แม้ระบบบริการจะมีความสำคัญ แต่การเพิ่มจำนวนเตียง ICU การสร้างโรงพยาบาล หรือการเพิ่มศักยภาพการรักษา ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพได้มากเท่ากับการที่ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
สำหรับเขา “สุขภาพไม่ได้ถูกสร้างในโรงพยาบาล” แต่ถูกสร้างขึ้นจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การนอนหลับอย่างเพียงพอ หรือการจัดการความเครียด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการใส่ใจสุขภาพของสังคมไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและขยายผลไปสู่คนจำนวนมาก
จากวิกฤตโควิดสู่ “สึนามิผู้สูงอายุ” และ “สึนามิ NCD”
หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญคลื่นลูกใหม่ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ
นพ.เฉวตสรร ระบุว่า นักวิชาการด้านสาธารณสุขจำนวนหนึ่งเรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่า “สึนามิผู้สูงอายุ” และ “สึนามิ NCD” เพราะเป็นปัญหาที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีผลกระทบในวงกว้าง
โรค NCD ไม่ได้หมายถึงเพียงโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในช่วงที่อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของโรคเรื้อรัง ภาระการดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
“ภัยเงียบเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องรับมือให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นวิกฤตของประเทศในอนาคต” นพ.เฉวตสรร กล่าว
บทเรียนจากโควิด ชุมชนต้องลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง
หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากการระบาดของโควิด-19 คือการตระหนักว่าระบบบริการสุขภาพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับวิกฤตขนาดใหญ่ได้
นุชจรี พันธ์โสม เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง เล่าว่า ช่วงการระบาดเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชุมชนเรียนรู้ว่าหากไม่ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตนเอง ก็ไม่มีหน่วยงานใดสามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง
ในช่วงเวลานั้น หลายชุมชนต้องเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมาย ความรู้ และทรัพยากร ตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์พักคอย การดูแลผู้ป่วยแบบ Home Isolation ไปจนถึงการจัดการปัญหาในชุมชนแออัดที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และสภาพแวดล้อม
สภาองค์กรชุมชนจึงต้องประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานเขตและสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อออกแบบมาตรการดูแลประชาชนในพื้นที่
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้องค์กรชุมชนเข้ามามีบทบาทในระบบสาธารณสุขมากขึ้น และกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการจัดการสุขภาพที่เริ่มต้นจากฐานรากของสังคม
กรุงเทพฯ ต้องเปลี่ยนจาก “พึ่งหมอ” สู่ “พึ่งชุมชน”
นพ.สุนทร สุนทรชาติ อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร มองว่า โควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบสุขภาพเมืองหลวง
ในอดีต ระบบสุขภาพกรุงเทพฯ อาศัยโรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข และคลินิกเป็นกลไกหลักในการดูแลประชาชน แต่เมื่อเกิดการระบาดขนาดใหญ่ ศักยภาพของระบบบริการกลับไม่เพียงพอที่จะรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน ชุมชน และภาคีเครือข่ายเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลสุขภาพของคนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อโควิดสิ้นสุดลง ความตื่นตัวเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพกลับลดลง ขณะที่ปัญหาใหม่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
หลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกิน 25% หรือเฉลี่ยประชากร 4 คน มีผู้สูงอายุ 1 คน และผู้สูงอายุจำนวนมากมักมีโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบสุขภาพไม่ต่างจากช่วงการระบาดของโควิด และทำให้การส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองกลายเป็นภารกิจสำคัญของเมือง
กองทุนสุขภาพระดับพื้นที่ รับมือปัญหาสุขภาพ
อีกหนึ่งกลไกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในเวทีคือ “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่”
นพ.ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเริ่มขับเคลื่อนกองทุนดังกล่าวอย่างจริงจังในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการเริ่มต้นของการระบาดโควิด-19
กองทุนนี้เป็นการร่วมสมทบงบประมาณระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกรุงเทพมหานคร โดย สปสช. สนับสนุนงบประมาณรายหัว 45 บาท และ กทม. สมทบไม่น้อยกว่า 60% หรือ 27 บาทต่อคน รวมเป็นงบประมาณมากกว่า 500 ล้านบาทต่อปี
หลังโควิด กองทุนได้ปรับเป้าหมายมาสู่การจัดการปัญหาสุขภาพคนเมืองมากขึ้น ทั้งโรค NCD ผู้สูงอายุ สุขภาพจิต การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ปัญหายาเสพติด รวมถึงผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และคลื่นความร้อน
ผลการตรวจสุขภาพประชาชนกรุงเทพมหานครมากกว่า 1 ล้านคน พบว่า ปัญหาสุขภาพที่สำคัญที่สุดคือภาวะน้ำหนักเกิน รองลงมาคือความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง
นอกจากนี้ กองทุนยังสามารถสนับสนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลเชิงรุกในชุมชน การฟื้นฟูสุขภาพ การจัดหาอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมถึงการปรับปรุงสภาพบ้านให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต
“ธรรมนูญสุขภาพ” กลไกสร้างสุขภาวะจากฐานราก
นอกจากงบประมาณและระบบบริการแล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ถูกกล่าวถึงคือ “ธรรมนูญสุขภาพ”
นพรัตน์ สอนวิทย์ หัวหน้าหน่วยจัดการธนบุรี สสส. ระบุว่า การแก้ปัญหาสุขภาพจำเป็นต้องเริ่มจากการที่คนในพื้นที่รู้จักปัญหาของตนเอง และใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ชุมชน
สสส. จึงสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน โดยเฉพาะการป้องกันโรค NCD ผ่านการลดปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรม ทั้งการบริโภคหวาน มัน เค็ม การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์
ขณะที่ ผศ.วิกรม ศุขธรณี จากศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อธิบายว่า ธรรมนูญสุขภาพคือข้อตกลงร่วมของคนในพื้นที่เกี่ยวกับการพัฒนาสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
ปัจจุบันการจัดทำธรรมนูญสุขภาพครอบคลุมครบทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครแล้ว โดยมีมหาวิทยาลัย 11 แห่งทำหน้าที่เป็นศูนย์วิชาการ สนับสนุนข้อมูล งานวิจัย และการออกแบบโครงการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ระบบพร้อมขึ้น แต่ผลลัพธ์ต้องใช้เวลา
แม้หลายฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าระบบและกลไกด้านสุขภาพของกรุงเทพฯ พัฒนาไปมาก ทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชน การใช้กองทุนสุขภาพระดับพื้นที่ และการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพ แต่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น
นพ.เฉวตสรร ชี้ว่า โรค NCD ที่พบในวัยกลางคนจำนวนมากมีต้นเหตุจากพฤติกรรมสะสมมาเป็นเวลาหลายสิบปี เช่นเดียวกับภาวะพึ่งพิงหรือการติดเตียงในผู้สูงอายุที่มักเชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสมในช่วงวัยทำงาน
หากประเมินในมิติของระบบและกลไกการทำงาน เขามองว่ากรุงเทพมหานครอาจพัฒนาไปได้มากกว่า 80% แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ด้านสุขภาพยังต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด บทเรียนจากโควิดได้สะท้อนชัดว่า ระบบสุขภาพที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ประชาชน ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาครัฐ ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ
ท่ามกลางคลื่นความท้าทายจากสังคมสูงวัยและโรค NCD การสร้าง “มหานครแห่งสุขภาวะ” จึงอาจไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มเตียงหรือขยายโรงพยาบาลเท่านั้น แต่คือการทำให้ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครกลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถสร้างสุขภาพที่ดีได้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่ปัญหาจะไหลเข้าสู่ระบบรักษาพยาบาลในปลายทาง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




