ประเทศไทยเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2567 และก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” หรือ Super Aged Society ภายในปี 2576 ซึ่งหมายถึงการมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 28 %ของประชากรทั้งหมด
ขณะที่โจทย์ด้านสุขภาพ รายได้ และสวัสดิการ “ที่อยู่อาศัย” กำลังกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะบ้านในวัยสูงอายุไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักอาศัย แต่คือพื้นที่ที่กำหนดคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างอิสระของผู้สูงวัยในช่วงบั้นปลายชีวิต
รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2569 ของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในเรื่องของที่อยู่อาศัยมีความเปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคม ที่มีผู้สูงอายุที่อยู่โดดเดี่ยวมากขึ้น
รูปแบบการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ ปี 2545-2567

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับครอบครัว แต่สัดส่วนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยากอยู่บ้านเดิมหลังเกษียณ
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สำรวจโครงการความคาดหวัง การวางแผน และการเตรียมตัวของประชากรวัยทำงานต่างรุ่นอายุและรูปแบบการอยู่อาศัยต่อชีวิตในวัยสูงอายุ ยังพบว่า ประชากรในทุกช่วงอายุส่วนใหญ่ต้องการอาศัยอยู่ในบ้านเดิมในยามเกษียณ 56.1%
ขณะที่มีผู้สูงอายุ สนใจเข้าพักในที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร (Senior Complex) หรือชุมชนที่สร้างขึ้นสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ 5.7 % แต่มีผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุเพียง 1.0 %
รูปแบบการอยู่อาศัยที่คาดหวังของประชากรวัยแรงงานเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ปี 2565

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจ 22.0 % คาดว่าจะอาศัยอยู่เพียงลำพังเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และ แม้ Gen Y และ Z ส่วนใหญ่ยังต้องการอยู่อาศัยร่วมกับครอบครัว แต่มีแนวโน้มไม่มีบุตร ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีบริการดูแลครบวงจร หรือสถานสงเคราะห์ที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสม อยู่ในระดับสูงกว่า Gen X
สำรวจพบ “บ้านพักผู้สูงอายุไม่เพียงพอ”
ผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปี 2568 ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่า มีสถานประกอบการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ยังดำเนินการอยู่รวมทั้งสิ้น 1,040 แห่ง แบ่งออกเป็น
- สถานบริบาล (Nursing Home) ขณะนี้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 944 โครงการ รองรับผู้ใช้บริการได้ประมาณ 1.7 หมื่นคน
- โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ (Residential) โดยทั่วไปเรียกว่า “บ้านพักคนชรา” สำหรับผู้สูงอายุที่ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยเน้นการออกแบบที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ (Universal Design) ควบคู่ กับการส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จำนวน 96 โครงการ รองรับได้เกือบ 1.6 หมื่นคน ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากจากปี 2566 ที่มี 19 โครงการ และรองรับได้เพียง 1.3 พันคน โดยมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 87.8 %
อย่างไรก็ตาม หลายโครงการมุ่งให้บริการแก่ผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดทางการเงิน มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมได้อย่างจำกัด สะท้อนผ่านกรณีศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ในปี 2569 ที่มีผู้สูงอายุรอคิวเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน ทำให้บางคนต้องรอคิวนานกว่า 15 ปี
รายงานสภาพัฒน์ ระบุว่า แม้โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุจะเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญในการรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดของประเทศ แต่ยังคงมีข้อจำกัด 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1.ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ
โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุในประเทศไทยยังคงกระจุกตัว อยู่ในหัวเมืองใหญ่ และอาจยังไม่สอดคล้องกับความต้องการเชิงพื้นที่ ทั้งนี้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุ ในประเทศไทย ปี2567 พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงาน มีสัดส่วนเฉลี่ย 56.9% ของผู้สูงอายุทั้งหมด
สะท้อนว่าผู้สูงอายุจำนวนมากได้ออกจากกำลังแรงงาน และอาจต้องการที่อยู่อาศัยที่รองรับวิถีชีวิตในวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดระบบสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน
เมื่อพิจารณาในระดับพื้นที่พบว่า จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุไม่ได้ทำงานสูงสุดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เมืองและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เช่น นนทบุรี 80.1% สระบุรี 70.6%ปทุมธานี 70.6 % กรุงเทพมหานคร 68.0 % และพระนครศรีอยุธยา 67.7 % สะท้อนวิถีชีวิตของคนเมืองที่ผู้สูงอายุหลังเกษียณไม่ได้ทำงาน
ขณะที่บางพื้นที่ในภาคตะวันออก เฉียงเหนือและภาคใต้ เช่น ยโสธร 33.8 % ตรัง 39.7 % และพัทลุง 39.9 %มีสัดส่วนที่ ต่ำกว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากยังทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ
การกระจายตัวของหน่วยบริการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุยังคงถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยด้านความคุ้มค่าทางธุรกิจและจำนวนประชากร โดยพบว่า หน่วยบริการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ 61.8 %กระจุกตัว อยู่ใน 5 จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ชลบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นครราชสีมา และปทุมธานี สอดคล้องกับรูปแบบการเกษียณของประชากรในเขตเมือง
แต่ขณะเดียวกัน ก็พบว่า ในกลุ่มจังหวัดที่มีหน่วยบริการรองรับน้อยที่สุด 10 อันดับ บางจังหวัดมีสัดส่วนผู้สูงอายุไม่ได้ทำงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ เช่น นครนายก 63.9 % ภูเก็ต 62.7 % และพังงา 57.2 % แต่กลับมีหน่วยบริการรวมกันเพียง 1.0 %ของ ทั้งประเทศ
ขณะที่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (2566) คาดว่าผู้สูงอายุทั่วประเทศ 5.0 % มีความต้องการที่อยู่อาศัยเฉพาะหรือบ้านพักผู้สูงวัยรองรับ หากช่องว่างดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขอาจนำไปสู่ปัญหาคุณภาพชีวิตและภาระการดูแลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
2 .ข้อจำกัดด้านจิตใจและสังคม (Psychosocial)
แม้โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะจะได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดด้านจิตใจและสังคมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในระยะยาว โดยเฉพาะการแยกตัวออกจากชุมชนเดิมและเครือข่ายทางสังคมที่คุ้นเคย ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งอาจไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ในที่อยู่อาศัยใหม่ได้อย่างเต็มที แม้จะอาศัยอยู่ร่วมกับคนวัยเดียวกันก็ตาม ส่งผลให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว
อีกทั้ง การขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย เด็ก หรือสัตว์เลี้ยง อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและการถดถอยของสมรรถนะทางสติปัญญาได้เร็วกว่าการอยู่อาศัยในชุมชนเดิม
แนะรูปแบบบ้านผู้สูงอายุต้องเชื่อมโยงวิถีชีวิตเดิม
การออกแบบพื้นที ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยทางกายภาพมากเกินไป อาจทำให้บรรยากาศของที่อยู่อาศัย มีลักษณะคล้ายสถานพยาบาล ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีอิสระและศักดิ์ศรีในการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุน้อยลง
โดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถจัดการพื้นที่ส่วนตัวหรือใช้ชีวิตได้ตามรูปแบบเดิม การออกแบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในอนาคตจึงควรมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม และการคงไว้ซึ่งอำนาจในการตัดสินใจ มากกว่าการจัดให้ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยแต่แยกขาดจากสังคม
การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในหลายประเทศจึงเริ่มเปลี่ยนทิศทางจาก การสร้างศูนย์ขนาดใหญ่ไปสู่รูปแบบที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุกับครอบครัว ชุมชนเดิม และคนต่างวัยมากขึ้น เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและลดความโดดเดี่ยวทางสังคม
สำหรับประเทศไทย “ลำสนธิโมเดล” ในอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี เป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน นักบริบาลชุมชน และครอบครัว เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนเดิมได้อย่างเหมาะสม
ดังนั้น จึงควรปรับจุดเน้นจากการพึ่งพาสิ่งปลูกสร้างไปสู่การออกแบบระบบการอยู่อาศัยและการดูแลที่เชื่อมโยงกับชุมชน เครือข่ายทางสังคม และความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมากขึ้น โดยอาจพิจารณาแนวทาง ดังนี้
1.การส่งเสริมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีความหลากหลาย
ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและชุมชนเข้ามามีบทบาทผ่านมาตรการสนับสนุน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ หรือการจัดสรรที่ดินของรัฐ เพื่อเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัย และกระจายบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น
ทั้งนี้ควรกำหนดเงื่อนไขควบคู่ เช่น การจัดสรรสัดส่วนที่พักราคาทีเข้าถึงได้สำหรับผู้สูงอายุรายได้น้อย หรือกำหนดพื้นที่เป้าหมายในเขตที่ยังขาดแคลนบริการ เพื่อให้การขยายบริการช่วยเพิ่มการเข้าถึงอย่างทั่วถึง และลดภาระของสถานดูแลภาครัฐในระยะยาว
2.การพัฒนาเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน
การสร้างระบบการดูแลที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน เช่น การจัดกิจกรรมระหว่างวัย การพัฒนาพื้นที่สาธารณะในชุมชน และการส่งเสริมกลุ่มเพื่อนบ้านช่วยเหลือกัน ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้วิสาหกิจ เพื่อสังคมเข้ามาเสริมบริการ อาทิ การพาเข้าร่วมกิจกรรม และ บริการเพื่อนพูดคุย เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ ไม่เพียง “อยู่ได้” แต่สามารถ “อยู่ดีและมีความหมาย” ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการมีส่วนร่วม ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
3.การสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยของคนต่างวัย
กรณีผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังและมีพื้นที่ใช้สอยเหลือใช้ อาทิ การจัดตั้งระบบการแบ่งปันที่อยู่อาศัยที่มีวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการ ครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรองประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้เข้าพัก การตรวจสอบความปลอดภัย การจับคู่ผู้อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละราย ตลอดจนการกำหนดข้อตกลงการอยู่ร่วมกัน เช่น ระยะเวลา รูปแบบการช่วยเหลือ และขอบเขตการใช้พื้นที่ร่วมกัน ดังเช่น โครงการ Joy Life เปลี่ยนห้องว่างเป็นบ้านแบ่งปัน ของบริษัท Joy Ride แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในบ้านของตนเองได้ต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องย้ายเข้าบ้านพักผู้สูงวัย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




