จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ระบุว่าคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ “สูตร CARE” (Career Average Revalued Earnings)
“การปรับปรุงในครั้งนี้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์สำคัญหลายด้าน” จุลพันธ์ ระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัว
อ่านเพิ่มเติม: ประกันสังคมต้องปรับใหญ่ หาก”ล้มไม่ได้” รองรับบำนาญสูตรใหม่-สังคมสูงวัย
จุลพันธ์ ระบุว่าการปรับปรุงจะเริ่มตั้งแต่กลุ่มผู้ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือนที่เดิมจะได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน เปลี่ยนเป็นจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากทั้งส่วนของผู้ประกันตน นายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน จากเดิมที่คิดอัตราเพิ่ม 1.5% ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือนโดยปัดเศษเดือนทิ้ง จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตรา 0.125% ต่อเดือน ทำให้ไม่มีการตัดเศษเดือนและได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาที่ส่งเงินจริงมากที่สุด
นอกจากนี้ หัวใจสำคัญของสูตร CARE คือการปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณมาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับมูลค่าให้เป็นเงินปัจจุบันก่อนนำมาคำนวณ เพื่อให้สะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงานอย่างแท้จริงและลดความเหลื่อมล้ำจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน

สำหรับผู้ที่ได้รับเงินเกษียณ จุลพันธ์ กล่าวว่ายังได้กำหนดมาตรการเยียวยารองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะรับบำนาญแล้วได้เงินตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกัน (เริ่มจาก 100% ในปีแรก และลดลงปีละ 20% จนครบ 5 ปี)
สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากคำนวณด้วยสูตรใหม่แล้วได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไปทันที แต่หากคำนวณแล้วพบว่าได้สิทธิประโยชน์ลดลง ทางประกันสังคมจะยังคงจ่ายเงินบำนาญตามอัตราเดิมไปตลอดชีพ
สำหรับขั้นตอนต่อไป จะเป็นการส่งร่างกฎกระทรวงเรื่องการปรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 180 วันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
“ผมและกระทรวงแรงงานหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณที่มั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืนให้กับพี่น้องผู้ประกันตน”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




