จากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อกันยายน 2568 พบว่าปี 2567 จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 4.89 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 3.41
ขณะเดียวกันเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคน ต่อเดือน ซึ่งกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้น เป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน
จากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางทางเศรษฐกิจนี้ ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ประกอบด้วย เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานหญิง ศูนย์กลางดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล เครือข่ายเพื่อผู้สูงอายุ (forOldy) รวมตัวกันเพื่อเสนอนโยบายสวัสดิการโดยรัฐเพื่อปลดล็อกประเทศจากสถานการณ์นี้ ด้วยแนวคิด “สวัสดิการคือสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์”
เพราะที่ผ่านมาภาครัฐพูดถึงนโยบายสวัสดิการทุกยุคทุกสมัยและทุกการหาเสียง แต่กลับจบลงที่การแจกจ่ายโดยรัฐ เพื่อพยุงสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น
เจตจำนงทางการเมืองต่อรัฐสวัสดิการ
หลังจากที่เดินทางไปยื่นข้อเสนอนี้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 69 ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมได้เดินทางไปพบ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)โดยเสนอนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าในฐานะเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย หรือ “ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ฐานรากทางเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทางด้าน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้ตอบรับข้อเสนอ และยืนยันถึงเจตจำนงทางการเมืองว่า มีความตั้งใจที่จะยกระดับสวัสดิการเพื่อประชาชน และอยากร่วมวางแผนกับภาคประชาสังคมกันในระยะยาว เพื่อให้สวัสดิการต่าง ๆ มีความยั่งยืน บางข้อเสนอที่ภาคประชาสังคมได้เสนอ อยู่ในลิสต์ที่จะทำอยู่แล้ว และบางส่วนได้หลักดันไปแล้ว เช่น การสอนอาชีพเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เพื่อแก้ปัญหาความยกจน ไปพร้อมกับสร้างความรู้วิชาชีพ
“ในระหว่างนี้จะผลักดันข้อเสนอที่ภาคประชาสังคมเสนอมาในวันนี้ให้เต็มที่ แม้ข้อเสนอนี้จะไม่ทันมติ ครม. สำหรับปีงบประมาณ 70 ก็ยังพอมีโอกาสในการแปรญัติปรับงบประมาณในสภาได้ แต่ทางพรรคมี สส.ในสภาเพียง 74 ที่นั่ง หากไม่สามารถทำได้สุดเพดาน ก็ต้องขอโทษทุกๆท่านในวันนี้” ยศชนัน กล่าว
อนึ่ง เจตจำนงทางการเมือง (Political Will) คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของผู้นำหรือรัฐบาลที่จะผลักดันนโยบาย แก้ไขปัญหา หรือปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อนำพาประเทศก้าวพ้นปัญหาที่มีอยู่
ข้อเสนอสวัสดิการโดยรัฐจากภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม
ข้อเสนอเชิงนโยบายของภาคีเครือข่าย ถือว่าอยู่ในร่มรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” 9 ด้าน ได้แก่
- สวัสดิการเด็กและเยาวชน
- สวัสดิการการศึกษาฟรี
- ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว
- การเข้าถึงที่อยู่อาศัยมีคุณภาพ
- สิทธิแรงงานและรายได้ที่เป็นธรรม
- ระบบประกันสังคมพื้นฐาน
- ระบบบำนาญพื้นฐาน
- สิทธิสวัสดิการประชากรกลุ่มเฉพาะ
- การปฏิรูประบบภาษีและงบประมาณ
โดยสัมพันธ์กับหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงต่าง ๆ ทั้งบริหารจัดการและงบประมาณ และต้องประสานงานร่วมกัน เช่น
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สมควรยกระดับสวัสดิการสังคม เร่งรัดภาครัฐมีมติเห็นชอบปรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด (0-6 ปี) เป็น 600 บาทเพื่อไม่ให้เป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน และต้องเป็นเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เนื่องจากกลุ่มเด็กแรกเกิดที่เข้าไม่ถึงสิทธิหลายแสนคนจากการคัดกรองความยากจน
เนื่องจากการคัดกรองความยากจนมักประเมินจากรายได้เฉลี่ยของครัวเรือน สถานะความเป็นอยู่ ภาระพึ่งพิง สภาพที่อยู่อาศัย ซึ่งมักเกิดปัญหาเรื่องความผิดพลาดของการประเมิน เช่นคัดกรองคนจนตกหล่น หรือคนไม่จนแต่ได้รับสิทธิ เพราะเกณฑ์คัดกรองไม่สะท้อนชีวิตจริง
นอกจากนี้ระบบคัดกรองและพิสูจน์ความยากจนยังซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงกันระหว่างกระทรวง ทำให้รัฐบาลต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและใช้งบประมาณในการคัดกรองซ้ำซ้อน
ขณะเดียวกันการพิสูจน์ความยากจนยังสร้างภาระความยุ่งยากทางเอกสาร เพราะต้องใช้เอกสารจำนวนมาก กลายเป็นค่าใช้จ่ายแฝง ซ้ำเติมกลุ่มผู้เปราะบาง นอกเหนือไปจากการต้องยินยอมให้รัฐตีตราว่าเป็น “คนจน” ที่แท้จริงผ่านการคัดกรองและพิจารณาโดยรัฐ
พม.และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ส่งเสริมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อพัฒนาการของเด็ก 4 เดือน – 2.5 ปี กว่า 2 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้เต็มศักยภาพ โดยเสนอให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้ อปท. ให้เป็นเจ้าภาพหลักจัดบริการศูนย์เด็กเล็กที่สอดคล้องกับเวลาและวิถีชีวิตคนทำงาน
กระทรวงแรงงาน ปรับฐานค่าแรงขั้นต่ำโดยคำนวณจากค่าครองชีพจริงที่รวมค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย และการศึกษาของสมาชิกในครอบครัว พร้อมกำหนดโครงสร้างเงินเดือนที่ปรับขึ้นทุกปีตามอายุงานและประสบการณ์ และ บังคับใช้กฎหมายทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ หรือรวมไม่เกิน 40 ชั่วโมง เพื่อให้แรงงานมีเวลาพักผ่อนและดูแลครอบครัว ขยายวันลาคลอดให้ถึง 180 วันตามมาตรฐานสากล และเพิ่มสิทธิลาปวดประจำเดือน เพื่อไม่ให้แรงงานหญิงต้องใช้วันลาป่วย เพราะปวดประจำเดือน เนื่องจากว่าการปวดประจำเดือนไม่ใช่ความเจ็บป่วย
กระทรวงศึกษาธิการ ยกระดับมาตรฐานการศึกษา กระจายทรัพยากรให้โรงเรียนขนาดเล็กในชนบทมีคุณภาพทัดเทียมกับโรงเรียนในเมือง จัดสรรเงินอุดหนุนการเรียนรู้แก่ประชาชน ในการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill/Upskill) ตามความต้องการทุกช่วงวัยตลอดชีวิต พร้อมทั้งดูแลค่าใช้จ่ายแฝงด้านการศึกษา เช่น ค่าบำรุงการศึกษา, ชุดนักเรียน, อุปกรณ์, อาหารกลางวัน เพื่อให้นโยบายเรียนฟรีของภาครัฐเป็นการเรียนฟรีอย่างแท้จริง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานสถานศึกษา การควบคุมราคาหน่วยกิตระดับปริญญาตรี ขจัดวงจรหนี้สิน โดยจัดตั้งคณะกรรมการกลางกำหนดราคากลางค่าหน่วยกิต ตามต้นทุนของแต่ละสายวิชา การนำร่องผลักดันนโยบายการเรียนฟรีถึงปริญญาตรีในหลักสูตรวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาสังคมและท้องถิ่น และจัดสรรงบประมาณเพื่อมุ่งเน้นคุณภาพการผลิตบัณฑิตตามความต้องการของประเทศมากกว่าการแสวงหาผลกำไร
และทางกระทรวงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้ กยศ. การพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยนาน 4 ปีพร้อมปรับลดหนี้ทันที 30% เมื่อเรียนจบ ส่วนที่เหลืออีก 70% ปลดหนี้เปลี่ยนเป็นทุนโดยไม่ต้องใช้เงินคืน โดยเปลี่ยนเป็นการทำงานในสาขาที่กำหนด การพัฒนาบ้านเกิด การเสียภาษีตามเกณฑ์ หรือการดูแลบุตรและผู้สูงอายุในครอบครัว เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและกระตุ้นการพัฒนาสังคมไปพร้อมกัน
“จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ความต้องการพื้นฐานมนุษย์สู่นโยบายรัฐสวัสดิการ
แนวคิดรัฐสวัสดิการ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” มีที่มาจากข้อเขียนของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขณะดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อังกฤษ และนำเสนอครั้งแรกในที่ประชุม Southeast Asian Development Advisory Group (SEADAG) คณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาเอเชียตะวันออกไกล เมื่อเดือนตุลาคม 2516
เนื้อหาว่าด้วยสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน และรัฐสวัสดิการ ที่เป็นหลักประกันสังคมและสภาพชีวิตพื้นฐานด้วยการจำลองชีวิตมนุษย์ในอุดมคติว่าตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เกิดมาใช้ชีวิตจนตาย มีความต้องการขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอะไรบ้าง และรัฐควรให้การดูแลขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงวัย
ต่อมาแนวคิดนี้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 18 ต.ค. 16 โดยใช้ชื่อ The Quality of Life of a South East Asian : A Chronical of Hope from Womb to Tomb ก่อนป๋วยจะนำมาแปลเป็นภาษาไทย ชื่อ “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 11 ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 2516
เท่ากับว่าข้อเสนอเชิงนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าโดยรัฐ ที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และประกันคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย หรือ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” มีเส้นทางการขับเคลื่อนที่ยาวนานหลายทศวรรษ และยังไม่แล้วเสร็จ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- “Policy Forum : ความเหลื่อมล้ำ – รัฐสวัสดิการ”
- ไทยเข้าร่วม OECD: ปฏิรูปบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย “ชุมชน”
- 92 ปี เส้นทางระบบสวัสดิการไทย
- พัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่ภาระ! ข้อเสนอถึงรัฐแก้ความเหลื่อมล้ำ




