แรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ถือเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่กลับเป็นกลุ่มที่ยังมีหลักประกันทางสังคมน้อยที่สุด “ประกันสังคมมาตรา 40” จึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสุขภาพ รายได้ และความมั่นคงในชีวิตของคนกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังมีคำถามสำคัญว่าเหตุใดผู้ประกันตนจำนวนมากจึงหยุดส่งเงินสมทบ เพราะมาตรา 40 ยังตอบโจทย์ความต้องการของแรงงานนอกระบบน้อยเกินไปหรือไม่
คำตอบของคำถามนี้ถูกสะท้อนผ่านผลการศึกษาของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม สำรวจความต้องการ การเข้าถึง และการใช้สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมาตรา 40 ภายใต้โครงการพัฒนาสิทธิประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และดำเนินงานร่วมกับศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ กรุงเทพมหานคร และสภาองค์การนายจ้างพัฒนาแห่งประเทศไทย
บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการศึกษาจากการสำรวจแรงงานนอกระบบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 10 ซึ่งครอบคลุม 6 เขต ได้แก่ คลองสามวา หนองจอก สายไหม สะพานสูง มีนบุรี และลาดกระบัง พื้นที่ดังกล่าวถูกเลือกเพราะเป็นเขตที่มีผู้ประกันตนมาตรา 40 หนาแน่นที่สุดของกรุงเทพมหานคร
การศึกษาครั้งนี้จำแนกผู้ประกันตนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- ผู้ที่หยุดส่งเงินสมทบ
- ผู้ที่ส่งเงินต่อเนื่องแต่ไม่เคยใช้สิทธิ
- ผู้ที่ส่งเงินต่อเนื่องพร้อมเคยใช้สิทธิ
การศึกษาดังกล่าว เพื่อค้นหาว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมแตกต่างกันจากกลุ่มตัวอย่าง 405 คน พบว่า ผู้ประกันตนส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อยู่ในวัยแรงงานตอนปลายจนถึงผู้สูงอายุ มีการศึกษาระดับประถมหรือต่ำกว่า ประกอบอาชีพค้าขายและงานบริการ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้้ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 85.75 % เลือกสมัครประกันสังคม “ทางเลือกที่ 2” ซึ่งจ่ายเงินสมทบเดือนละ 100 บาท แสดงให้เห็นว่าผู้ประกันตนส่วนใหญ่มองหาความคุ้มครองในระดับที่เหมาะสมกับกำลังจ่ายของตนเอง
สิทธิที่แรงงานต้องการมากที่สุด คือ “เงินชดเชยรายได้”
ผลสำรวจพบข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า ไม่ว่าผู้ประกันตนจะส่งเงินสมทบ ไม่ว่าจะทางเลือกไหน
- ทางเลือกที่ 1 จ่ายเงินสมทบ 70 บาท/เดือน
- ทางเลือกที่ 2 จ่ายเงินสมทบ 100 บาท/เดือน
- ทางเลือกที่ 3 จ่ายเงินสมทบ 300 บาท/เดือน มีความต้องการด้านสิทธิประโยชน์ไม่แตกต่างกัน
สิทธิที่แรงงานนอกระบบต้องการมากที่สุด คือเงินทดแทนการขาดรายได้ ทั้งกรณีเจ็บป่วย ประสบอันตราย และทุพพลภาพ รองลงมาคือเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต และบำเหน็จชราภาพ ในทางกลับกัน เงินสงเคราะห์บุตรเป็นสิทธิที่ได้รับความต้องการเพียงระดับปานกลาง
ผลการศึกษายังหักล้างความเชื่อที่ว่า “ผู้ที่หยุดส่งเงินสมทบเพราะสิทธิประโยชน์ไม่น่าสนใจ” เพราะกลุ่มที่หยุดส่งเงินก็ยังต้องการสิทธิประโยชน์ในระดับใกล้เคียงกับผู้ที่ส่งเงินต่อเนื่อง
อ่านเพิ่มเติม: ออมเงินเกษียณ: กอช./ประกันสังคม ม.40 เลือกแบบไหนดี?
เมื่อถามถึงเหตุผลที่สมัครมาตรา 40 ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 94 % ระบุว่า ต้องการเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต ขณะที่ 80 % ต้องการได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยเฉพาะสิทธิด้านการรักษาพยาบาลและการชดเชยรายได้เมื่อไม่สามารถทำงานได้
“เลิกส่งเงินเพราะลืม ไม่ใช่ไม่อยากจ่าย”
หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของการศึกษา คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ประกันตนหยุดส่งเงินสมทบ ไม่ใช่เพราะไม่เห็นคุณค่าของระบบ แต่เกิดจาก “การลืม”
ในกลุ่มที่ไม่ส่งเงินสมทบเลยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กว่า 57 % ระบุว่าหยุดส่งเพราะลืมจ่ายเงิน รองลงมาคือไม่ทราบว่าตนเองยังมีสถานะเป็นผู้ประกันตนอยู่หรือไม่ และไม่เข้าใจว่ายังได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
เมื่อขาดส่งเงินเพียงช่วงหนึ่ง หลายคนเกิดความไม่มั่นใจว่าสิทธิยังคงอยู่หรือไม่ ความไม่แน่ใจนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หยุดส่งเงินอย่างถาวร
ในขณะที่ผู้ประกันตนทางเลือกที่ 3 ซึ่งจ่ายเงินสมทบเดือนละ 300 บาท กลับมีอัตราการส่งเงินต่อเนื่องสูงที่สุด เนื่องจากรู้สึกว่าการจ่ายเงินจำนวนมากทำให้ต้องรักษาสิทธิของตนเองไว้
ผลสำรวจยังพบว่าแรงงานนอกระบบถึง 85 % ไม่มีประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตเอกชน มาตรา 40 จึงเป็นหลักประกันสำคัญเพียงระบบเดียวที่ช่วยเติมเต็มจากสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่สิทธิ แต่คือ “ความเข้าใจ”
แม้ผู้ประกันตนจำนวนมากจะเข้าร่วมระบบ แต่กว่าครึ่งยังเข้าใจสิทธิประโยชน์ไม่ถูกต้องผลสำรวจพบว่า 51 % มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิทธิ บางคนเข้าใจว่าตนเองไม่ได้รับสิทธิที่จริงแล้วมีอยู่ ขณะที่บางคนเข้าใจว่าได้รับสิทธิมากกว่าความเป็นจริง
กลุ่มที่หยุดส่งเงินสมทบเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนมากที่สุด ส่วนกลุ่มที่เคยใช้สิทธิกลับมีความเข้าใจถูกต้องมากที่สุด
งานวิจัยจึงเสนอว่า วิธีสร้างความเข้าใจที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การอบรมหรือประชาสัมพันธ์ แต่คือการทำให้ผู้ประกันตนได้ทดลองใช้สิทธิจริง เพราะเมื่อเคยเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินชดเชยรายได้ จะเข้าใจเงื่อนไขของระบบและเห็นคุณค่าของการส่งเงินสมทบมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ประกันตนจำนวนมากไม่ทราบว่าสามารถนำเงินสมทบมาตรา 40 ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงยังประสบปัญหาในการใช้งานแอปพลิเคชัน SSO Plus ซึ่งสะท้อนว่าการสื่อสารและเครื่องมือดิจิทัลของระบบยังเข้าถึงผู้ใช้งานได้ไม่ทั่วถึง
เสียงสะท้อนสู่การปฏิรูประบบมาตรา 40
แม้ผู้ประกันตนจะมีความพึงพอใจต่อการให้บริการของสำนักงานประกันสังคมและเจ้าหน้าที่ในระดับสูง แต่ผลสำรวจสะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายหลายประเด็นที่อาจช่วยให้มาตรา 40 ตอบโจทย์แรงงานนอกระบบมากขึ้น
ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มอัตราเงินชดเชยการขาดรายได้ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ยกระดับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลให้ใกล้เคียงผู้ประกันตนมาตรา 39 เพิ่มบริการตรวจสุขภาพประจำปี ปรับปรุงระบบการเคลมสิทธิผ่านแอปพลิเคชันให้สะดวกขึ้น รวมถึงผลักดันให้ทางเลือกที่ 2 กลายเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่แรงงานนอกระบบเข้าถึงได้โดยอัตโนมัติ
อีกข้อเสนอที่น่าสนใจ คือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินสะสมบางส่วนออกมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือพัฒนาธุรกิจ เพื่อเพิ่มบทบาทของมาตรา 40 จากระบบประกันสังคมไปสู่เครื่องมือสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแรงงานนอกระบบ
โจทย์ของมาตรา 40 ไม่ใช่แค่เพิ่มสิทธิ แต่ต้องออกแบบระบบใหม่
ผลการศึกษาชิ้นนี้สะท้อนว่า แรงงานนอกระบบไม่ได้ปฏิเสธระบบประกันสังคม และไม่ได้มองว่าสิทธิประโยชน์ไม่มีคุณค่า หากแต่ยังเผชิญอุปสรรคจากระบบที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ทั้งการส่งเงินสมทบที่ขาดความต่อเนื่อง ความซับซ้อนของการใช้สิทธิ การสื่อสารที่ยังไม่ทั่วถึง และการออกแบบบริการที่ยังไม่เอื้อต่อผู้มีรายได้น้อย
หากต้องการให้มาตรา 40 เป็นหลักประกันทางสังคมของแรงงานนอกระบบอย่างแท้จริง การเพิ่มสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการบริหาร การสื่อสาร และการเข้าถึงบริการควบคู่กันไป เพื่อให้ระบบประกันสังคมสามารถเป็น “ตาข่ายรองรับ” ความเสี่ยงของแรงงานนอกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
4 ข้อเสนอใหญ่ ปรับมาตรา 40 ให้ตอบโจทย์แรงงานนอกระบบ
1. เพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ตรงกับความต้องการจริง ผลสำรวจพบตรงกันว่า สิทธิที่แรงงานนอกระบบต้องการมากที่สุดคือ “เงินทดแทนการขาดรายได้” เมื่อเจ็บป่วย ประสบอันตราย หรือทุพพลภาพ รองลงมาคือค่าทำศพและบำเหน็จชราภาพ มากกว่าสิทธิประเภทอื่น
เครือข่ายจึงเสนอให้ปรับเพิ่มอัตราและระยะเวลาการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ ปรับวงเงินค่าทำศพให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน พร้อมยกระดับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลให้ใกล้เคียงผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 รวมถึงเพิ่มสิทธิด้านการส่งเสริมสุขภาพ เช่น การตรวจสุขภาพประจำปีและการป้องกันโรค
2. เปลี่ยนจากการประชาสัมพันธ์ เป็นการสื่อสารเชิงรุก ข้อมูลจากการสำรวจชี้ว่า ผู้ประกันตนจำนวนมากยังเข้าใจสิทธิของตนเองไม่ถูกต้อง หลายคนไม่รู้เงื่อนไขการใช้สิทธิ และหยุดส่งเงินสมทบเพียงเพราะลืมจ่ายหรือไม่แน่ใจว่ายังมีสถานะเป็นผู้ประกันตนหรือไม่
ข้อเสนอจึงมุ่งให้สำนักงานประกันสังคมพัฒนาระบบสื่อสารเชิงรุก เช่น การแจ้งเตือนกำหนดชำระเงินสมทบทุกเดือน การแจ้งสิทธิที่ได้รับทันทีหลังชำระเงิน การแจ้งเตือนเมื่อเกิดสิทธิ รวมถึงเปิดให้ผู้ประกันตนตรวจสอบสิทธิและยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ได้ง่ายขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือการใช้เครือข่ายแรงงานนอกระบบในพื้นที่เป็นกลไกหลักในการสื่อสารและให้คำปรึกษา เนื่องจากผลสำรวจพบว่าเครือข่ายเหล่านี้เป็นช่องทางที่แรงงานไว้วางใจมากที่สุด
3.ปรับระบบการจ่ายเงินสมทบให้สอดรับกับชีวิตจริง ปัจจุบันแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ยังชำระเงินสมทบผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส และสามารถจ่ายล่วงหน้าได้เฉลี่ยเพียง 3–4 เดือน
เครือข่ายจึงเสนอให้เพิ่มทางเลือกการหักบัญชีอัตโนมัติ ส่งข้อความแจ้งเตือนก่อนครบกำหนด และสร้างแรงจูงใจผ่านส่วนลดหรือสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องหรือชำระล่วงหน้า เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดส่งเงินจากการหลงลืม
4.ยกระดับมาตรา 40 สู่สวัสดิการพื้นฐานของแรงงานทุกคน ข้อเสนอที่มีนัยสำคัญที่สุด คือการผลักดันให้มาตรา 40 พัฒนาไปสู่ระบบสวัสดิการพื้นฐานสำหรับแรงงานนอกระบบ โดยลดความซับซ้อนของทางเลือกสิทธิประโยชน์ให้เหลือมาตรฐานเดียว เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียม
ผลสำรวจยังพบว่า ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเงินสมทบเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 50 บาทต่อเดือน หากแลกกับสิทธิประโยชน์ที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เชื่อมโยงมาตรา 40 กับระบบสวัสดิการของรัฐอื่น ๆ เช่น สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนการออมแห่งชาติ การพัฒนาทักษะแรงงาน และสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ เพื่อสร้างระบบคุ้มครองที่ครอบคลุมตลอดช่วงชีวิตของแรงงานนอกระบบ
ข้อเสนอถึงบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่
เครือข่ายยังเสนอให้คณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่กำหนดการปฏิรูประบบมาตรา 40 เป็นวาระสำคัญ โดยมี 5 แนวทางหลัก ได้แก่
- ปรับสิทธิประโยชน์จากฐานข้อมูลความต้องการของแรงงานนอกระบบ ไม่ใช่ใช้รูปแบบเดียวกับทุกกลุ่ม พร้อมทบทวนสิทธิประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ
- รับรองบทบาทของเครือข่ายแรงงานนอกระบบให้เป็นหุ้นส่วนของสำนักงานประกันสังคม ทั้งด้านการสื่อสาร การติดตามสมาชิก และการให้คำปรึกษา
- พัฒนาระบบดิจิทัลให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบข้อมูล สิทธิประโยชน์ และยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง พร้อมมีระบบประเมินความพึงพอใจในการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
- จัดทำระบบติดตามผู้ขาดส่งเงินสมทบเชิงรุก โดยใช้ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติควบคู่กับการทำงานของเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกันตนหลุดออกจากระบบเพียงเพราะลืมส่งเงินหรือไม่เข้าใจสิทธิ
- ผลักดันให้มาตรา 40 เป็นระบบคุ้มครองทางสังคมหลักของแรงงานนอกระบบ เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนการออมแห่งชาติ หน่วยงานพัฒนาฝีมือแรงงาน และกองทุนภาครัฐอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับการดูแลอย่างครบวงจร
จาก “ประกันสมัครใจ” สู่ “หลักประกันของคนทำงาน”
ข้อเสนอของเครือข่ายแรงงานนอกระบบสะท้อนว่า การปฏิรูปมาตรา 40 ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับทั้งโครงสร้างการบริหาร การสื่อสาร การออกแบบสิทธิ และการเชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการของรัฐ
หากประเทศไทยต้องการลดความเหลื่อมล้ำด้านหลักประกันทางสังคม การยกระดับมาตรา 40 ให้เป็นระบบที่เข้าถึงง่าย มีมาตรฐานเดียว และตอบโจทย์ชีวิตของแรงงานนอกระบบ อาจเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้แรงงานกว่า 20 ล้านคนได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานในรูปแบบใดก็ตาม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




