ประเด็นเรื่อง “หมอขาดแคลน” ในสังคมไทยเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ และเพิ่งเกิดการตกผลึกครั้งสำคัญในเวทีเสวนาของแพทยสภาและกระทรวง อว. (2 ก.ค. 2569) ที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า“การผลิตแพทย์เพิ่ม” กับ “การเปิดคณะแพทย์ใหม่” คือคนละเรื่องเดียวกัน ที่พยายามจะตอบโจทย์เดียวกัน แต่อาจส่งผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ผลิตแพทย์ทุกวันนี้ ได้ตามแผนไหม?
ปัจจุบันประเทศไทยมีคณะแพทยศาสตร์ที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา (ทั้งรัฐและเอกชน) อยู่ประมาณ 27–29 แห่ง ซึ่งหากดูในแง่ “จำนวนตัวเลขการรับเข้าเรียน” ถือว่าทำได้ใกล้เคียงเป้าหมาย ภายใต้ โครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565–2570)
รัฐบาลตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่มให้ได้ 13,318 คน เพื่อมุ่งสู่อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรที่ 1:1,200 ภายในปี 2576 ซึ่งในแง่ยอดรับสมัครผ่านระบบ กสพท. และโครงการแพทย์ชนบท (CPIRD) สถาบันเดิมสามารถปั๊มยอดรับเข้าได้เกือบ 90% ของแผนในทุกๆ ปี
แต่ตัวเลขที่ย้อนแย้งคือ ประเทศไทยมีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนรวมกว่า 80,000 คน แต่มีแพทย์ที่ทำงานอยู่ในระบบโรงพยาบาลรัฐ (สธ.) จริงๆ เพียงประมาณ 21,000 – 25,000 คน เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบ ปัญหาของระบบในปัจจุบัน จะพบดังนี้
■ ปริมาณการผลิต
- สถาบันเดิม 29 แห่งเร่งกำลังการผลิตจนเกือบเต็มเพดาน
- ได้ตัวเลขแพทย์จบใหม่ปีละประมาณ 3,000+ คน
■ การกระจายตัว
- แพทย์กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคเอกชน
- โรงพยาบาลต่างจังหวัดขาดแคลนอย่างหนัก
■ การคงอยู่ในระบบ
- ภาระงานที่หนักเกินไป (บางแห่งเกิน 80 ชม./สัปดาห์) ทำแพทย์จบใหม่ลาออก
- เกิดภาวะ “อ่างน้ำรั่ว” เติมน้ำเท่าไหร่ก็ไม่เต็มระบบ
ดังนั้น ถามว่า “ผลิตได้ตามแผนไหม?” คำตอบคือ ได้ตามแผนในแง่ปริมาณการผลิต แต่ล้มเหลวในแง่การรักษาคนไว้ในระบบ

“เปิดคณะแพทย์ใหม่” ความหวัง หรือความเสี่ยง
เมื่อสถาบันเดิมเริ่มขยายกำลังการผลิตจน “ล้นมือ” แนวคิดการเปิดคณะแพทย์ใหม่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏจึงเกิดขึ้น แต่เรื่องนี้สร้างความกังวลให้กับฝั่งผู้เชี่ยวชาญและแพทยสภาอย่างมากใน 3 ประเด็นหลัก
-
งบประมาณ และ ค่าเทอม (Budget Constraints)
การสร้างแพทย์ 1 คนมีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่สูง ปัจจุบันรัฐบาลต้องอุดหนุนงบประมาณในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเฉลี่ยสูงถึง 3.8 ล้านบาทต่อคน (แบ่งเป็นงบดำเนินการ 1.8 ล้านบาท และงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีก 2 ล้านบาท)
หากเปิดคณะใหม่โดยไม่มีงบอุดหนุนจากส่วนกลาง มหาวิทยาลัยจะต้องผลักภาระไปที่ “ค่าเทอม” ซึ่งอาจสูงถึงหลักหลายแสนบาทต่อเทอม ส่งผลให้คณะแพทย์กลายเป็นพื้นที่เฉพาะของเด็กฐานะดี ซึ่งขัดแย้งกับเจตนารมณ์ที่ต้องการกระจายโอกาสให้เด็กในพื้นที่ห่างไกล
ความเสี่ยง งบประมาณแผ่นดินอาจถูกใช้ไปกับการสร้างตึกและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ซ้ำซ้อน แทนที่จะนำเงินก้อนนี้ไปอัดฉีดเป็นเงินเดือนหรือสวัสดิการ (Incentive) เพื่อรั้งหมอเก่าให้อยู่ในระบบ
-
คุณภาพและความพร้อมของ “โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป”
หัวใจของการเรียนหมอไม่ใช่ห้องเลคเชอร์ แต่คือ เคสจริง ข้างเตียงผู้ป่วย ในชั้นคลินิก (ปี 4–6) คณะแพทย์เปิดใหม่มักจะต้องจับมือกับโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) หรือโรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึก
สิ่งนี้เป็นปัญหาคอขวด เมื่อโรงพยาบาลศูนย์ในต่างจังหวัดทุกวันนี้แค่รับภาระรักษาคนไข้ก็ล้นมือจนหมอแทบไม่ได้นอนอยู่แล้ว หากต้องแบ่งเวลาและทรัพยากรมาจัดการเรียนการสอน ควบคุมวิทยานิพนธ์ และประเมินผลนักศึกษาแพทย์อย่างเข้มงวด อาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบการรักษาคนไข้และคุณภาพของแพทย์ฝึกหัด
ขณะที่ โรงพยาบาลที่จะเป็นโรงเรียนแพทย์ได้ ต้องมีเคสโรคที่ซับซ้อนและหลากหลายพอ หากโรงพยาบาลร่วมผลิตยังไม่พร้อม ย่อมส่งผลต่อความมั่นใจและมาตรฐานการรักษาของแพทย์จบใหม่
-
การผลิต “ครูแพทย์”
นี่คือสิ่งที่แพทยสภากังวลมากที่สุด “การสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาเป็นอาจารย์หมอ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10-12 ปี” (เรียนหมอ 6 ปี + ใช้ทุนและเรียนต่อเฉพาะทางอีก 4-6 ปี)
การเปิดคณะแพทย์ใหม่พร้อมๆ กันจะเกิดปรากฏการณ์ “สมองไหลในโรงเรียนแพทย์” คือคณะเปิดใหม่ที่ทุนหนากว่าจะดึงตัวอาจารย์แพทย์จากสถาบันหลักไป
การแย่งตัวครูแพทย์ไม่ได้ทำให้จำนวนอาจารย์หมอในภาพรวมของประเทศเพิ่มขึ้น แต่เป็นการ “ดึงหมอหน้างาน” ออกจากระบบบริการ และทำให้สถาบันเดิมที่เข้มแข็งอยู่แล้วต้องอ่อนแอลงเพราะสูญเสียบุคลากรระดับหัวกะทิ
กระทรวง อว. และแพทยสภาส่งสัญญาณชัดเจนว่า การแก้ปัญหาหมอขาดแคลนต้องทำแบบ ขนานกันไป การเปิดคณะแพทย์ใหม่ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม และเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หากมีความพร้อมจริง แต่อย่ามองว่ามันทางออกที่หมอจะเพิ่มขึ้นในพริบตา
ถ้ารัฐบาลทุ่มงบประมาณไปกับการเปิดคณะแพทย์ใหม่จนละเลยการซ่อมแซมระบบเก่า ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นเพียงการเพิ่มจำนวน ที่ยังมีคำถามเรื่องคุณภาพ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันและสำคัญในระยะสั้น คือการอุดรอยรั่วในระบบราชการ ทั้งการปรับปรุงค่าตอบแทน การลดภาระงาน และการนำเทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาช่วยลดงานเอกสารของหมอ เพื่อรักษาแพทย์ 20,000 กว่าคนในรพ.รัฐให้อยู่ดูแลประชาชนได้นานที่สุด
แผนการต่ออายุทุน กสพท. อีก 10 ปี
กระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) และ กสพท (กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์รวมคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ) มีงบประมาณสนับสนุนการเรียนการสอนและการผลิตหมอร่วมกันอยู่ แต่ทุนตัวเดิมนี้กำลังจะหมดอายุลง

ถ้าปล่อยให้หมดไปโดยไม่มีแผนรองรับ โรงเรียนแพทย์อาจจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณในการสร้างหมอใหม่ ทาง อว. เลยต้องรีบเข้ามาทำ “กรอบนโยบายใหม่” เพื่อล็อกงบประมาณก้อนนี้ไว้ให้ใช้ได้ต่อเนื่องไปอีก 10 ปี โดยมีหลักคิดสำคัญอยู่ 3 ข้อครับ
- ดูจากความจริง (Demand & Supply) เขาไม่ได้เดาสุ่มว่าจะให้ทุนเท่าไหร่ แต่จะคำนวณจากจำนวนแพทย์รุ่นเก่าที่กำลังจะเกษียณอายุ เทียบกับจำนวนแพทย์จบใหม่ที่ระบบสาธารณสุขต้องการจริงๆ เพื่อให้ประเทศมีหมอพอดีกับความต้องการ
- ภาพรวมประเทศได้ประโยชน์ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะระบบสาธารณสุขไทยยังต้องการแพทย์มาดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง
- เน้น “คุณภาพ” ไม่ใช่ “ปริมาณ” (จุดนี้สำคัญมาก) นโยบายนี้เน้นส่งเสริมและให้งบประมาณกับ โรงเรียนแพทย์เดิมที่มีอยู่แล้ว ให้เขามีศักยภาพในการผลิตหมอที่ดีขึ้น “ไม่ใช่” การไปไล่เปิดคณะแพทยศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยใหม่ๆ เพิ่มเติม เพราะการเปิดโรงเรียนแพทย์ใหม่มีต้นทุนสูงและควบคุมคุณภาพได้ยากกว่า
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (อ.เชน) รมว.อว. ย้ำถึงแนวคิดในเรื่องนี้เพื่อแก้ปมดรามาและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยมีประเด็นสำคัญ 3 เรื่องหลักๆ
- ยืนยันชัดเจน แผน “ไม่ได้จะเปิดคณะแพทย์ใหม่ แต่คือการขยายเวลาสนับสนุนทุนให้แก่ “คณะแพทยศาสตร์เดิมที่มีอยู่แล้ว” ในกลุ่ม กสพท. ต่อไปอีก 10 ปี ภายใต้กรอบการผลิตแพทย์ประมาณ 22,000 คน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างหรือรอยต่อเรื่องงบประมาณในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เท่านั้น
- เรื่องสิทธิ์การขอเปิดคณะแพทย์ของสถาบันต่างๆ (เช่น ม.ราชภัฏ) ชี้แจงว่า ตามกฎหมายแล้วสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนมีสิทธิ์ที่จะเสนอขอเปิดคณะแพทย์ได้ ซึ่ง อว. พร้อมสนับสนุนถ้าพร้อม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพ” โดยกระทรวง อว. จะทำงานร่วมกับแพทยสภาอย่างเข้มงวด ต่อให้ผ่านการพิจารณาของ อว. แล้ว แต่ถ้าแพทยสภาไม่อนุมัติหลักสูตร ก็ไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ เพราะเป็นเรื่องของวิชาชีพที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตคน
- ชู 4 แผนหลัก ยกระดับสาธารณสุขไทยอย่างเป็นระบบ
- หนึ่ง เน้นรั้งหมอให้อยู่ในระบบภาครัฐ แก้ปัญหาการลาออกและกระจายหมอไปในพื้นที่ขาดแคลน
- สอง หนุนงบประมาณล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เช่นการล็อกงบ 10 ปีให้ กสพท. ตามฐานข้อมูลจริงของหมอที่เกษียณและหมอจบใหม่
- สาม ควบคุมคุณภาพร่วมกับแพทยสภา เพื่อให้ได้หมอที่เก่งและได้มาตรฐานจริง
- สี่ ใช้นวัตกรรมลดภาระงานแพทย์ (Innovate Around Medicine) นำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI ทางการแพทย์, หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด หรือการแพทย์แม่นยำ (Genomics) เข้ามาช่วยทำงาน เพื่อลดภาระงานที่หนักเกินไปของคุณหมอ ในยุคที่ประเทศกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy)
29วิทยาลัยแพทยศาสตร์ที่เป็นสมาชิก กสพท
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
- สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
- วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
- สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
- สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
- คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
- วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
- คณะแพทยศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
สำหรับสถาบันการศึกษาที่ผลิตแพทย์ที่มีอยู่อาจจะเพียงพอ และ ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา “ผลิตแพทย์ไม่พอ” แต่มีปัญหา “รักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบไม่ได้” ดังนั้น การเปิดคณะแพทย์ใหม่อาจเป็นทางเลือกในอนาคต หากมีความพร้อมด้านงบประมาณ บุคลากร และมาตรฐานการศึกษา
แต่ในระยะสั้น สิ่งที่จำเป็นกว่าคือ การอุดรอยรั่วของระบบบริการสาธารณสุข เพื่อให้แพทย์ที่มีอยู่ยังคงทำงานในโรงพยาบาลของรัฐและสามารถดูแลประชาชนได้อย่างยั่งยืน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




