คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยนับเป็นการเปิดลงทะเบียนครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากการเปิดรับลงทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565

คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนบัตรคนจน
กระทรวงการคลัง เปิดให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน เข้าลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ ดังนี้
1. มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
2. ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้
- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา
- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี
- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
- ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้
- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
- ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
3. มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
4. ไม่มีบัตรเครดิต
5. ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท
6. ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี
7. ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้
- ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
- บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
- กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
- กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่
8. ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
วิธีตรวจสอบสิทธิ
ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน ต้องทำการลงทะเบียนยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ทุกราย โดยสามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 4 – 21 มิ.ย. 2569 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่
- แอปพลิเคชันเป๋าตัง (โหลด App Store / Google Play) และแอปพลิเคชันทางรัฐ (โหลด App Store / Google Play)
- เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
- เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)
- หน่วยรับลงทะเบียน หรือธนาคารทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ช่องทางตรวจสอบสิทธิ
สำรวจผู้ตกหล่นเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
สำหรับการเปิดรับลงทะเบียนผู้ที่ยังไม่เคยได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา สำรวจผู้มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ ผ่านฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จากนั้นจะนำข้อมูลเข้าสู่ระบบตรวจสอบผู้ตกหล่นจากการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงมหาดไทย โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา จะอำนวยความสะดวกในการรับลงทะเบียนให้ประชาชนในพื้นที่โดยตรง
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์สวัสดิการแห่งรัฐ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และธนาคารที่เป็นหน่วยรับลงทะเบียนทั้ง 5 แห่ง
ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าว จะต้องยืนยันตัวตนตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือธนาคารที่เป็นหน่วยรับลงทะเบียนทั้ง 5 แห่ง ก่อนเริ่มใช้สิทธิสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป
เปิดยื่นอุทธรณ์หากไม่ผ่านคุณสมบัติ
สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถยื่นอุทธรณ์ผลการตรวจสอบ ผ่านช่องทาง แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และธนาคารที่เป็นหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 ก.ค. 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 ส.ค. 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้สิทธิอะไรบ้าง
ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้วจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ได้แก่
1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน
2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
3. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่
- รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
- รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
- รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด
- รถไฟ
- รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร
- รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน
- รถสองแถวรับจ้าง
- เรือโดยสารสาธารณะ โดยไม่จำกัดวงเงินตามประเภทรถ
4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด
5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปาจำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด
สิทธิลดค่าใช้จ่ายผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ หากลูกใช้สิทธิลดหย่อยภาษี
การประกาศคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ของกระทรวงการคลัง ได้จุดกระแสถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกรณีกำหนดให้พ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดู จะถูกตัดสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI: ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถืงประเด็นนี้ว่า ภาครัฐจะต้องวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกว่าเป็นแบบไหน หากประเมินว่าในระยะข้างหน้าสังคมจะมีผู้สูงวัยมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่ลูกจะไม่ดูแลพ่อแม่ ก็ควรให้สิทธิพ่อแม่ที่เข้าเงื่อนไขผู้มีรายได้น้อยได้เลือกก่อนว่าจะรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ซึ่งหากพ่อแม่รับสิทธิ ลูกก็จะไม่สามารถนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ แต่เงื่อนที่กระทรวงการคลังกำหนดมานั้น ได้มอบการตัดสินใจให้อยู่ที่ตัวลูก ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนี้ เนื่องจากมีประเด็นว่าลูกอาจไม่เลี้ยงพ่อแม่ก็ได้

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI: ทีดีอาร์ไอ)
นอกจากนี้ยังมีความไม่สมเหตุสมผลเรื่องตัวเลขด้วยของการลดหย่อนภาษี เช่น มูลค่าภาษีที่ลูกลดหย่อนได้อาจน้อยกว่าเงินสวัสดิการที่พ่อแม่จะได้รับหากไม่ถูกตัดสิทธิ หรือการที่เกณฑ์ลดหย่อนกับเกณฑ์รายได้พ่อแม่รวมกันได้เพียง 60,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 100,000 บาทที่ใช้กับกรณีทั่วไป จึงเป็นประเด็นที่กระทรวงการคลังสามารถปรับปรุงได้เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น (ความไม่สอดคล้องของหลักเกณฑ์)
“โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ มีมาตั้งแต่สมัยพ ล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในแง่การเมืองก็คงอยากจะเลิก เพียงแต่ว่าเรื่องประเภทนี้ อยู่ ๆ จะมาเลิกไม่ได้ เพราะเป็นสวัสดิการที่เคยได้กันมา ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องดำเนินการต่อไป แต่หาวิธีลดงบประมาณลง การกรองคนออกไปให้มากขึ้นจะช่วยลดงบประมาณ ตอบโจทย์ที่รัฐบาลไม่ค่อยมีเงิน และคงอยากใช้งบประมาณไปกับโครงการอื่นของพรรคแกนนำมากกว่า” สมชัย กล่าว
เกณฑ์ใหม่ใช้รายได้บุคคลเปิดช่องลูกคนรวย
ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ปัญหากลุ่มคนจนตกหล่น เพราะการลงทะเบียนครั้งที่ผ่านมาเกิดปัญหาที่คนจนจริงไม่ได้รับสิทธิจำนวนมาก ส่วนคนที่ได้รับสิทธิกลับไม่ได้จนจริง หรือ เรียกปัญหานี้ว่า “คนจดไม่ได้จน คนจนไม่ได้จด”
ขณะที่กระทรวงการคลัง ได้แก้ปัญหานี้ผ่านการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งตนเห็นด้วยกับวิธีดัวกล่าว แต่อยากเห็นรายละเอียดและความมุ่งมั่นแก้เรื่องคนจนไม่ได้จด ให้เหมือนกับการมุ่งแก้ปัญหาคนจดไม่จนที่กำลังทำอยู่ ซึ่งจะรอดูความชัดเจนของกลไกที่รัฐจะใช้ต่อไป แต่เบื้องต้นคาดว่าคงเป็นการสำรวจคนจนที่ตกหล่นจากบัญชีข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย และบัญชีกลุ่มผู้เปราะบางของ พม.
ทั้งนี้ภาครัฐควรเพิ่มช่องทางการลงพื้นที่ในแต่ละชุมชนให้ทั่วถึงว่ามีคนจนในพื้นที่ห่างไกลตกหล่นจากการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐด้วยหรือไม่
ในส่วนการแก้ปัญหาคนจดไม่ได้จนนั้น การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ในภาพรวมถือเป็นความก้าวหน้า มีการใช้ฐานข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่าผู้มาจดทะเบียนอาจจะไม่จนจริงมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปรับเกณฑ์ที่ถอยหลังกว่าเดิม คือการเปลี่ยนจากการคิดรายได้เฉลี่ยของครอบครัว กลับไปเป็นรายได้ของบุคคล ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างที่คนไม่ได้จนจริงสามารถรับสิทธิได้ เช่น ลูกมีพ่อแม่ที่รวย แต่เจ้าตัวไม่ได้ทำงาน ทำให้รายได้เป็นศูนย์ และพ่อแม่ยังไม่ได้ยกทรัพย์สินอะไรให้ คนแบบนี้ไม่ใช่คนจน ดังนั้นการกลับไปใช้เกณฑ์ส่วนบุคคลนี้จะทำให้ลูกคนรวยบางคนมีสิทธิได้
ข้อเสนอ: แก้จนต้องไม่ใช่แค่แจกเงิน
อย่างไรก็ตาม สมชัย เสนอว่า การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่ควรสนับสนุนทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการมากที่สุด คือ การมีงานที่ดีทำ ดังนั้นรัฐบาลควรพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มทักษะ อัพสกิล รีสกิล (Upskill – Reskill) และการจัดหางาน
ขณะเดียวกันต้องโฟกัสดูแลคนในครอบครัวของกลุ่มคนยากจน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ปัจจุบันมีอัตราการเกิดน้อยลง และ 70% เกิดมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูให้เติบโตมาเต็มศักยภาพ ซึ่งหากอยากทำลายวงจรความยากจนข้ามรุ่น จากพ่อแม่จนแล้วส่งต่อความจนให้ลูก จะต้องอย่าปล่อยให้พ่อแม่เลี้ยงลูกลำพัง ภาครัฐจะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือในทุกช่องทาง เช่น ให้เงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า พัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก ทำให้โรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพใกล้เคียงโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เป็นต้น
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




