คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการบัตรคนจน) มีมติให้ผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ได้รับสิทธิจำนวน 9.5 ล้านคน จากที่ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 14% ของประชากรทั้งประเทศ โดยลดลงจากเดิมที่มี 13.2 ล้านคน

ในจำนวนผู้ที่ไม่ผ่านราว 9.3 ล้านคน แบ่งเป็นไม่ผ่านหลักเกณฑ์เดิม 5.7 ล้านคน เนื่องมีการปรับดูจากรายได้รายเฉพาะบุคคลแทนรายได้ทั้งครอบครัว ขณะที่อีกจำนวน 3.5 ล้านคน ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ใหม่ 3.5 ซึ่งเป็นเกณฑ์ทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินฝาก, หุ้น และพันธบัตร
นอกจากนี้ การคัดกรองสิทธิบัตรคนจนในรอบนี้ ทางกระทรวงการคลังได้ใช้ข้อมูลฐานภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อสะท้อนถึงการจ่ายเงินจริงของผู้ลงทะเบียน ในกรณีที่บุคคลนั้นถูกนำชื่อไปแอบอ้างทำธุรกรรมอื่น เช่น เป็นกรรมการบริษัท หรือเป็นลูกจ้างบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับค่าจ้างจริง เป็นต้น
ไทม์ไลน์ในการใช้สิทธิ ยืนยันตัวตน และยื่นอุทธรณ์

ทั้งนี้จะมีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิในวันที่ 17 ก.ค. เวลา 6.00 น. เป็นต้นไป ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) รวมถึงธนาคาร 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
สำหรับผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์และได้รับสิทธิในโครงการ จะต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. 2569 – 12 ม.ค. 2570 รวมถึงผ่าน ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และธนาคารอิสลาม ตั้งแต่ 17 ก.ค. – 14 ต.ค. 2569
โดยผู้ได้สิทธิรายเดิม สามารถเริ่มใช้สิทธิต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ปีนี้ ขณะที่ผู้รับสิทธิรายใหม่จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 ต.ค. ปีนี้
ผู้ที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ ทางกระทรวงการคลัง เปิดให้ยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 ก.ค. 2569 ผ่านทุกช่องทางเช่นเดียวกัน โดยในวันประกาศผลจะมีการแจ้งผลพิจารณาและระบุเหตุผลที่ไม่ผ่าน พร้อมกับช่องทางติดต่อสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอตรวจสอบข้อมูลก่อนยื่นอุทธรณ์ขอแก้ไขเอกสารข้อมูล ซึ่งจะเปิดให้แก้ไขหลังยื่นอุทธรณ์ได้จนถึงวันที่ 16 ส.ค. 2569 และในส่วนของการประกาศผลรอบทบทวนสิทธิ เป็นวันที่ 21 ก.ย. 2569
วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า ผู้ที่ผ่านการพิจารณาสัดส่วน 14% ของประชากรทั้งเป็นประเทศ มั่นใจว่าเป็นบุคคลที่ยากจนจริง ๆ เนื่องจากได้ใช้ฐานข้อมูลล่าสุดในปี 68 และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลกับหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงได้มีการลงพื้นที่สำรวจของกรมการปกครองครบทุกจังหวัด ถึงแม้ว่าจะสูงกว่าของธนาคารโลก (World Bank) ที่ประเมินไว้ว่ามีคนจน 12% เนื่องจากใช้เกณฑ์วัดรายได้ที่ต่ำกว่าประมาณที่ 90,000 บาท
“14% คิดว่าครอบคลุมพอสมควร และใกล้เคียงที่สุดเท่าที่เคยทำมา” วินิจ กล่าว
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า ผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาในรอบนี้ทั้งหมดติดหลักเกณฑ์หลายข้อ โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายได้และเกณฑ์ใหม่สินทรัพย์ทางการเงิน ขณะที่ในบางส่วนก็เสียชีวิตหรือติดคุกหลังจากลงทะเบียนไปแล้ว รวมถึงยังมีผู้สูงอายุบางรายที่มีทรัพย์สินครอบครอง แต่ยังไม่ได้แบ่งให้กับทายาท
สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิโครงการฯ ก็จะได้รับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่รัฐช่วยค่าใช้จ่าย 60% โดยกระทรวงการคลังจะเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองใช้จ่ายเงินกู้และยื่นเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




