คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม โดยมีการปรับเกณฑ์ใหม่ ไม่นับรวมสิทธิลดหย่อนภาษีพ่อแม่ และ หนี้เกษตรกร มาเป็นเงื่อนไขการได้สิทธิสวัสดิการ
หลักเกณฑ์ใหม่ มีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้
- ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของ ผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ รวมทั้ง ในการพิจารณาเกณฑ์คุณสมบัติกรณีมีวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท จะไม่นับรวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม
- เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในช่วงการลงพื้นที่ลงทะเบียน ระหว่างวันที่ 4 – 21 มิ.ย. 2569 จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป
- กำหนดให้ผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนี้ ผู้มีบัตรฯ รายเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป และ ผู้ได้รับบัตรฯ รายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับกับการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในโครงการอื่น ๆ
จาก มติ ครม. ดังกล่าว คณะกรรมการประชารัฐฯ จะนำกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ ที่ทบทวนข้างต้น และจะประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของโครงการตอนนี้มีราว 18.8 ล้านราย (ผู้ได้สิทธิเดิมรวมกับผลสำรวจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) อย่างไรก็ตาม แม้ทางกระทรวงการคลังจะมีการตั้งงบประมาณเบื้องต้นสำหรับโครงการนี้ไว้ แต่ทางรัฐบาลต้องการหาคนที่เดือดร้อนจริง ๆ ดังนั้นไม่ว่าจะมีคนได้เข้าร่วมโครงการเท่าไหร่ หากงบประมาณไม่เพียงพอ ก็จะจัดการเพิ่มเติมในภายหลัง
ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายทั้ง 18.8 ล้านราย จะยังไม่ได้รับสิทธิโครงการในทันที แต่ต้องเข้าสู่การพิจารณาคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่ ครม. เพิ่งอนุมัติ พร้อมกับได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประชารัฐฯ จากนั้นจะนำรายชื่อประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ก.ค. นี้
สำหรับคนไม่ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้ จะได้รับการชี้แจงรายละเอียดสาเหตุ พร้อมเบอร์ติดต่อหน่วยงานให้สอบถาม เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อีกครั้งว่าข้อมูลที่คณะกรรมการประชารัฐฯ และกระทรวงการคลังได้รับนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น หากเป็นข้อมูลด้านรายได้ ก็สามารถติดต่อกรมสรรพากรเพื่อขอดูข้อมูลได้ เป็นต้น ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะเปิดให้ยื่นขอทบทวนได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 ก.ค. และประกาศผลอีกครั้ง
“ก็ต้องเรียนว่าในครั้งนี้เป็นความตั้งใจของทางรัฐบาล ที่จะเน้นในการที่จะหาผู้ที่เดือดร้อนที่สุด ลําบากที่สุดในสังคมในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ถึงมีการเปลี่ยนระบบจากการให้เปิดลงทะเบียนอย่างเป็นการทั่วไป เป็นการที่ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้กําลังคนภาครัฐ เข้าไปถึงตัวพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน ผ่านกลไกของรายชื่อที่มีอยู่ ผ่านกลไกของการที่เข้าไปเจอในพื้นที่ประชาคม แจ้งให้ข้อมูลว่าใครตกหล่นเป็นคนชายขอบลําบากมาลงทะเบียนเองไม่ได้”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




