กระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปประกันสังคมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่กองทุนประกันสังคม ขนาดมหาศาลกว่า 2.3 ล้านล้านบาท กำลังถูกท้าทายจากปัญหาหลัก ในหลายประเด็น นับตั้งแต่ปัญหาความยั่งยืนของกองทุนชราภาพ ที่มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุไปในทิศทางเดียวกันว่ามีความเป็นไปได้ที่กองทุนชราภาพจะมีเงินสะสมไม่พอในอีก 20-30 ปีข้างหน้า หากไม่เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารกองทุนฯ
เช่นเดียวกับ ปัญหาสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของระบบประกันสังคมมักถูกวิจารณ์ในหลายด้าน ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความเท่าเทียม และการเข้าถึงบริการ เมื่อเทียบกับ สิทธิประโยชน์บัตรทอง และ สวัสดิการข้าราชการ
สำรวจปัญหา “กองทุนประกันสังคม”
ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคม ยังถูกท้าทายจากสารพัดปัญหา โดยเฉพาะในปี 2568-2569 อยู่ในช่วงการปฏิรูปเพื่อรับมือกับความท้าทายในการปรับโครงสร้างการบริหาร โดยมีประเด็นหลักดังนี้
1.การปรับฐานเงินสมทบและสิทธิประโยชน์
แผนการปรับขึ้นเพดานเงินสมทบ: มีการวางแผนปรับฐานเพดานค่าจ้างสูงสุดจากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ในระยะแรก (ปี 2569 – 2571) และจะทยอยปรับขึ้นจนถึง 23,000 บาท ภายในปี 2575 เพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับกองทุนและเพิ่มเงินบำนาญชราภาพให้ผู้ประกันตน
การเพิ่มผลตอบแทนบำเหน็จชราภาพ: สำนักงานประกันสังคมประกาศเพิ่มอัตราผลตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี 2567 โดยมาตรา 40 ได้รับสูงสุด 4.19% ขณะที่มาตรา 33 และ 39 ได้รับ 2.81% ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569
2. ปรับปรุงสูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพ หรือสูตร CARE
สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพใหม่ (CARE) ของสำนักงานประกันสังคม (ม.33, ม.39) มีแผนเริ่มใช้ปี 2569 เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมและยอดเงินบำนาญ โดยเปลี่ยนจากฐาน 60 เดือนสุดท้าย เป็นคำนวณจากฐานค่าจ้างเฉลี่ยตลอดการส่งเงินสมทบจริง (ปรับเป็นมูลค่าปัจจุบัน) และเพิ่มอัตราเงินบำนาญเดือนละทุกเดือนที่สมทบเกิน 15 ปี
อย่างไรก็ตามปรับปรุงสูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพ หรือสูตร CARE ยังไม่บังคับใช้ เนื่องจาก นางตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ได้ส่งร่างกลับไปยังสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อให้ฝ่ายกฎหมายวิเคราะห์ผลกระทบอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นสูตรใหม่ที่มีทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ โดยกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2569 และยืนยันว่าจะสามารถนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในเดือนเมษายนตามกรอบเวลาเดิมที่วางไว้ เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับผู้ประกันตนทั่วประเทศ
3.วิกฤตด้านระบบดิจิทัล (SSO Plus)
ปัญหาแอปพลิเคชัน: ระบบใหม่ SSO Plus ประสบปัญหาความไม่เสถียรในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลกระทบต่อการจ่ายเงินบำนาญชราภาพและการเข้าถึงสิทธิต่างๆ
ข้อกังวลเรื่องงบประมาณ: มีการตั้งคำถามในสังคมเกี่ยวกับความคุ้มค่าของงบประมาณพัฒนาระบบที่สูงถึง 850 ล้านบาท ท่ามกลางปัญหาการใช้งานที่เกิดขึ้น
4. ความพยายามแก้ระเบียบเลือกตั้งใหม่
ที่ผ่านมามีความพยายามในการแก้ระเบียบเลือกตั้งผู้แทนคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม)ใหม่ แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่คือการลดสิทธิผู้ประกันตนจากการเลือกผู้แทนได้ 7 คน เหลือเพียง 1 คน (1 คนเลือกได้ 1 คน)
แต่ผลประชาพิจารณ์เบื้องต้นพบว่าผู้ประกันตนกว่า 90% ไม่เห็นด้วยกับร่างระเบียบใหม่ ประกอบกับปัจจุบันบอร์ดประกันสังคมอยู่ในสถานะรักษาการมานาน รัฐบาลจึงต้องการเร่งกระบวนการให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริหารงาน โดยคาดว่าจะมีการนำผลสรุปเข้าที่ประชุมบอร์ดในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ก่อนเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาลงนามต่อไป
5 . กระแสเรียกร้องทิศทางการปฏิรูปองค์กร
การผลักดันให้พ้นระบบราชการ: มีกระแสเรียกร้องและข้อเสนอจากหลายภาคส่วนให้แยกสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการการลงทุนและลดค่าเสียโอกาสที่คาดว่าสูงถึง 300 ล้านบาทต่อวัน
การปรับแผนการลงทุน: กองทุนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงให้ใกล้เพดาน 40% และขยายพอร์ตการลงทุนต่างประเทศเป็น 50% เพื่อยกระดับผลตอบแทนจาก 3% เป็น 5%
6. สิทธิประโยชน์และการบริการปี 2568-2569
การเปลี่ยนสถานพยาบาล: ผู้ประกันตนสามารถยื่นขอเปลี่ยนโรงพยาบาลประจำปีได้ โดยหากยื่นภายในวันที่ 1-15 ของเดือน จะเริ่มใช้สิทธิ ณ โรงพยาบาลใหม่ได้ในวันที่ 16 ของเดือนนั้น
การขยายสิทธิการรักษา: มีการเพิ่มสิทธิการบำบัดทดแทนไตครอบคลุมทุกระยะและขั้นตอน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย
สถานะปัจจุบันของผู้ประกันตน (ข้อมูลเบื้องต้นปี 2568)
| กลุ่มผู้ประกันตน | จำนวน (โดยประมาณ) | หมายเหตุ |
| มาตรา 33 | 12.1 ล้านคน | รวมแรงงานข้ามชาติประมาณ 1.1 ล้านคน |
| มาตรา 39 | 1.6 ล้านคน | ภาคสมัครใจ (เคยเป็น ม.33) |
| มาตรา 40 | 11 ล้านคน | ส่งเงินสมทบต่อเนื่องจริงเพียง 2 ล้านคน |
9 ข้อเสนอปฏิรูปประกันสังคม
ปัญหาหารบริหารประกันสังคม ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างกองทุนประกันสังคมจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายขับเคลื่อนพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูประบบประกันสังคม โดย บัณฑิต แป้นวิเศษ ผู้ประสานงานเครือข่าย ได้นำข้อเสนอ การปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม เสนอคณะทำงานโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม
ข้อเสนอดังกล่าวเกิดจากการระดมความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายแรงงาน นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน เกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบประกันสังคมของประเทศไทย ประเด็นวิกฤตที่ขับเคลื่อนให้เกิดการหารือครั้งนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการที่ยังติดหล่มระบบราชการ ขาดความโปร่งใส และไม่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรอิสระ จึงน่าจะตอบโจทย์ ในการสร้างความยั่งยืนทางการเงินการลงทุน และการบริหารอย่างโปร่งใส และมืออาชีพ
“บัณฑิต” บอกว่า ความท้าทายในปัจจุบัน คือวิกฤตโครงสร้างประชากรและกำลังแรงงานอาทิสังคมสูงวัย ในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าสัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 28% ขณะที่คนเกิดใหม่น้อยลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานรายได้ของกองทุนในระยะยาวคนรุ่นใหม่ มีภาระหนี้สินสูงและต้องการเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น ทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไปสู่แรงงานอิสระและแพลตฟอร์มมากขึ้น
การบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม ภายใต้กระทรวงแรงงานจึงอาจจะไม่สามารถแก้ไชปัญหาดังล่าวได้ เนื่องนากปัญหาหลักของระบบประกันสังคมไว้ 6 ข้อดังนี้
- ช่องว่างทางกฎหมาย มีการยกเว้นกลุ่มแรงงานบางประเภท เช่น ลูกจ้างทำงานบ้าน แรงงานภาคเกษตร และแรงงานแพลตฟอร์ม ทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองที่ครอบคลุม
- ระบบราชการ สำนักงานประกันสังคมอยู่ภายใต้โครงสร้างกระทรวงแรงงาน ทำให้การตัดสินใจต้องผ่านขั้นตอนทางราชการและถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองได้ง่าย
- แรงงานบางกลุ่มถูกยกเว้น ไม่ให้เข้าระบบประกันสังคม เช่นแรงงานคนทำงานบ้าน แรงงานภาคเกษตร แรงงานสัญญาจ้างภาครัฐและรัฐวิสหกิจแรงงานแพตฟอร์ม ไรเดอร์ แรงงานในองค์กรอิสระเป็นต้น
- ความไม่เป็นธรรมต่อแรงงานข้ามชาติ แรงงานข้ามชาติส่งเงินสมทบเท่ากับคนไทยแต่เข้าถึงสิทธิ์ได้ยาก โดยเฉพาะสิทธิ์บำนาญชราภาพที่ไม่สามารถนำเงินกลับประเทศต้นทางได้ตามมาตรา 71 ทวิธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ข้อมูลการลงทุนและความเสี่ยงไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเพียงพอ ทำให้สมาชิกขาดความเชื่อมั่น
- การบริหารเงินกองทุน ขาดความเป็นมืออาชีพในการลงทุน มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำเกินไปและจำกัดอยู่ในประเทศเป็นส่วนใหญ่
- ความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ มาตรา 40 ยังมีสิทธิประโยชน์น้อยและไม่ดึงดูดให้แรงงานนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบอย่างยั่งยืน
ยึด 4 หลักการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม
เครือข่ายขับเคลื่อนพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูประบบประกันสังคมได้เสนอให้มีการปฏิรูปประกันสังคม โดยยึดหลักการ 4 ประการดังนี้
- ความครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม (ไทย, ข้ามชาติ, แพลตฟอร์ม) ต้องเข้าถึงระบบ
- ความเป็นอิสระเป็นองค์กรอิสระ บริหารจัดการโดยมืออาชีพ
- ความโปร่งใสตรวจสอบได้โดยสมาชิก และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
- ความยืดหยุ่นและเป็นธรรม สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานใหม่และสะท้อนต้นทุนจริง
9 ข้อเสนอเชิงนโยบายปฏิรูปประกันสังคม
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูป มีดังนี้
- ยกระดับเป็นองค์กรอิสระ เปลี่ยนสถานะเป็นองค์กรมหาชนหรือนิติบุคคลเฉพาะทาง ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี
- การสรรหาผู้บริหาร เลขาธิการต้องมาจากการสรรหามืออาชีพ บอร์ดประกันสังคมต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของสมาชิกอย่างโปร่งใส
- การเพิ่มส่วนร่วมของภาคประชาสังคม กระจายสัดส่วนบอร์ดและอนุกรรมการให้ครอบคลุมแรงงานทุกมาตรา (33, 39, 40) และเพิ่มบทบาทในระดับจังหวัด
- การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ระบบโอนย้ายสิทธิ์อัตโนมัติ เมื่อผู้ประกันตนมาตรา 33 ลาออก ให้ปรับเป็นมาตรา 39 อัตโนมัติโดยไม่มีช่วงเว้นว่าง เพื่อความต่อเนื่องของสิทธิ์
- การดูแลแรงงานข้ามชาติ ลดการพึ่งพานายจ้างในการแสดงตัวตนเพื่อรับสิทธิ์ และอนุญาตให้ส่งเงินชราภาพกลับประเทศต้นทางได้เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง
- การขยายสิทธิ์การรักษา ขยับอายุการรับสิทธิ์จาก 55 ปี เป็น 65 ปี (ตามสมัครใจ) และให้สิทธิ์การรักษาพยาบาลต่อเนื่องแม้จะรับเงินบำนาญแล้ว
- สวัสดิการเด็กเล็ก ผลักดันให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการถ้วนหน้าในระบบประกันสังคม
- การบริหารจัดการข้อมูลและความโปร่งใส (Digital First) ระบบ Real-time สมาชิกสามารถตรวจสอบเงินสมทบและผลตอบแทนได้ตลอดเวลาผ่านระบบดิจิทัล
- ข้อมูลหลายภาษา จัดทำข้อมูลและแอปพลิเคชันในภาษาของแรงงานข้ามชาติเพื่อลดอุปสรรคการเข้าถึงสิทธิ์
ส่วนแผนการขับเคลื่อนปฏิรูปประกันสังคม แบ่งเป็น 3 ระยะ
- ระยะสั้นเร่งด่วน
– สร้างความเชื่อมั่นผ่านการเปิดเผยข้อมูลการลงทุน ปรับปรุงระบบดิจิทัล
– จัดทำแพ็กเกจสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม
– การเร่งปรับปรุง แก้ไขกฎหมายในเชิงสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อาทิ การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์การลาคลอด 120 วัน ที่ขณะนี้ กฎหมายประกันสังคมยังไม่แก้ไข เพิ่มอีกเงินครึ่งหนึ่งให้ลูกจ้างประกันสังคม อีก 60 วัน ทำให้ลูกจ้างหญิงที่ลาคลอดยังคงได้รับเงินเพียง60วันจากนายจ้าง นายจ้างเท่านั้น
- ระยะกลาง
แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นอิสระ ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งบอร์ด และขยายความคุ้มครองมาตรา 33 สู่แรงงานทุกอาชีพ อาทิ การยกเลิกกฤษฎีกาประกันสังคมที่ไปยกเว้นไม่คุ้มครองลูกจ้างคนทำงาน ถือเป็นอุปสรรคในการเติบโตของกองทุนประกันสังคมเป็นอย่างมาก
- ระยะยาว
จะมุ่งสู่ระบบประกันสังคมถ้วนหน้า ที่มีมาตรฐานเดียวกันและมีความยั่งยืนทางการเงิน
“บัณฑิต” บอกว่า การปฏิรูปประกันสังคม ที่มีการแต่งตั้งคณะทำงานโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมขึ้นมาจะไม่ใช่เพียงการปรับปรุงเล็กน้อยเท่านั้น มันถึงเวลาที่จะ “พลิกโฉม” ระบบเพื่อให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล โดยยึดหลักสำคัญที่เป็นหัวใจระบบประกันสังคมต้องเป็นองค์กรอิสระ ที่เป็นธรรม ยั่งยืน โปร่งใสมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ เพื่อให้กองทุนประกันสังคมเป็น “กองทุนของสมาชิกแรงงาน” อย่างแท้จริง ไม่ใช่กระเป๋าเงินของรัฐบาลหรือหลุมดำของระบบราชการอีกต่อไป
เร่งศึกษา 3 ประเด็นปรับโครงสร้าง สปส.
ขณะที่ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานการประชุมที่ปรึกษาและคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกันตน ให้ความเห็นชอบร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) สำหรับการจ้างหน่วยงานหรือสถาบันผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาแนวทางการปฏิรูป สปส. โดย TOR ดังกล่าวได้กำหนดกรอบการศึกษาและประเด็นวิเคราะห์ที่สำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่
- รูปแบบและโครงสร้างองค์กรในการออกนอกระบบราชการ ศึกษาความเป็นไปได้และรูปแบบที่เหมาะสมในการปรับสถานะ สปส. ให้เป็นองค์กรนอกระบบราชการ
- กลไกการบริหารที่มีความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม พัฒนากลไกการบริหารที่ส่งเสริมความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม
- รูปแบบการบริหารจัดการองค์กรและบุคลากร ครอบคลุมมิติด้านการบริหารจัดการ การกำกับดูแล การบริหารกองทุน และด้านกฎหมาย รวมถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
คณะทำงานชุดนี้ จะมีการพิจารณาสรุปผลการดำเนินงาน รวบรวมความเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ เพื่อรายงานต่อนางสาวตรีนุช เทียนทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเผยแพร่สู่สาธารณะชนผ่านทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม รวมถึงส่งมอบให้ผู้รับจ้างศึกษาวิจัยนำไปเป็นกรอบการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่ครบถ้วนและเป็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




